โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ปิติ ตัณฑเกษม” กับความจริงประเทศไทย…ยืนบนขอบเหวรอบด้าน ชี้ราคาของ “เสถียรภาพ” ไม่ได้มาฟรีๆ

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ttb

“เราไม่ได้ลงเหวสักเรื่อง แต่เราอยู่บนขอบเหวของทุกเรื่อง”

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต ใช้ประโยคสั้นๆ เพื่ออธิบายสถานะของเศรษฐกิจไทยในวันที่ความเสี่ยง กำลังก่อตัวพร้อมกันหลายด้าน ทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ หนี้ครัวเรือน หนี้ภาครัฐ ความเปราะบางของธุรกิจรายใหญ่ ตลอดจนภัยคุกคามรูปแบบใหม่จากเครือข่ายหลอกลวงและทุนเทา ที่จะมีผลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินไทย

ผ่าเสถียรภาพแบงก์ไทย ในวันที่ประเทศป่วย

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือทีทีบี ให้สัมภาษณ์ทีมงานไทยพับลิก้าถึง “เสถียรภาพของธนาคารในวันนี้ เกิดจากโครงสร้างที่แข็งแกร่งจริงหรือไม่” นายปิติบอกว่า ต้องมองภาพรวมทั้งประเทศผ่านการเปรียบเทียบเชิงระบบ โดยชี้ให้เห็นว่าเสถียรภาพของธนาคารขึ้นอยู่กับสุขภาพของเศรษฐกิจจริง

“ถ้าเปรียบทั้งประเทศเหมือนร่างกาย แบงก์เป็นหัวใจ เราก็บอกตลอดว่าแบงก์คือ Financial Sector คู่กับ Real Sector” โดยอธิบายว่า Real Sector หรือภาคเศรษฐกิจจริงและภาครัฐ ทำหน้าที่เป็น “สมอง” ที่กำหนดทิศทางว่าหัวใจควรสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนใดของร่างกาย ขณะที่หัวใจเองเป็นเพียงตัวกลางที่ไม่ได้เป็นเจ้าของเลือด เพราะ “เลือดคือของประชาชน ของประเทศ เรามีหน้าที่ส่งผ่าน คือ Resource Allocation จัดสรรไปให้ถูกจุด ถูกเวลา

เสถียรภาพของธนาคาร (หัวใจ) ขึ้นอยู่กับโครงสร้างที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจจริง (ร่างกายและสมอง) การฝืนให้หัวใจทำงานหนักเพื่อชดเชยปัญหาของร่างกายอาจนำไปสู่การพังทลายของหัวใจได้

ในปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจไทย (ร่างกาย) กำลังมีปัญหาอย่างเห็นได้ชัด ขณะทั้งที่ภาคเอกชนและภาครัฐ (สมองฟังก์ชันไม่ได้)

ถ้าฝืนบังคับให้ร่างกายที่ป่วย เส้นเลือดตีบตัน หรือสมองกำลังจะแตก (Stroke) ออกไปวิ่งหนักๆ ด้วยการอัดและฉีดเลือด (ปล่อยสินเชื่อ) ลงไปผิดที่ผิดทาง นอกเหนือจากจะไม่ช่วยให้ร่างกายดีขึ้นแล้ว ยังจะส่งผลให้หัวใจวายและเร่งให้ตายเร็วขึ้นอีกด้วย การปล่อยสินเชื่อลงในจุดที่พังเกินเยียวยาจึงเทียบเท่ากับการระเบิดตัวเอง

“ถ้าหัวใจแข็งแรงแต่ร่างกายไม่ดี หัวใจก็ต้องประคับประคองให้ร่างกายฟื้นฟู แต่ถ้าร่างกายไม่ดีแล้วฝืนให้หัวใจทำงานหนัก สุดท้ายหัวใจก็จะพัง” นายปิติกล่าวพร้อมระบุว่า หน้าที่ของสถาบันการเงินคือการจัดสรรทรัพยากรหรือเงินทุนไปยังภาคส่วนต่างๆ อย่างเหมาะสม

ราคาของ “เสถียรภาพ” ที่ไม่ได้มาฟรีๆ

“เสถียรภาพ” ของธนาคารพาณิชย์ในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือได้มาฟรีๆ แต่แลกมาด้วยความเจ็บปวดของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน และการปรับตัวอย่างรุนแรง

นายปิติย้ำว่า เสถียรภาพของธนาคารไทยในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการลดความเสี่ยง การคุมคุณภาพสินทรัพย์ การตั้งสำรองอย่างเข้มงวด และการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่รายได้ของธุรกิจธนาคารเติบโตช้าลง ขณะที่พนักงาน สาขา และผู้ถือหุ้นต่างต้องแบกรับผลกระทบจากการปรับตัวครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมการเงิน โดยผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนลดลง หรือพนักงานธนาคารที่ต้องเผชิญกับการปรับโครงสร้างองค์กร การลดจำนวนพนักงาน และการปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง

“เราต้องเสี่ยงน้อยลง เพราะว่าถ้าเราสุ่มเสี่ยงปล่อย (สินเชื่อ) เยอะมาก แล้วกลับไปมีวิกฤติขึ้นมา การหาเงินทุนมาสนับสนุนจะทำได้ยากขึ้น” โดยนายปิติเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งสมัยนั้นแม้แบงก์จะล้ม แต่นักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่นในศักยภาพการฟื้นตัวของระบบธนาคารไทย พร้อมสนับสนุนการเพิ่มทุน ทำให้หุ้นแบงก์ยังเทรดสูงกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) แต่ในปัจจุบันนักลงทุนมีการเลือกสรรมากขึ้น สะท้อนผ่านราคาหุ้นธนาคารจำนวนมากที่ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี

“ยิ่งธนาคารพยายามปล่อยกู้เยอะ ในภาวะที่ร่างกายอ่อนแอ ปัญหาก็ยิ่งวนกลับมาทำให้หัวใจเหนื่อยขึ้น ธนาคารจึงต้องรับความเสี่ยงน้อยลงและรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยง ผลตอบแทน และความเสียหาย” นายปิติกล่าว

เมื่อรายได้ลดลง ธนาคารจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายอย่างมากเพื่อความอยู่รอด “stakeholder ที่รายล้อมแบงก์ บาดเจ็บหมด” ส่งผลให้ พนักงานแบงก์กลายเป็นกลุ่มคนที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุดจากการถูกลดจำนวนคนอย่างต่อเนื่อง และต้องปรับตัวอย่างรุนแรง อีกทั้งมีการปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ถือหุ้นเอง ผลตอบแทนลดลง จากหุ้นที่เคยเทรดอยู่ 2 เท่า ของ Book Value เหลือต่ํากว่า Book Value

“หัวใจดวงนี้ หรือเสถียรภาพสถาบันการเงิน แลกมาด้วยการทําเท่าที่จําเป็น การลดให้มากที่สุดเท่าที่ทําได้ เพื่อประคองให้หัวใจยังเดินต่อได้ ไม่พังลงมา “ นายปิติกล่าว

ประเทศไทยยืนอยู่บน “ขอบเหวรอบทิศทาง”

ปัจจัยอะไรที่จะเป็นตัวเปลี่ยนเสถียรภาพของธนาคาร นายปิตินำการเปรียบเทียบเสถียรภาพเหมือนหัวใจมาอธิบาย โดยกล่าวว่า “ถ้าเราไปสั่งให้หัวใจสูบฉีดหนักขึ้น เพื่อไปซ่อมส่วนของร่างกายที่พัง สุดท้ายหัวใจก็ต้องทำงานเกินกำลัง แล้ววันหนึ่งหัวใจก็พังตามไปด้วย”

“ถามว่าเสถียรภาพจะเปลี่ยนจากอะไร ถ้าเราจะฝืนแก้ปัญหาที่เกิดจาก Real Sector ด้วย Financial Sector ทั้งที่อวัยวะจริงของเศรษฐกิจอ่อนแอ สมองที่ควรทำหน้าที่กำหนดทิศทาง ก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่หวังว่าหัวใจจะเข้ามาทดแทนการที่สมองไม่ทำงาน หรืออวัยวะหรือร่างกายมีปัญหา ซึ่งคือตัวเร่งที่จะทําให้หัวใจหรือเสถียรภาพของสถาบันการเงินพังลง เพราะเราเห็นปลายทางว่าทําไมเลือดไม่ไปเลี้ยงอวัยวะนั้น

นายปิติกล่าวต่อว่า หากหน่วยงานกำกับหัวใจสั่งให้หัวใจทํางานให้หนัก เอาเลือดซึ่งก็ไม่ใช่เลือดของหัวใจ แต่คือเงินของประชาชน เงินของระบบเศรษฐกิจไปหล่อเลี้ยงภาคส่วนที่มีปัญหา ก็คือตําน้ำพริกละลายแม่น้ํา เอาเงินที่ดีไปประคับประคอง หรือไปเยียวยา ไปซ่อมสิ่งที่เกินจะซ่อม คือตัวเร่งที่จะทําให้เสถียรภาพเปลี่ยน ซึ่งวิกฤติของ Real Sector จะลากให้ Financial Sector พัง

นายปิติได้ฉายภาพให้เห็นว่า แม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่มีจุดใดระเบิดออกมารุนแรงในทันที แต่โครงสร้างการเงินและเศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน “ขอบเหวรอบทิศทาง” หากเกิดชนวนสะกิดหรือบริหารจัดการผิดพลาด อาจลากระบบการเงินพังทลายลงได้ โดยรวมความเสี่ยงมีด้วยกัน 5 ด้าน

โดยไล่เรียงบทเรียนจากต่างประเทศ ตั้งแต่

1) ฟองสบู่สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงและจีน ที่ไม่ใช่มาจากภาวะบ้านล้นตลาด แต่เกิดจากการส่งเสริมให้คนที่ไม่มีความสามารถในการซื้อบ้านที่มีราคาแพง ไปขอเงินกู้จากสถาบันการเงินเพื่อนำมาซื้อบ้าน ในที่สุดไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ได้ จึงลากสถาบันการเงินเงา (Shadow Bank) ให้ล้มลงและส่งผลต่อเนื่องตามมาที่ธนาคารพาณิชย์

2) วิกฤติหนี้ผู้บริโภค (Consumer Debt Crisis) ในเกาหลีใต้ที่สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อบัตรเครดิตง่ายเกินไป และมีธุรกิจ Non-bank มาให้กู้เพื่อชำระหนี้เก่า จนเกิดหนี้เสียมหาศาลเพราะคนขาดวินัยทางการเงิน “จนพังลงก็ต้องซ่อมกัน”

3) กรณีการให้สินเชื่อกระจุกตัวหรือ Concentration Risk ในเยอรมนี ที่เกิดจากการปล่อยกู้รายใหญ่มากเกินไป โดยธนาคารปล่อยกู้ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ เมื่ออุตสาหกรรมนั้นสะดุด ก็เกือบลาก Deutsche Bank ล้มไปด้วย

4) สุดท้ายคือ วิกฤติหนี้ภาครัฐในลาตินอเมริกาที่สถาบันการเงินถือพันธบัตรรัฐบาลไว้จำนวนมาก

เมื่อหันกลับมามองไทย นายปิติให้คำตอบที่ชวนคิด “เรามีปัญหาสิ่งเหล่านี้ไหม ไม่มีสักอย่าง และมีทุกอย่างที่มันยังไม่ระเบิดสักอย่าง แต่มันเห็นเค้าลางแล้ว” โดยไล่เรียงความเสี่ยงทีละจุด เริ่มจาก

หนึ่ง ภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่เริ่มเห็นการผิดนัดชำระหุ้นกู้ของบริษัทพัฒนาอสังหาฯ เนื่องจากตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนที่กำกับดูแลไม่เข้มงวดพอ

“ภาคอสังหาริมทรัพย์ไประเบิดที่หุ้นกู้ เพราะแบงก์บอกว่า หัวใจอย่าสูบฉีดเลือดลงไปตรงนั้น เราเห็นเค้าลางแล้ว พอเราปล่อยน้อยลง แต่ตลาดหุ้นกู้ การกำกับดูแลไม่แข็งแรง ปล่อยให้พวก Boutique หรือ Financial Company ไปออกหุ้นกู้ กฎก็ค่อนข้างหละหลวม บอกว่าคนรวยดูแลตัวเองได้ สุดท้ายคนรวยก็เดือดร้อนกันไปทั่ว” นายปิติกล่าวและว่า เริ่มเห็นการผิดนัดชำระหุ้นกู้ ความเสียหายเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เกิดกับแบงก์ กลับเกิดกับระบบการเงิน “ถ้านิยามระบบการเงินใหญ่กว่าแค่แบงก์”

ตามด้วย สอง สินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่ราคาบ้านสูงเกินความสามารถในการซื้อของผู้กู้จริง จนเกิดการปล่อยสินเชื่อในอัตราส่วนสูงเกินมูลค่าที่แท้จริง (LTV) และเมื่อต้องยึดทรัพย์ขายทอดตลาดก็ใช้เวลานานนับสิบปี ทำให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) รับซื้อหนี้เสียในราคาต่ำกว่าครึ่งของมูลค่าขายเดิม เพราะการจำหน่ายทรัพย์ออกไป ทำได้ไม่มาก เนื่องจากผู้ที่ต้องการซื้อไม่มีรายได้ ปัญหาก็วนอยู่แบบนี้

”เพราะฉะนั้น ถามว่าปัญหาเราเกิดหรือยัง ก็เกิดประมาณหนึ่ง มูลค่าตลาดรองของบ้านกลุ่มหนึ่งลดลงแล้ว”

นายปิติยังชี้ถึงความเสี่ยงจาก สาม การกระจุกตัวของสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ของไทย ซึ่งเทียบกับกรณีเยอรมนีโดยตรง “ถ้าอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ในเมืองไทยมีปัญหา ก็ลากแบงก์พัง แปลว่าเสถียรภาพของแบงก์จะเปลี่ยน ถ้ารายใหญ่มีปัญหา เพราะฉะนั้น ถ้าใครเริ่มมีปัญหา แบงก์ก็จะประคับประคองไป… ประคองมาหลายปีแล้วสำหรับกลุ่มหนึ่ง”

ส่วนสี่หนี้ครัวเรือน นายปิติชี้ว่าไทยกำลังเดินตามรอยวิกฤติหนี้บัตรเครดิตเกาหลีใต้ที่เกิดขึ้นมากว่าสิบปีแล้ว เพียงแต่“ปาร์ตี้ไม่จบ เพราะว่ามีคนมารับต่อไปเรื่อยๆ คือธุรกิจ Non-bank” ที่มีลูกเล่นสารพัดในการยืดหนี้ที่ทำให้คนเป็นหนี้มากขึ้นและนานขึ้น จากการให้กู้ใหม่เพื่อไปชำระหนี้เก่า และโดยเฉพาะบริการ Buy Now Pay Later ที่นายปิติมองว่าเป็นการ“โยนปัญหาไปข้างหน้า เรียกว่า Partner in Crime (ผู้สมรู้ร่วมคิด) ก็แล้วกัน” ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถใช้แนวทางนี้ได้เพราะถูกกำกับดูแลเข้มงวดกว่า

นายปิติย้ำว่า “คนแรกที่ไม่ควรทำแบบนี้ก็คือลูกหนี้ แต่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหนี้ที่ไม่สนใจว่าลูกหนี้จะเป็นอย่างไร บวกกับการกำกับดูแลที่อาจจะไม่เข้มแข็งเพียงพอในอดีตจากหน่วยงานกำกับ ทำให้เรื่องนี้เดินหน้าไปเรื่อยๆ รอวันที่จะระเบิดออกมา”

ท้ายสุด ห้า หนี้ภาครัฐ นายปิติบอกว่า หนี้ภาครัฐไทยยังไม่ระเบิด แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ยกเพดานไปเรื่อยๆ ขณะที่ GDP ก็ชะลอลงเรื่อยๆ เช่นกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เสถียรภาพอยู่บนขอบ(เหว)อย่างมาก “มันปริ่มมาก”

นายปิติสรุปภาพรวมของความเปราะบางนี้ โดยใช้คำเปรียบเปรยที่ตรงไปตรงมาว่า “ถ้ามองว่าขอบเหวอยู่ด้านหน้า หมายความว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราบอกว่าเรายังไม่ลงเหวสักเรื่อง แต่เราอยู่บนขอบเหวของทุกเรื่อง…มันเหวทุกด้าน เหวหนี้สาธารณะ เหวบริษัทขนาดใหญ่ เหวภาคอสังหาริมทรัพย์ เหวหนี้ครัวเรือน เหวสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพราะฉะนั้นแบงก์เองต้องตั้งสติดีๆ ว่า ถ้าแบงก์คือหัวใจ อย่าสูบฉีดให้ร่างกายตกเหว”

ต้นทุนที่มองไม่เห็น ของการ “ล้างบ้าน”

เมื่อถามต่อว่า คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารวันนี้สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงแล้วหรือยัง และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่างๆ กำลังบิดเบือนภาพความเสี่ยงอยู่หรือไม่ นายปิติตอบด้วยการตั้งคำถามกลับผ่านอุปมาทางการแพทย์ว่า คนไข้ที่กำลังรักษาตัวอยู่ ควรหยุดกินยาเพื่อไม่ให้บิดเบือนความจริงของร่างกายหรือไม่ “ความจริงของร่างกายก็คือความจริงของร่างกาย แต่การกินยาหรือการรักษาก็ต้องมีเส้นแบ่ง”

“เส้นแบ่งของการบิดเบือนหรือไม่ คือ เราเห็นหนทางรอดไหม ถ้าเห็นหนทางรอด เขาช่วยตัวเองได้ เขาจ่ายค่ารักษาได้ ก็ควรให้เขาจ่ายค่ารักษาก่อน แต่ถ้าเห็นหนทางรอดแต่เขาไม่มีค่ารักษา เราควรช่วยค่ารักษา” นายปิติกล่าว

นายปิติยกตัวอย่างมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” กรณีลูกหนี้ช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง แบงก์ก็ช่วยโดยพยายามช่วยน้อยที่สุด มาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ประกอบด้วยลูกหนี้สามกลุ่มที่พฤติกรรมต่างกันชัดเจน

กลุ่มแรกคือผู้ที่นำอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการมาค้ำประกัน ซึ่ง “อยากสู้” เพราะไม่อยากเสียทรัพย์สินนั้นไป กลุ่มนี้มีสัดส่วนเกินครึ่งที่ยังต่อสู้

กลุ่มที่สองคือหนี้รถยนต์ที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน มีราวร้อยละ 30 ที่ยังอยากสู้ต่อ

ส่วนกลุ่มที่สามคือหนี้ไม่มีหลักประกัน ซึ่งลูกหนี้ “พร้อมทิ้งเลย เพราะเสียอย่างเดียวคือเสียประวัติ”

นายปิติมองว่าปรากฏการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าตัวเลขหนี้ นั่นคือ “คนไทยไม่เห็นความสำคัญเรื่องของการรักษาประวัติ… เพราะประวัติมันฟอกได้ เดี๋ยวคนไทยก็ลืมง่าย”

โดยชี้ว่ามีตัวอย่างให้เห็นจากหลายวงการ ซึ่งเป็นบทเรียนที่สังคมไทยเรียนรู้ผิดๆ ว่า ‘เครดิต’ ไม่มีมูลค่า อีกทั้งยังสามารถกู้หนี้นอกระบบ “เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ต้องไปแก้ที่ต้นทาง เครดิตบูโรทำตัวอย่างดีมาก”

นายปิติมองว่า การประคับประคองลูกหนี้ผ่านโครงการบางอย่าง ยังจำเป็นอยู่ และไม่ได้บิดเบือน ถ้าทำถูกกลุ่ม แต่จะเป็นการบิดเบือนถ้าทำผิดกลุ่ม เช่น “อัดหนี้เข้าไปเรื่อยๆ ในการแก้หนี้เกษตร จะไม่ยั่งยืน ภาคเกษตรผลิตของแพง แต่ขายถูกตลอดเวลา แล้วก็เป็นหนี้ ต้องต่ออายุหนี้ไปข้างหน้าเรื่อยๆ แล้วก็เข้าวัฏจักรเดิม แบบนี้คือการบิดเบือน และรอวันระเบิด”

ในมุมของธนาคารพาณิชย์ภายใต้การกำกับเข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย นายปิติกล่าวว่า ไม่มีการบิดเบือนคุณภาพสินทรัพย์ แต่ยอมรับว่าธนาคารต้องแบกรับต้นทุนในการรักษาความสะอาดของงบดุลอย่างต่อเนื่อง โดยเปรียบ Credit Cost หรือต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ เป็นเหมือนค่าน้ำที่ใช้ฉีดล้างบ้านให้สะอาดทุกวัน

นายปิติบอกว่า โดยทั่วไปแบงก์ตัดหนี้สูญเร็ว และตั้งสำรองหนี้สูงมาก แต่คุณภาพสินทรัพย์เสื่อมลงต่อเนื่อง

“เราบอกเดือนนี้ค่าน้ำแพงเพราะขอล้าง เดือนหน้าค่าน้ำก็แพงอีก ทั้งที่ล้างเสร็จไปแล้ว พอล้างเสร็จ น้ำที่ฉีดออกไป ก็ไปอยู่ในศาล แต่สสารไม่ได้หายไป แค่ย้ายที่อยู่ ไปอยู่กับ AMC เพราะฉะนั้น แบงก์ดูสะอาด มองเข้ามาเห็นห้องนี้สะอาด”

“ทำไมค่าน้ำไม่ลง แปลว่าฉีดทุกวัน ทำไมคดีรกโรงรกศาลมากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมราคาของสินทรัพย์ลดลงเรื่อยๆ มองพื้นห้องนี้สะอาด แต่ถามว่าเราปล่อยให้ห้องนี้สกปรกได้ไหม ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะห้องนี้คือหัวใจ เราต้องรักษาหัวใจให้แข็งแรงที่สุด แต่หัวใจที่สะอาดที่แข็งแรงมาพร้อมต้นทุนคือ Credit Cost ความเสียหายที่แบงก์จัดการออกไป ก่อให้เกิดต้นทุนของแบงก์ผ่าน Credit Cost ที่ผมเปรียบว่าเป็นค่าน้ำที่ยังแพงอยู่ตลอด คือแบงก์ต้องเอากำไรมากำจัดความเสียหาย กำจัดด้วยการขายออก Write Off แต่มันไม่หมดไป ก็ต้องยึดทรัพย์ขายทิ้งต่อไป” นายปิติกล่าว

อีกประเด็นที่นายปิติให้ความสำคัญคือสถาบันการเงินนอกการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ที่จัดว่าเป็นสถาบันการเงินไปแล้ว และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) ที่มักถูกแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งนายปิติระบุว่าเป็น “ระเบิดเวลาอีกลูกหนึ่ง”

“เสถียรภาพหรือคุณภาพสินทรัพย์ ต้องถามว่าของใคร คำว่าสถาบันการเงินมันกว้าง ถ้าของธนาคารพาณิชย์ ก็ต้องให้เครดิตแบงก์ชาติ แต่เราอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน เงินของประชาชนก็ไปทุกประเภทของสถาบันการเงิน ถ้าอันหนึ่งเซ ก็จะดึงอีกอันหนึ่ง เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าเสถียรภาพของสถาบันการเงินโดยรวมเท่ากับเสถียรภาพของแบงก์ เพราะ Non-bank, SFI, สหกรณ์ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วที่น่ากลัวอีกอันหนึ่งคือ เสถียรภาพแลกมาด้วยการที่หัวใจก็ต้องสูบฉีดเลือดน้อยลง เพื่อไม่ให้เส้นเลือดฉีกขาด” ปิติกล่าว

เวอร์ชวลแบงก์และฟินเทค: คำตอบสำหรับปัญหาที่ไทยไม่มี?

การสนทนายังต่อเนื่องมาที่คำถามว่า แล้ว e-Digital Bank (เวอร์ชวลแบงก์) และฟินเทค จะมาเป็นแรงเสริมหรือแรงเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบ แล้วจะสร้างการแข่งขันที่ส่งเสริมการพัฒนาหรือไม่

นายปิติตั้งข้อสังเกตที่ท้าทายกระแสความตื่นเต้นในอุตสาหกรรม โดยไล่เรียงว่า เวอร์ชวลแบงก์มักตอบโจทย์ปัญหาหลักสามเรื่องในต่างประเทศ ได้แก่ 1.การเปิดบัญชีธนาคารที่ยากในประเทศใหญ่อย่างจีนหรืออินเดีย 2.ค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามประเทศที่สูงในยุโรป โดยเฉพาะประเทศเล็กที่อยู่ใกล้กันและไม่ได้ใช้เพียงเงินยูโร แต่มีหลายสกุลเงิน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนเงิน และ3.การเข้าถึงสินเชื่อ (Financial Inclusion) ในกลุ่มที่ยังกู้ยืมยาก

แต่เมื่อย้อนมองไทย นายปิติตั้งคำถามตรงๆ ว่า “เมืองไทยเปิดบัญชีง่ายไปไหม ง่ายมาก บัญชีม้ามากมาย ค่าโอนเงินเมืองไทยโอนฟรี ค่าโอนเงินต่างประเทศในบัตร Travel Card ก็ถูกมาจนแบงก์แทบไม่มีกำไร แถมยังให้ดอกเบี้ย ส่วนการเข้าถึงสินเชื่อ การทําให้กู้ง่าย คําถามคือวันนี้กู้ง่ายไปแล้วไหม” พร้อมยกตัวอย่าง Buy Now Pay Later ที่แม้แต่สินค้าอุปโภคบริโภครายการเล็ก เช่น ชานมไข่มุกยังจ่ายผ่อนได้ทั้งๆ ที่ไม่ควรกู้ และสรุปว่า “ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าเวอร์ชวลแบงก์เข้ามาแก้ปัญหาอะไร เพราะว่าคนไทยไม่มีปัญหานี้”

สำหรับฟินเทคที่เป็นแพลตฟอร์มบริการ เช่น ผู้ให้บริการเดลิเวอรีและวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง นายปิติให้น้ำหนักเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยเห็นว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ “เปลี่ยนโลก” ทำให้ไรเดอร์มีอาชีพ ทำให้ร้านค้าเล็กๆ เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มได้ สร้างรายได้เพิ่มได้จากที่ขายได้เพียงหน้าร้าน พร้อมบอกว่า “อันนี้สร้างประโยชน์มโหฬาร ทําให้คนกลุ่มล่างๆ เข้าถึงระบบเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งแบงก์ทําไม่ได้ การนำระบบชำระเงิน การให้กู้ การทํามาหากิน ที่เป็นรูปแบบธุรกิจใส่ลงไป ฟินเทคแบบนี้สร้างผลบวกให้กับเศรษฐกิจ ก็อยากเห็นแบบนี้อีกเยอะๆ”

ตรงข้ามกับฟินเทคที่มุ่งสร้างและเทรดเหรียญดิจิทัลเพื่อการเก็งกำไร ซึ่งเขาตั้งคำถามว่า “สร้างอะไรให้กับเศรษฐกิจ” ตัวชี้วัดที่นายปิติเสนอให้ใช้แยกแยะคือ “ประชาชนได้อะไร เศรษฐกิจฐานรากได้อะไร ถ้าเป็นเพียงเพราะว่าคนรวยขึ้นเพราะปั่นกระแส ก็น่ากลัวครับ”

“คำถามที่ว่า เวอร์ชวลแบงก์, ดิจิทัลแบงก์ หรือฟินเทค เข้ามาสร้างปัญหาหรือช่วยตอบโจทย์กันแน่ ในมุมมองของผม มีทั้งสองด้าน แต่อยากเห็นส่วนที่เข้ามา ‘ตอบโจทย์’ มากกว่านี้ เพราะสิ่งที่เข้ามา ‘สร้างปัญหา’ มีมากเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น e-Wallet ต่างๆ ที่กลายเป็นช่องทางของบัญชีม้าจากการกำกับดูแลที่ไม่เข้มงวดพอ หรือแพลตฟอร์มคริปโตที่ทำให้การฟอกเงินทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สิ่งเหล่านี้มีเยอะเกินไปแล้ว” นายปิติกล่าว

นายปิติกล่าวว่า ในทางกลับกันฟินเทคหรือสตาร์ทอัปที่เข้ามาช่วยสร้างที่ยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ ‘เศรษฐกิจฐานราก’ เป็นสิ่งที่อยากเห็นเพิ่มขึ้นอีกมาก

“ดังนั้น เราคงไม่สามารถไปติดป้ายสรุปได้ทันทีว่า เทคโนโลยีหรือฟินเทคเข้ามาเพื่อสร้างความปั่นป่วน หรือสร้างประโยชน์กันแน่ เพราะมีเส้นแบ่งอยู่ และตัวชี้วัดที่ดีที่สุดสำหรับเส้นแบ่งนี้ก็คือ ประชาชนได้อะไร เศรษฐกิจที่แท้จริงได้อะไร และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เศรษฐกิจฐานรากได้ประโยชน์อะไร

การโจมตีไซเบอร์ขั้นเทพ: เมื่อเงินโกงโลกไหลกลับมาซื้อประเทศไทย

บทสนทนาพลิกเข้มข้นขึ้นเมื่อพูดถึงความเสี่ยงด้านไซเบอร์ นายปิติเสนอมุมมองที่ต่างจากความเข้าใจทั่วไปโดยสิ้นเชิง โดยเห็นว่าการนิยาม Cyber Attack (การโจมตีไซเบอร์) ว่าคือแฮกเกอร์เจาะระบบเรียกค่าไถ่นั้น “เรามองโจรกระจอกไป” เพราะแฮกระบบของแฮกเกอร์เกิดขึ้นตลอดเวลา แบงก์ต่างๆ เองก็ลงทุนอยู่แล้วเพื่อป้องกัน พร้อมจัดการแก้ไขให้เร็วที่สุดหากโดนโจมตี จำกัดความเสียหายให้น้อย

รูปแบบที่นายปิติเชื่อว่าอันตรายกว่าคือ ขบวนการหลอกลวง (scammer) ซึ่งเป็นการโจมตีไซเบอร์รูปแบบใหม่ ที่นำเงินซึ่งฉ้อโกงจากประชาชนกลับมาครอบครองสินทรัพย์ในเศรษฐกิจไทย รวมถึงหุ้นใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์

“เขาเอาเงินที่โกงจากพวกเรา กลับมาครอบครองเศรษฐกิจเรา ผ่านการเป็นเจ้าของหุ้นใหญ่ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ นี่คือสุดๆ ของการโจมตีไซเบอร์ เพราะมันคือเงินพวกเราเองที่ถูกหลอกผ่านเครือข่ายข้ามชาติ แล้วเอาเงินนั้นกลับมาซื้อประเทศเราอีกที ผ่านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลาดหุ้น”

นายปิติชี้ว่า สาเหตุมาจากภาครัฐที่อ่อนแอในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งการกำกับดูแลโทรคมนาคมที่หละหลวมจนซิมการ์ดผิดกฎหมายแพร่หลาย การไม่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคารเพื่อสกัดเส้นทางเงิน และอุปสรรคทางกฎหมายที่ทำให้สมาคมธนาคารไทยไม่สามารถจัดตั้งฐานข้อมูลกลางเพื่อสกัดการฉ้อโกง (Central Fraud Registry) ได้สำเร็จ เนื่องจากติดขัดเรื่องการแบ่งปันข้อมูลภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

นอกจากช่องทางบัญชีธนาคารแล้ว นายปิติชี้ว่าประเทศไทยยังเปิดกว้างเกินไปสำหรับการซื้อขายทองคำ คริปโทเคอร์เรนซี และการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศผ่านบูธแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างเสรี จนเปรียบเปรยว่าประเทศไทย“มีระบบนิเวศสมบูรณ์ให้เงินเทาเจริญเติบโตได้งอกงามที่สุด” ด้วยโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่รวดเร็ว บริการโมบายแบงกิงที่ถูกและฟรี และช่องทางเชื่อมต่อสู่ระบบการเงินโลกที่ไม่มีการสอดส่องเพียงพอ

นายปิติยังเชื่อมโยงปรากฏการณ์นี้กับตัวเลขดุลบัญชี Error and Omission (ธุรกรรมที่ไม่สามารถอธิบายได้) และเงินสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นทุกปี แม้ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกจะไม่ได้สร้างรายได้มากนัก โดยอธิบายว่าเงินที่ได้จากการฉ้อโกงทั่วโลกเมื่อจะนำมาซื้อสินทรัพย์หรือจ่ายสินบนในประเทศไทย ย่อมต้องแลกกลับเป็นเงินบาทผ่านธนาคารแห่งประเทศไทยเสมอ

“ผมคิดว่านี่คือการโจมตีไซเบอร์ของจริง” นายปิติกล่าวและว่า เพราะโครงสร้างรัฐของประเทศใหญ่เกินไป และความล้มเหลวที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มาจากตัวบุคคล แต่เกิดจาก ‘โครงสร้าง’ เองที่เป็นต้นเหตุทำให้คนทำงานไม่ได้ เนื่องจากโครงสร้างกระจัดกระจาย ก.ล.ต. ดูแลส่วนหนึ่ง กระทรวงการคลังดูแลอีกส่วน แบงก์ชาติก็ดูแลอีกส่วน และที่แย่กว่านั้นคือ มีหลายส่วนที่ไม่มีใครดูแลเลย ทุกอย่างถูกแยกชิ้นส่วนจนไม่มีใครเห็นภาพรวมที่สมบูรณ์”

ประกอบกับปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้เรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องยาวนานไม่เคยทำได้จริง จึงมุ่งทำแต่เรื่องสั้นๆ เพื่อให้เดินหน้าไปได้ในแต่ละวัน ทั้งที่จริงๆ แล้ว “เรากำลังยืนอยู่บนขอบเหวและอยู่บนความเปราะบางของการโจมตีไซเบอร์ในรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นความน่ากังวลอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ของเรากำลังอยู่ในภาวะหมิ่นเหม่มาก”

บทเรียน ‘ปลดหนี้’ ที่เริ่มจากพนักงานแบงก์เอง

เมื่อถามว่าในภาพใหญ่เช่นนี้ ธนาคารในฐานะข้อกลางของโซ่ควรทำอะไร นายปิติชี้ว่า ความยั่งยืนของระบบการเงินยืนอยู่บนสามขา ได้แก่ การกำกับดูแลที่แข็งแรง สถาบันการเงินที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และผู้กู้ที่มีวินัยต่อตนเอง

ขาแรกที่นายปิติย้ำคือการกํากับที่แข็งแรง โดยบอกว่าเป็นกระดุมเม็ดแรกที่ต้องทําให้เกิดขึ้น ซึ่งสำคัญที่สุดคือ การทำให้ข้อมูลเครดิตเป็น “ของประชาชน” ไม่ใช่สิทธิ์ของสถาบันการเงินที่จะเลือกส่งหรือไม่ส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโร

“ถ้าเราสามารถให้ขาแรกกํากับว่าข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างของประชาชนเป็นของประชาชน โดยเฉพาะข้อมูลเครดิต ทุกคนก็จะตระหนักว่า สิ่งที่ปล่อยให้ใครยึดไปไม่ได้ ไม่ใช่บ้านไม่ใช่รถ แต่คือความดีงาม ความน่าเชื่อถือของคุณ ถ้าความดีงามไม่มีค่า ประเทศนี้ก็ไม่มีค่า ซึ่งวันนี้เราไม่ให้ค่าความดีงามความน่าเชื่อถือเลย เราให้ค่าใครมีเงินใครมีอํานาจ น่ากลัวมาก ดังนั้นขาแรกคือกํากับให้ความดีงามความน่าเชื่อถือมีมูลค่าสูงสุด” นายปิติกล่าว

ขาที่สองคือสถาบันการเงิน ที่จะต้องให้คุณค่าแก่ ‘ความประพฤติดีและความน่าเชื่อถือ’ นั้น ในรูปแบบที่จับต้องได้จริง เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่า เมื่อทำได้สำเร็จ ขาที่สามจึงจะเกิดขึ้น นั่นคือฝ่ายผู้กู้ เมื่อผู้กู้มองเห็นว่า สามารถนำความน่าเชื่อถือและความประพฤติดีของตนเองมาแสดงได้ แล้วได้รับการประเมินคุณค่ากลับมาอย่างเหมาะสม ก็จะเกิดแรงจูงใจที่อยากจะรักษาประวัติและทำตัวให้ดีขึ้น

“ผมมองว่าทั้งสามองค์ประกอบนี้ คือสิ่งที่ต้องขับเคลื่อนและทำให้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน” นายปิติกล่าว

เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการกำกับดูแลหรือพฤติกรรมของสถาบันการเงินอื่น รวมไปถึงความเชื่อประชาชนผู้กู้ได้ในทันที ทีทีบีจึงเลือกเริ่มทดลองแนวทางนี้กับตัวเองก่อน

“ภายใต้ความเป็นจริง เราอาจจะยังเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลยสักเรื่อง เราเปลี่ยนฝ่ายกำกับดูแลไม่ได้ ว่าจะต้องบังคับให้ส่งข้อมูล เราเปลี่ยนสถาบันการเงินอื่นไม่ได้ว่าทุกคนต้องทำ และเราก็ยังเปลี่ยนความเชื่อของประชาชนผู้กู้ไม่ได้ทันทีว่าทำดีแล้วจะได้ดี แต่เราสร้างแรงกระเพื่อมได้” นายปิติอธิบาย

ทีทีบีได้ยกระดับการช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนลูกค้า ด้วยระบบการคิดดอกเบี้ยที่เป็นธรรมมากขึ้นผ่านกลไก Risk-based Pricing (กำหนดดอกเบี้ยจากความเสี่ยง) ให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมมากขึ้น พร้อมกับให้ความรู้ทางการเงินควบคู่กัน

พร้อมอธิบายว่า แนวทางการพิจารณาการคิดดอกเบี้ยใหม่ Risk-based Pricing ว่า ด้วยข้อจำกัดที่ไม่สามารถเห็นข้อมูลของลูกค้าทุกคนได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่จากการจำแนกลูกค้าพบว่า กลุ่มคนที่มีข้อมูลเกือบสมบูรณ์ 90% คือ กลุ่มพนักงานเงินเดือนประจำที่มีประวัติอยู่ในเครดิตบูโร คนกลุ่มนี้จะไม่กู้ Non-Bank ที่ไม่ส่งข้อมูล หรือไม่ไปกู้สหกรณ์ที่ดอกเบี้ยแพง

ทีทีบีจึงเริ่มจากกลุ่มนี้ก่อนด้วยโครงการ “ผ่อนดีได้ดี” เพราะเป็นกลุ่มที่มีข้อมูลเพียงพอจนธนาคารกล้าที่จะรับความเสี่ยง สามารถคิดดอกเบี้ยถูกกว่าเดิมถึง 10% โดยที่ธุรกิจยังอยู่ได้

“ในเมื่อเราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ เราก็เริ่มจากการเปลี่ยนตัวเราเองก่อน เรานำข้อมูลเท่าที่มีอยู่ในเครดิตบูโรมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด แล้วสร้างผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนตระหนัก โดยหวังว่าจะส่งแรงกระเพื่อมออกไป”

โดยเล่าต่อว่า ทีทีบีเลือกเริ่มทดลองแนวทางนี้กับพนักงานกว่าหมื่นคนในองค์กรก่อน ด้วยโครงการให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) การตรวจสุขภาพทางการเงิน พร้อมกับการสร้าง “โค้ชปลดหนี้” จากพนักงานฝ่ายทวงหนี้

แต่การให้ความรู้ทางการเงิน และโค้ชปลดหนี้ไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหา “ทำเสร็จไม่หาย เพราะไม่มียา มีแต่ไอเดีย ก็ต้องแก้นโยบายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แล้วที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าไม่มีเงินใหม่มาปลดล็อก เขาหลุดจากวงจรไม่ได้”

นายปิติเล่าต่อว่า สิ่งที่ทีทีบีทำมี 4 ขั้นตอนหลัก คือ สร้างความตระหนักรู้ ทำให้รู้ตัวว่ากำลังป่วยทางการเงิน สร้างแนวทางแก้ไข ให้รู้ว่าต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรและปรับตัวแบบไหน ปรับเปลี่ยนนโยบายธนาคารเท่าทำได้เพื่อปลดล็อก เช่น นโยบายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ซึ่งในอดีต พนักงานที่ออกจากกองทุนแล้วห้ามกลับเข้ามาเป็นสมาชิกอีก แต่เงื่อนไขใหม่พนักงานต้องผ่านการอบรม สอบผ่าน และมีแผนชีวิตที่ชัดเจนก่อนจะได้รับอนุญาตให้ถอนเงินออมส่วนนี้ไปปิดหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงกว่า เมื่อปลดหนี้เรียบร้อยแล้วสามารถกลับมาเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้

สุดท้าย การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพิ่มเติม หากจำเป็นต้องกู้เพิ่ม แต่ต้องสอบผ่านและมีแผนการเงินที่ให้พันธสัญญา (Commitment) อย่างชัดเจน จนถึงปัจจุบันมีการปล่อยสินเชื่อลักษณะนี้ให้พนักงานที่ทำตามแผนได้จริงไปแล้วกว่า 60 ล้านบาท

“หัวใจสำคัญจริงๆ คือหลักการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ คำว่า ‘คุณสู้’ คือการที่ตัวคุณเองพยายามสู้ด้วยการตรวจสุขภาพทางการเงิน เข้ามารับการเรียนรู้ และพยายามหาทางออกให้กับชีวิต จากนั้น ‘เราช่วย’ จึงเป็นการเข้าไปสนับสนุนเติมเต็ม” นายปิติเปรียบเทียบว่า การส่งมอบเบ็ดตกปลาเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่มีความรู้ ไม่มีอุปกรณ์เสริม หรือไม่มีแม้กระทั่งเหยื่อ ยื่นเบ็ดให้อย่างเดียวก็ไม่รอด หรือในทางกลับกัน จะคอยเอาปลามาป้อนให้ทุกวัน ก็ยิ่งทำให้แย่หนักลงไปอีก

นายปิติกล่าวว่า การทุ่มทรัพยากรลงไปเช่นนี้อยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการบิดเบือนกับการรักษาที่แท้จริง แต่ให้เหตุผลว่า…

ถ้าลูกค้าเราจนลงหมดแล้วเราจะไปทำธุรกิจกับใคร ผมว่าการทำให้ระบบนิเวศรอบๆ เขาแข็งแรงขึ้นควรเป็นเป้าหมาย เพราะพนักงานก็คือลูกค้า

จากจุดเริ่มต้นภายในองค์กร ทีทีบีกำลังขยายแนวทางนี้ไปสู่วงกว้างขึ้น โดยเริ่มพูดคุยกับบริษัทในกลุ่ม ก่อนจะขยายไปสู่ฐานลูกค้าองค์กรที่ใช้บริการจ่ายเงินเดือนพนักงานผ่านธนาคารในลำดับถัดไป

ทุนส่วนเกิน : ทำไมต้อง “EJIP” ก่อน Buyback

อีกประเด็นที่นายปิติหยิบยกขึ้นมาระหว่างพูดถึงทิศทางใหม่ของธนาคารคือคำถามเรื่องทุนส่วนเกินและการซื้อหุ้นคืน (share Buyback Program) ซึ่งเป็นกระแสที่หลายธนาคารเริ่มดำเนินการมากขึ้น นายปิติชี้ว่าก่อนจะไปถึงเรื่อง Buyback ธนาคารควรทำสิ่งที่เรียกว่า “EJIP” (Employee Joint Investment Program) ก่อน คือ การทำให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าขององค์กรผ่านโครงการถือหุ้น ก่อนที่จะคืนทุนส่วนเกินให้ผู้ถือหุ้นภายนอก

โดยอธิบายเหตุผลเชิงลึกว่า ทุนส่วนเกินที่สะสมไว้มากเกินไปมักนำไปสู่การตัดสินใจทางธุรกิจที่ไม่รอบคอบ เพราะฝ่ายบริหารรู้สึกว่าต้องแสดงผลงานด้วยการนำเงินไปลงทุนหรือขยายกิจการ แม้จะเกินความสามารถหรือความถนัดขององค์กร

“ถ้ามีเงินมันต้องใช้ พอแบงก์เก็บกำไรของผู้ถือหุ้นไว้มากเกิน จะต้องไปซื้อกิจการ ต้องไปทำอะไรที่เกินความสามารถ เพราะฝ่ายจัดการรู้สึกว่าตัวเองจะมีคุณค่าต่อเมื่อต้องไปทำอะไรสักอย่าง แต่ถ้าฝ่ายจัดการคิดว่าเป็นผู้ถือหุ้น ถ้าคิดไม่ออกเงินนี้ก็คืนผู้ถือหุ้นไปดีไหม”

พร้อมยกกรณีศึกษาจากญี่ปุ่นมาเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา โดยชี้ว่าบริษัทญี่ปุ่นมักดำเนินธุรกิจบนฐานของภาพลักษณ์และศักดิ์ศรี ฝ่ายบริหารไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เหมือนในสหรัฐฯ ที่มีผู้บริหารอย่างเช่น อีลอน มัสก์ หรือสตีฟ จอบส์ ถือหุ้นและได้รับสิทธิซื้อหุ้น (Stock Option) คิดในมุมของเจ้าของกิจการจริงๆ ขณะที่ระบบญี่ปุ่นให้เกียรติและศักดิ์ศรีแก่ผู้บริหารพร้อมเงินทุนไว้บริหารอย่างอิสระ ผลลัพธ์คือบริษัทขยายกิจการไปเรื่อยๆ จนเกิดกรณีอื้อฉาวทางบัญชีระดับตำนานอย่างโอลิมปัสที่ปกปิดผลขาดทุนจากการลงทุนผิดพลาดมานานหลายปี หรือโตชิบาที่องค์กรใหญ่ต้องล้มเพราะฝ่ายบริหาร “เสียหน้าไม่ได้ และไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น เงินก็เอาไปละเลง สุดท้ายก็พลาด”

ทีทีบีหารือกันอย่างจริงจังเพื่อทำให้พนักงานที่อยู่กับธนาคารแกร่งขึ้น และตอนที่จากองค์กรไป ก็มีความสามารถที่จะเอาตัวรอดได้ นอกเหนือจากเรื่องความรู้ทางการเงินแล้ว ควรให้ทักษะใหม่ๆ แก่เขา เช่น การตระหนักรู้ว่าเงินก้อนที่รับไปจะบริหารจัดการอย่างไร คิดคำนวณเงินออมว่าใช้ชีวิตได้นานแค่ไหน และมีทักษะในการสร้างรายได้เล็กๆ น้อยๆ หลังเกษียณหรือไม่

เราจึงเริ่มคิดและทำเรื่องนี้กันมากขึ้น คือ ไม่ได้ Upskill / Reskill เฉพาะคนที่ยังทำงานอยู่เพื่อให้อยู่กับเราเท่านั้น แต่รวมถึงการ Upskill / Reskill คนที่ใกล้เกษียณ เพื่อให้เขามีทักษะสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วย ซึ่งเราก็คงประคองและขับเคลื่อนไปจากจุดเล็กๆ เท่าที่เราทำได้

Wealth Banking: ทางรอดของธนาคารในสังคมสูงวัย

โจทย์ที่นายปิติมองว่าสำคัญกว่าการโตด้วยสินเชื่ออย่างเดียว คือการลดภาระหนี้ของทั้งประเทศ (Deleverage) เนื่องจากทุกภาคส่วนล้วนมีหนี้สูงเกินไปพร้อมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนรายใหญ่ ภาคครัวเรือน และ SME ที่แข่งขันไม่ได้จนต้องหาเงินมาใช้หนี้วนไปเรื่อยๆ คำถามที่นายปิติตั้งขึ้นเองคือ หากลูกค้าของธนาคารควรมีหนี้น้อยลง แต่ธนาคารอยู่รอดได้ด้วยการทำให้ลูกค้าเป็นหนี้มากขึ้น แล้วธุรกิจธนาคารจะต้องปรับโมเดลใหม่อย่างไร

“แปลว่าเราต้องเติบโตได้โดยไม่ใช้สินเชื่ออย่างเดียว แปลว่าเงินของประชาชนควรหมุนไปทำสิ่งอื่นไหม เพราะไม่งั้นเราจับเงินคนในชาติ เป็นตัวประกันไว้กับเราแล้วให้ดอกเบี้ยไป แต่เราต้องเป็น ‘ตัวกลาง’ ในการสร้างผลตอบแทนให้เขาเยอะกว่า และต้องเหมาะกับความเสี่ยงเขา”

นายปิติชี้ว่า โมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์นี้ได้แล้วในตลาดไทย คือธุรกิจ ‘Wealth Banking’ ซึ่งเติบโตจากรายได้ค่าธรรมเนียมโดยไม่ต้องใช้เงินทุนมากเหมือนธุรกิจสินเชื่อดั้งเดิม และยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้สูงต่อเนื่อง และมองว่า “นี่คือทิศทางที่ธนาคารพาณิชย์ในสังคมสูงวัยควรเดิน แทนที่จะสะสมทุนไว้เพื่อขยายสินเชื่อในแบบที่เคยทำในยุคที่ประเทศยังเป็นเศรษฐกิจหนุ่มสาว”

โดยยกตัวอย่างยุโรปที่ธุรกิจ Wealth Banking เติบโตขึ้นก่อนภูมิภาคอื่น เนื่องจากประชากรสูงวัยมีเงินออมสะสมจำนวนมาก การทำให้เงินออมเหล่านั้นถูกนำไปลงทุนแทนที่จะฝากไว้กับธนาคาร จะช่วยสร้างอำนาจการจับจ่ายใช้สอยที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ SME ได้

พร้อมย้ำว่าทิศทาง Wealth Banking ไม่ใช่เรื่องของคนรวยเท่านั้น แต่หมายถึง “คนมีเงินออมควรได้ผลตอบแทนมากกว่านี้ คนมีเงินกู้ควรกู้ได้ถูกกว่านี้ โดยต้องเอาความดีมาแลกดอกเบี้ยที่ลดลง”

ด้วยทิศทางแบบนี้ ไม่ใช่ว่าธนาคารจะไม่มีการเติบโต แต่ธนาคารต้องมองหา New Growth ในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่วิธีเดิมๆ อย่างการเก็บเงินผู้ถือหุ้นไว้ แล้วพยายามปล่อยกู้ไปเรื่อยๆ

ผมว่าถ้าประเทศเสื่อมลงไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ไม่มีใครรอด สิ่งที่เราต้องทำคือทำให้หัวใจแข็งแรงที่สุดให้นานที่สุด เพราะถ้าหัวใจหยุดสูบฉีดเลือด สมองก็คิดไม่ออก และทุกส่วนของร่างกายก็ต้องพึ่งพาการสูบฉีดนี้

นายปิติกล่าวว่า แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของภาคเศรษฐกิจหรือภาครัฐได้ แต่อย่างน้อยในฐานะ ‘หัวใจ’ ธนาคารยังควบคุมตัวเองในการจะประคับประคอง ไม่ให้ทำในสิ่งที่จะทำให้ร่างกายหรือหัวใจพังเร็วขึ้น แน่นอนว่าแต่ละธนาคารก็เปรียบเหมือนหัวใจคนละดวง ก็ต้องทำในส่วนของตนเอง

“เราควรเปลี่ยนแนวคิด โดยยอมรับว่า ‘หัวใจ’ ในปัจจุบันหรือธนาคารเริ่มเข้าสู่วัยกลางคนค่อนไปทางชรา แม้ฟังก์ชันของธนาคารยังคงเป็น ‘ตัวกลาง’ เหมือนเดิม แต่บทบาทตัวกลางจากการรับฝากและปล่อยกู้อาจลดลง แม้ไม่ถึงกับหยุด โดยปรับเปลี่ยนเป็นการพาคนที่มีเงินไปลงทุน ส่วนฝั่งผู้กู้ จากเดิมที่ปล่อยกู้แบบเดินหน้าไปเรื่อยๆ ก็ต้องกลับมาใส่ใจว่า ในระหว่างทางเราได้ให้ความคิดที่ถูกต้อง ให้ดอกเบี้ยที่สอดคล้องกับความน่าเชื่อถือของเขา หรือให้แสงสว่างปลายอุโมงค์หรือไม่ว่ากู้ไปแล้วกี่วันถึงจะหมดหนี้” นายปิติกล่าว

เมื่อเปรียบเหมือนธนาคารเป็น ‘หัวใจ’ ที่ต้องคอยปั๊มเลือด แม้เส้นเลือดจะตีบก็ยังปั๊ม ซึ่งยิ่งปั๊มความดันก็ยิ่งสูง หัวใจก็ยิ่งหมดแรง หากตันมากๆ ปั๊มแรงๆ เส้นเลือดก็อาจแตกกลายเป็นสโตรกได้ ดังนั้น โมเดลเดิมที่ว่า ‘มีทุนก็ต้องเก็บพลังไว้ปั๊มเงินกู้ไปเรื่อยๆ’ จึงไม่น่าใช่วิธีที่ถูกต้องอีกต่อไป

พร้อมระบุว่าหากธนาคารไทยไม่ปรับตัวไปในทิศทางนี้ ประเทศไทยอาจซ้ำรอยญี่ปุ่น ดังนั้น “Wealth Banking ถือเป็นพื้นที่ Growth ใหม่ที่จำเป็นของธนาคาร ไม่อย่างนั้นธนาคารจะเอาเงินของประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วเราก็จะกลายเป็นแบบเดียวกับญี่ปุ่น”

ญี่ปุ่นคุ้นชินกับการนำเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือฝากทิ้งไว้ในธนาคารที่ดอกเบี้ย 0% มาหลายสิบปี จนความมั่งคั่งของประเทศค่อยๆ ถดถอยลง เพราะความมั่งคั่งไม่ถูกนำไปสร้างผลตอบแทนอย่างเหมาะสม ขณะที่ภาคเอกชนของญี่ปุ่นซึ่งไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นเองก็มักนำเงินไปขยายกิจการเกินตัวอย่างไร้ทิศทาง จนเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะงักงันไปหมด “เราจึงควรเรียนรู้จากบทเรียนของญี่ปุ่นที่เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้วเริ่มประสบปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ”

Reinvent Thailand: หาจุดแข็งที่มี ก่อนวิ่งตามกระแสที่ไม่มีวันทัน

เมื่อวงสนทนากลับมาที่ภาพใหญ่ระดับประเทศ นายปิติเสนอกรอบคิดเรื่องการ “reinvent” เศรษฐกิจไทยว่าไม่ควรเริ่มจากศูนย์ แต่ควรต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่แล้ว 5 ด้าน ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์และบุคลากรทางการแพทย์ การท่องเที่ยวควบคู่กับอาหาร และธุรกิจตัวกลางซึ่งเชื่อมโยงผู้ซื้อกับผู้ขาย

นายปิติมองว่า หากไม่ปฏิรูปธุรกิจตัวกลางให้แข็งแรง ประเทศไทยจะกลายเป็น “เศรษฐกิจตัวกลาง” ที่กำไรส่วนใหญ่ไหลออกไปสู่แพลตฟอร์มต่างชาติ ดังตัวอย่างที่ผู้ประกอบการโรงแรมต้องเสียค่าคอมมิชชันให้แพลตฟอร์มจองที่พักต่างชาติสูงถึงร้อยละ 20

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือภาคพลังงาน โดยเสนอให้เชื่อมโยงจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมยานยนต์กับความจำเป็นด้านพลังงานผ่านการส่งเสริมไบโอดีเซลและเอทานอลจากภาคเกษตรอย่างจริงจัง ในรูปแบบสัญญาซื้อขายระยะยาวคล้ายอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ

“ทำไมต้องจ่ายถูกกว่าเล็กน้อยให้กับคนนอก กับจ่ายแพงกว่าเล็กน้อยให้คนใน ใช้เงินไปอุดหนุนภาคเกษตรแทน เพื่อให้เกิดทั้งวงจร ตั้งแต่เครื่องยนต์ที่ผลิตในประเทศที่รองรับไบโอดีเซลได้ B หรือ E มากๆ เปลี่ยนอุตสาหกรรมพืชให้เป็นพลังงาน แล้วใช้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ของเรามาขับเคลื่อน”

นายปิติมองว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยยังไม่ปรับตัวตามบริบทประเทศที่เปลี่ยนไป โดยเปรียบเทียบว่าเมื่อก่อนไทยอยู่ในสถานะประเทศเกษตรกรรมที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ต้องการดึงแรงงานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม แต่วันนี้ไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยที่หาแรงงานเข้าโรงงานได้ยาก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นก็แก่ชราและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับจีนไปแล้วเช่นกัน

โดยตั้งข้อสังเกตว่า นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาไทยในยุคหลังมักไม่ได้นำห่วงโซ่อุปทานมาด้วยเหมือนในอดีต และยกตัวอย่างโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ แต่กลับใช้ทรัพยากรก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่กำลังลดลงจนต้องนำเข้าเพิ่ม ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนสูงขึ้น ทั้งที่โครงการดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศมากนัก

ตลอดการสนทนา นายปิติย้ำหลายครั้งว่าธนาคารเพียงลำพังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้ โดยเปรียบว่าหากหัวใจพยายามสูบฉีดเลือดเพื่อซ่อมแซมอวัยวะที่พังเกินเยียวยา หัวใจเองก็จะล้าและพังตามไปด้วย สิ่งที่ธนาคารทำได้คือควบคุมตัวเอง ประคับประคองให้หัวใจแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้

พร้อมกับพยายามจุดกระแสความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในจุดที่ควบคุมได้ ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งจะถึงจุดเปลี่ยน (tipping point) เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับบริการโอนเงินฟรีผ่านพร้อมเพย์ในอดีต

“tipping point ไม่เกิดหรอกถ้าไม่มีใครสร้างอะไร รอวันจุดติด เราก็พยายามจุดเท่าที่จุดได้” นายปิติกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...