โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปาเลอกัวซ์ ฝรั่งที่กินทุเรียนได้ กินทุเรียนเป็น

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 มิ.ย. 2566 เวลา 04.14 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2566 เวลา 04.09 น.
ภาพประกอบบทความ จากห้องสมุดภาพมติชน

สังฆราชปาเลอกัวซ์ (พ.ศ. 2348-2405) นักบวชชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเมืองไทย ในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 โดยพำนักอยู่ในเมืองไทยยาวนาถึง 24 ปี (พ.ศ. 2372-2396) ทำให้เห็นเรื่องราวต่างๆ ของไทย โดยเฉพาะการลิ้มลองอาหารการกินท้องถิ่น ซึ่งบางชนิด “ฝรั่ง” หลายคนอาจไม่ชอบ หรือสำหรับบางคนก็กินไม่ได้เลย ตัวอย่างปราบเซียนเช่นนี้ก็ต้องยกให้ “ทุเรียน”

ลาลูแบร์ (ค.ศ. 1642-1729) ราชทูตจากฝรั่งเศส ที่เข้ามาเมืองไทยประมาณสมัยกรุงศรีอยุธยา ใช้เวลาอยู่เมืองไทยประมาณ 3-4 เดือน กล่าวถึงทุเรียนไว้ในในบันทึกของเขาว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกว่าทนไม่ไหวเพราะกลิ่นอันเลวร้ายของมัน”

ขณะที่ อ็องรี มูโอต์ (ค.ศ. 1826-1861) นักสำรวจ นักธรรมชาติวิทยา และนักโบราณคดี ชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้าในเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 เดินทางไปหลายพื้นที่ในไทยและประเทศเพื่อนบ้านอยู่เกือบ 2 ปี สามารถญาติดีกับทุเรียน หลังจากลองกินหลายๆ ครั้ง จึงกล่าวว่า“ต้องลองพยายามใหม่จนครั้งที่สี่ที่ห้า ถึงรู้สึกว่ากลิ่นนั้นเปลี่ยนไป กลายเป็นหอมหวนชวนชื่นใจเป็นที่สุด”

ส่วนปาเลอกัวซ์ เป็นอีกคนที่สามารถผ่านด่านเรื่องกลิ่นทุเรียน จนสามารถกินมันอย่างเอร็ดอร่อยได้ เขาบันทึกถึงประสบการณ์เกี่ยวกับทุเรียนไว้ว่า

“ในประเทศสยาม ทุเรียน นั้นเป็นราชาแห่งผลไม้ทีเดียว ต้นไม้ที่ให้ผลชนิดนี้มีทรงสูงสง่า และทอดกิ่งออกไปตรงแทบจะเป็นเส้นขนานราบกับพื้นดิน ผลของมันมีเปลือกแข็ง มีหนามทรงกรวยคว่ำโดยรอบ ผลใหญ่ขนาดสักเท่าแตงโม เมื่อผลไม้สุกแล้ว เปลือกของมันซึ่งเป็นกลีบจะแตกออกเป็น 4 พู หรือ 4 ห้อง สุดแท้แค่จะเรียกกัน

ในนั้นมีเนื้อสีขาวอันวิเศษและเลิศรสยิ่งกว่าครีมอย่างดีเสียอีก กลิ่นของทุเรียน นั้นฉุนและน่ารังเกียจสำหรับชาวยุโรปที่เพิ่งมาถึงเมืองไทยใหม่ๆ เอาไปเปรียบกับกลิ่นอุจจาระ แต่ทว่า (สิ่งที่แปลกเหลือหลาย) เมื่อเราบริโภคเนื้อบริโภคผลไม้นี้เข้าไปแล้ว กลิ่นของมันจะเปลี่ยนเป็นหอมไปได้อย่างน่าอัศจรรย์”** [จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

ไม่เพียงเท่านั้น หากปาเลอกัวซ์ยังนับว่า “เหนือชั้น” ในการกินทุเรียนอีกด้วย บันทึกของเขายังกล่าวถึง การกินมังคุดแก้ความร้อนของทุเรียนไว้ว่า

“เมื่อเรากินทุเรียนแล้ว มีระเบียบอยู่ว่าเราจะต้องกันมังคุดด้วย กล่าวกันว่า ทุเรียนนั้นร้อน จำเป็นที่จะต้องบรรเทาอุณหภูมิลงเสียบ้างด้วยสิ่งที่ชุมอกชุ่มคอ ต้นมังคุดนั้นใบดกเป็นพุ่ม สูงประมาณ 15 บีเอด์ ผลของมันขนาดเท่าส้ม เปลือกเป็นสีน้ำตาลแก่ทางด้านนอก และสีแดงทางด้านในส่วนโค้งในเปลือกที่หุ้มเนื้อในแบ่งออกเป็นห้องๆ มีเนื้อขาวอิ่มน้ำหุ้มเมล็ดขม

ผลมังคุดนั้นชวนกินทั้งกลิ่นทั้งรส มีกลิ่นน่าชื่นใจคล้ายกลิ่นผลแร็สพเบอร์รี่ ชุ่มคอ, สะอาดมากไม่ทำให้ท้องเสียเลย พวกชาวยุโรปจึงเยินยอกันนักว่าเป็นผลไม้จำพวกรสดีที่สุดในภาคอินเดีย…” [จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

สังฆราช ปาเลกัวซ์ เขียน, สันต์ ท. โกมลบุตร แปล. เล่าเรื่องเมืองไทย, สนพ.ก้าวหน้า, พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2506

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 มกราคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...