โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อการกลั่นแกล้งไม่ได้จบแค่ในห้องเรียน — ชวนเด็กและเยาวชนรู้วิธีรับมือ เมื่อถูก Bully โดยไม่ต้องเผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง

Eduzones

อัพเดต 44 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 44 นาทีที่แล้ว • eduzones

เมื่อการกลั่นแกล้งไม่ได้จบแค่ในห้องเรียน — ชวนเด็กและเยาวชนรู้วิธีรับมือ เมื่อถูก Bully โดยไม่ต้องเผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง

การกลั่นแกล้งรังแก หรือ Bullying ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนอีกต่อไป มันอาจเกิดในสนามกีฬา ห้องน้ำ โรงอาหาร รถรับส่งนักเรียน กลุ่มแชต เกมออนไลน์ หรือบนโซเชียลมีเดีย และบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นอาจตามเด็กกลับไปถึงบ้านผ่านหน้าจอโทรศัพท์ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การบอกเด็กว่า “อย่าไปสนใจ” หรือ “อดทนเดี๋ยวก็ผ่านไป” แต่คือการทำให้เด็กและเยาวชนรู้ว่า

เมื่อถูกกลั่นแกล้ง เรามีสิทธิขอความช่วยเหลือ และไม่จำเป็นต้องเผชิญกับเรื่องนี้เพียงลำพัง

สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ได้เผยแพร่ “คู่มือสำหรับการจัดการตนเองเมื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก สำหรับเด็กและเยาวชน” เพื่อเป็นแนวทางให้เด็กและเยาวชนรู้เท่าทันสถานการณ์ รับมืออย่างเหมาะสม และดูแลตัวเองเมื่อเผชิญกับการกลั่นแกล้ง สามารถอ่านในรูปแบบ E-book และดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ https://camri.go.th/th/knowledge/ebook/ebook-247

Bullying ไม่ใช่แค่ “แกล้งกันเล่น”

หนึ่งในปัญหาสำคัญของการกลั่นแกล้งคือ หลายครั้งผู้ใหญ่หรือแม้แต่เด็กด้วยกันอาจมองว่าเป็นเพียงการหยอกเล่น แต่สิ่งที่ผู้ถูกกระทำรู้สึกอาจไม่ใช่เรื่องเล็กเลย การกลั่นแกล้งอาจเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น

  • ล้อเลียนรูปร่าง หน้าตา เชื้อชาติ หรือครอบครัว
  • ใช้คำพูดดูถูก เหยียดหยาม หรือทำให้อับอาย
  • ข่มขู่
  • ผลัก ตี เตะ หรือทำร้ายร่างกาย
  • แยกออกจากกลุ่ม
  • ปล่อยข่าวลือ
  • นำภาพหรือข้อมูลส่วนตัวไปเผยแพร่
  • ส่งข้อความคุกคาม
  • ตั้งกลุ่มเพื่อโจมตีหรือนินทา
  • กลั่นแกล้งผ่านเกมหรือโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะ Cyberbullying ซึ่งสามารถเกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง และข้อมูลที่ถูกเผยแพร่อาจถูกส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นประโยคว่า “ปิดมือถือก็จบ” อาจไม่เพียงพอสำหรับเด็กที่กำลังเผชิญสถานการณ์จริง

เมื่อถูกกลั่นแกล้ง สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ “นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องจัดการคนเดียว”

เด็กหลายคนไม่ยอมบอกผู้ใหญ่ เพราะกลัวว่า

  • ผู้ใหญ่จะไม่เชื่อ

  • เรื่องจะใหญ่กว่าเดิม

  • จะถูกเพื่อนล้อหนักขึ้น

  • ถูกมองว่าอ่อนแอ

  • กลัวโดนลงโทษจากเรื่องที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนเริ่ม

  • หรือคิดว่าไม่มีใครช่วยได้แต่การขอความช่วยเหลือไม่ใช่การฟ้องเพื่อเอาชนะใคร มันคือการสร้าง “วงช่วยเหลือ” รอบตัวเอง คนที่สามารถบอกได้ เช่น

  • พ่อแม่หรือผู้ปกครอง

  • ครูประจำชั้น

  • ครูแนะแนว

  • ครูที่ไว้ใจ

  • ผู้บริหารโรงเรียน

  • ญาติ

  • รุ่นพี่

  • เพื่อนที่ไว้ใจได้

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตสิ่งสำคัญคือ ถ้าบอกคนแรกแล้วไม่ได้รับความช่วยเหลือ อย่าเพิ่งหยุด ให้บอกคนถัดไป จนกว่าจะมีคนที่รับฟังและช่วยจัดการสถานการณ์อย่างจริงจัง

1. ถอยออกจากสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยก่อน

ถ้ามีความเสี่ยงว่าจะเกิดการทำร้ายร่างกาย สิ่งแรกไม่ใช่การพยายาม “เอาคืน” แต่คือการออกจากพื้นที่นั้น พยายามไปยังจุดที่มีผู้ใหญ่หรือคนอื่นอยู่ เช่น

  • ห้องพักครู
  • ห้องแนะแนว
  • จุดประชาสัมพันธ์
  • พื้นที่ที่มีกล้องวงจรปิด
  • กลุ่มเพื่อนที่ไว้ใจได้หากมีอันตรายทันที ควรขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่โดยเร็วที่สุด ความปลอดภัยมาก่อนการพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด

2. อย่าตอบโต้ด้วยความรุนแรง ถ้ายังมีทางออกอื่น

เมื่อถูกแกล้ง ความโกรธเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การตอบโต้ด้วยการทำร้ายร่างกายอาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น และบางครั้งผู้ที่เริ่มกลั่นแกล้งอาจใช้การตอบโต้ของเราเป็นหลักฐานกลับมาอีกทาง หากสามารถทำได้ ควร

  • หยุดการเผชิญหน้า
  • ถอยออกมา
  • ขอความช่วยเหลือ
  • เก็บหลักฐาน
  • รายงานเหตุการณ์แทนการพยายามแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง

3. เก็บหลักฐาน โดยเฉพาะการกลั่นแกล้งออนไลน์

สำหรับ Cyberbullying หลักฐานมีความสำคัญมาก หากปลอดภัยและทำได้ ควรเก็บ

  • Screenshot
  • ข้อความ
  • ชื่อบัญชี
  • วันและเวลา
  • URL
  • รูปภาพ
  • คลิป
  • รายชื่อพยานไว้ก่อน Block หรือ Report เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจช่วยให้ผู้ปกครอง โรงเรียน หรือแพลตฟอร์มตรวจสอบเหตุการณ์ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรแชร์หลักฐานนั้นต่อเพื่อประจานอีกฝ่าย เพราะอาจทำให้เรื่องกระจายกว้างขึ้น

4. ใช้ Block และ Report ให้เป็น

ถ้าเหตุการณ์เกิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เด็กควรรู้วิธีใช้เครื่องมือพื้นฐาน เช่น

  • Block บัญชีที่คุกคาม
  • Report โพสต์หรือข้อความ
  • จำกัด Comment
  • ปิด Message จากคนแปลกหน้า
  • ปรับ Privacy
  • เปลี่ยน Password หากจำเป็นนี่ไม่ใช่การ “หนีปัญหา” แต่คือการลดช่องทางที่อีกฝ่ายสามารถเข้าถึงเราได้

5. ไม่ต้องอธิบายตัวเองให้ทุกคนเข้าใจ

เด็กบางคนพยายามแก้ข่าวหรืออธิบายทุก Comment เมื่อถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ แต่สิ่งนี้อาจยิ่งทำให้เหตุการณ์ยืดเยื้อ บางครั้งการตอบเพียงสั้น ๆ แล้วหยุด หรือไม่ตอบเลย อาจปลอดภัยกว่า เป้าหมายไม่ใช่ชนะการโต้เถียงบนอินเทอร์เน็ต แต่คือทำให้สถานการณ์หยุดและดูแลตัวเอง

6. อยู่ใกล้คนที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย

การถูกกลั่นแกล้งอาจทำให้เด็กเริ่มคิดว่า “ไม่มีใครชอบเรา” “เราไม่มีเพื่อน” “ทุกคนคิดเหมือนคนที่แกล้งเรา” แต่ความคิดเหล่านี้อาจเกิดขึ้นจากความเครียดและความเจ็บปวดของเหตุการณ์ การอยู่กับ

  • เพื่อนที่ไว้ใจ
  • ครอบครัว
  • ครู
  • ชมรม
  • กลุ่มกิจกรรมสามารถช่วยให้เด็กเห็นว่า ตัวเองไม่ได้ถูกนิยามจากคำพูดของคนที่กลั่นแกล้ง

สัญญาณที่ผู้ใหญ่ควรสังเกต

เด็กไม่ได้พูดว่า “หนูถูก Bully” ทุกคน บางครั้งสัญญาณอาจออกมาในรูปแบบอื่น เช่น

  • ไม่อยากไปโรงเรียน
  • ปวดท้องหรือปวดหัวบ่อยก่อนเข้าเรียน
  • ผลการเรียนตก
  • ไม่อยากพบเพื่อน
  • ของใช้หายหรือเสียหาย
  • กลัวมือถือหรือมีอารมณ์เปลี่ยนทันทีหลังอ่านข้อความ
  • นอนไม่หลับ
  • กินมากหรือน้อยลง
  • หงุดหงิดง่าย
  • ถอนตัวจากกิจกรรมที่เคยชอบ
  • พูดว่าตัวเองไม่มีค่าสัญญาณเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเด็กถูกกลั่นแกล้งแน่นอน แต่เป็นเหตุผลที่ผู้ใหญ่ควรถามอย่างอ่อนโยนว่า “ช่วงนี้มีอะไรเกิดขึ้นไหม?” มากกว่าถามว่า “ไปทำอะไรให้เขาแกล้งหรือเปล่า?”

สิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ควรพูดเมื่อเด็กมาขอความช่วยเหลือ

บางประโยคอาจทำให้เด็กไม่อยากเล่าอีก เช่น “เรื่องแค่นี้เอง” “เขาแค่เล่นด้วย” “ทำไมไม่สู้กลับ?” “อย่าอ่อนแอสิ” “ไปทำอะไรเขาก่อนหรือเปล่า?” “เลิกสนใจก็จบ” สิ่งที่เด็กต้องการเป็นอันดับแรกคือการรู้ว่า ผู้ใหญ่รับฟังและเชื่อว่าความรู้สึกของเขามีความหมาย ประโยคง่าย ๆ อย่าง “ขอบคุณที่มาบอก” “เดี๋ยวเราช่วยกันคิดว่าจะทำยังไงต่อ” อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก

เพื่อนที่เห็นเหตุการณ์ก็ช่วยได้

Bullying ไม่ได้มีแค่ “คนแกล้ง” กับ “คนถูกแกล้ง” ยังมี Bystander หรือคนที่เห็นเหตุการณ์ เด็กที่เห็นเพื่อนถูกกลั่นแกล้งสามารถช่วยได้หลายแบบโดยไม่ต้องเสี่ยงเข้าไปต่อสู้ เช่น

  • พาเพื่อนออกจากสถานการณ์
  • ไปเรียกครู
  • นั่งเป็นเพื่อน
  • ไม่หัวเราะหรือแชร์ต่อ
  • Report คอนเทนต์
  • ช่วยเก็บหลักฐาน
  • บอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจการไม่ร่วมวงหัวเราะหรือแชร์ต่อก็เป็นการช่วยหยุดวงจรการกลั่นแกล้งได้อย่างหนึ่ง

เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?

หากเด็กเริ่มมีอาการต่อเนื่อง เช่น

  • เครียดมาก
  • กลัวโรงเรียนอย่างรุนแรง
  • นอนไม่หลับ
  • ร้องไห้บ่อย
  • วิตกกังวล
  • ถอนตัวจากสังคม
  • รู้สึกสิ้นหวัง
  • รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าควรพาไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะหากเด็กพูดถึงการทำร้ายตัวเอง ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือมีพฤติกรรมที่ทำให้กังวลเรื่องความปลอดภัย ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือบริการฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอให้เด็ก “หายเอง”

ดาวน์โหลดคู่มือการรับมือเมื่อถูกกลั่นแกล้ง

สำหรับเด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง และครูที่อยากมีแนวทางไว้ใช้พูดคุยหรือดูแลสถานการณ์ สามารถอ่าน “คู่มือสำหรับการจัดการตนเองเมื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก สำหรับเด็กและเยาวชน” จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ? อ่านแบบ E-book และดาวน์โหลดได้ที่ https://camri.go.th/th/knowledge/ebook/ebook-247 แนะนำให้ครูแนะแนว ครูประจำชั้น และผู้ปกครองเซฟไว้ เพราะบางครั้งเด็กอาจไม่กล้าเริ่มต้นพูดด้วยตัวเอง การมีคู่มือเป็นตัวกลางอาจช่วยเปิดบทสนทนาได้ง่ายขึ้น

สรุป — เด็กไม่ควรถูกสอนให้ “ทน” กับการกลั่นแกล้ง

เป้าหมายของการรับมือ Bullying ไม่ควรเป็นการทำให้เด็ก “แข็งแรงพอที่จะถูกแกล้ง” แต่คือการทำให้เด็กเข้าใจว่า ถ้าเจอสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย สามารถถอยออกมาได้ ถ้ามีหลักฐาน สามารถเก็บไว้ได้ ถ้าเกิดออนไลน์ สามารถ Block และ Report ได้ ถ้ารู้สึกไม่ไหว สามารถขอความช่วยเหลือได้ และที่สำคัญที่สุด

การถูกกลั่นแกล้งไม่ใช่เรื่องที่เด็กคนหนึ่งควรถูกปล่อยให้จัดการเพียงลำพัง

โรงเรียน ครอบครัว เพื่อน และผู้ใหญ่รอบตัวต่างมีบทบาทในการทำให้เด็กคนหนึ่งรู้ว่า เมื่อเกิดปัญหา เขายังมี “คนที่พร้อมอยู่ข้างเขา” สำหรับผู้ใหญ่ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียง “ใครเป็นคนเริ่ม?” แต่อาจเป็น

“เราจะทำอย่างไรให้เด็กคนนี้กลับมารู้สึกปลอดภัยอีกครั้ง?”

แหล่งข้อมูลหลัก: “คู่มือสำหรับการจัดการตนเองเมื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก สำหรับเด็กและเยาวชน” สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (CAMRI) หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงเพื่อการให้ความรู้ทั่วไป หากมีเหตุคุกคาม ความรุนแรง หรือความเสี่ยงต่อความปลอดภัย ควรแจ้งผู้ปกครอง โรงเรียน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญตามความเหมาะสม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...