โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เวทีราชดำเนินเสวนา หัวข้อ ‘จากยอดวิวสู่ความรับผิดชอบ’ วงการสื่อ-วิชาการ ถกแนวทางเสรีภาพบนมาตรฐานจริยธรรม

THE STANDARD

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เวทีราชดำเนินเสวนา หัวข้อ ‘จากยอดวิวสู่ความรับผิดชอบ’ วงการสื่อ-วิชาการ ถกแนวทางเสรีภาพบนมาตรฐานจริยธรรม

วงการสื่อสารมวลชน ภาควิชาการ และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค นำเสนอแนวทางการจัดระเบียบแพลตฟอร์มออนไลน์และกลุ่มผู้สร้างเนื้อหา (คอนเทนต์ครีเอเตอร์) เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสังคมที่เกิดจากเนื้อหาสร้างความเกลียดชังและสินค้าหลอกลวง พร้อมเสนอแนวคิดการจัดตั้ง ‘แพลตฟอร์มแห่งชาติ’ เพื่อสร้างรายได้และจัดเก็บภาษีจากเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 4 หมื่นล้านบาทให้อยู่ในประเทศ แทนการสูญเสียรายได้ให้แก่แพลตฟอร์มต่างชาติ

เมื่อวันที่ 13 กันยายน ในเวที ‘ราชดำเนินเสวนา’ หัวข้อ ‘จากยอดวิวสู่ความรับผิดชอบ: เสรีภาพสร้างสรรค์บนมาตรฐานจริยธรรม’ จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานกำกับดูแล ภาควิชาชีพ สถาบันการศึกษา และผู้สร้างเนื้อหาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ระบุว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องร่วมรับผิดชอบต่อสังคม เนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือกฎหมายหมิ่นประมาท ไม่สามารถตามทันความเปลี่ยนแปลงได้ ปัญหาสำคัญในบริบทสังคมไทยปัจจุบันคือวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ซึ่งส่งผลกระทบวงกว้างมากกว่าเรื่องยอดเข้าชม

ดร.ธนกร เสนอให้รัฐบาลผลักดันกฎหมายควบคุมแพลตฟอร์ม และสร้างแพลตฟอร์มแห่งชาติ (National Platform) เพื่อสร้างรายได้และจัดเก็บภาษีเข้าประเทศอย่างถูกต้อง รวมถึงแสดงความกังวลต่อการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของคนไทย ที่มักใช้เพื่อการดูดวงหรือตามกระแส มากกว่าการสืบค้นข้อมูลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

โดยเสนอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ปรับปรุงกฎหมายเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับภัยออนไลน์ที่อาจรุนแรงขึ้น

ทางด้านการรวมกลุ่มวิชาชีพ กล้า ตั้งสุวรรณ อุปนายกด้านการยกระดับครีเอเตอร์สู่สื่อสาธารณะ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย เปิดเผยข้อมูลว่า ประเทศไทยมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์ประมาณ 9 ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 4 หมื่นล้านบาท แต่ยังขาดโครงสร้างรองรับทางอาชีพ เช่น การทำธุรกรรมทางการเงิน

ทางสมาคมฯ จึงเตรียมออกแนวทางปฏิบัติ (Guideline) เพื่อกำกับดูแลกันเอง กำหนดนิยามของอาชีพ และวางกรอบการทำงานให้ชัดเจน เช่น การระบุข้อจำกัดของอินฟลูเอนเซอร์สายข่าว เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพ ผลักดันให้เกิดการเสียภาษีอย่างถูกต้อง และรักษาเม็ดเงินโฆษณาไม่ให้รั่วไหลออกนอกประเทศ พร้อมระบุว่าร้อยละ 95 ของผู้สร้างเนื้อหาไม่ได้จบการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ จึงมีความจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายและจริยธรรม

จิรายุ จันทรวงศ์ อินฟลูเอนเซอร์เจ้าของช่อง TikTok ‘ตุ๊ดย่อยข่าว’ นำเสนอข้อมูลเบื้องลึกว่า ในวงการมีเอเจนซี่ที่ว่าจ้างให้ผลิตเนื้อหาสายเทาหรือสายดาร์ก โดยเสนอค่าตอบแทนสูงพร้อมจัดเตรียมทีมทนายความไว้รองรับหากถูกฟ้องร้อง ทำให้อินฟลูเอนเซอร์หลายรายเลือกที่จะรับงานดังกล่าว การใช้กฎหมายควบคุมจึงอาจไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มนี้เท่ากับการถูกสังคมลงโทษหรือการถูกระงับช่องทางหารายได้

จิรายุเสนอให้ผู้สร้างเนื้อหาใช้ความน่าเชื่อถือ (Trust) เป็นเครื่องมือนำเสนอเนื้อหา แทนการสร้างกระแสไวรัลผ่านเรื่องอื้อฉาว และต้องคัดกรองผู้ว่าจ้างอย่างรัดกุม

ในมุมมองทางวิชาการ รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ แพลตฟอร์มมีกลไกอัลกอริทึมที่กระตุ้นอารมณ์ผู้รับสารอย่างต่อเนื่อง การยกระดับอาชีพนี้จึงต้องอาศัยจริยธรรมเป็นแนวทางปฏิบัติ ควบคู่ไปกับการสร้างความรู้เท่าทันสื่อให้แก่สังคม

หากจะมีการออกกฎหมายฉบับใหม่ ควรพิจารณาให้ครอบคลุมเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีความละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คน เช่น เนื้อหาด้านการแพทย์หรือการลงทุน

ด้าน สถาพร อารักษ์วทนะ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ สำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค นำเสนอข้อมูลผลกระทบว่า ปัจจุบันมีผู้บริโภคร้องเรียนเรื่องการถูกหลอกลวงจากแพลตฟอร์มออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสินค้าที่ปลอมแปลงเครื่องหมาย อย. หรือ มอก. เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและอุปกรณ์ไฟฟ้า

สถาพรไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายใหม่ แต่มองว่าหน่วยงานรัฐควรบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เข้มงวดและปฏิบัติงานเชิงรุก นอกจากนี้ยังระบุถึงพฤติกรรมของสื่อมวลชนบางรายการที่มีการนำเสนอข่าวควบคู่กับการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับหลักการนำเสนอข้อเท็จจริง

ทางสภาองค์กรของผู้บริโภคยืนยันการทำหน้าที่แจ้งเตือนภัย โดยระบุชื่อสินค้าและผู้ประกอบการตามข้อเท็จจริง ซึ่งสื่อและอินฟลูเอนเซอร์สามารถนำข้อมูลไปอ้างอิงเพื่อเผยแพร่ต่อได้โดยมีกฎหมายรองรับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...