ตู้เต่าบิน กลายร่างสู่ คาเฟ่เต่าบิน ถอดกลยุทธ์ความปังข้ามปี
ตู้เต่าบิน 9 เดือน ยอดขายทะลัก 60 ล้านแก้ว มูลค่า 1.7 พันล้านบาท FSMART ปล่อยโมเดลใหม่ เต่าบินคาเฟ่ ปักหมุดสาขาแรกเดอะมอลล์บางกะปิ ถอดกลยุทธ์เต่าบิน ใช้ทำเลหัวหอกเปิดตลาด-ต้นทุนบริหารจัดการถูก-สปีดสาขาเร็ว พารายได้เติบโต
ตู้เต่าบิน ภายใต้การบริหารของ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART ยังคงฮอตข้ามปี
ล่าสุด เตรียมขยายTAO BIN CAFE (คาเฟ่เต่าบิน) รูปแบบป๊อปอัพสโตร์ ปักหมุดสาขาแรกที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ชั้น G ที่รีโนเวตมาหมาด ๆ และคาดว่าจะเปิดบริการธันวาคม 2566 นี้
สำหรับช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.) ของปี 2566 ทำยอดขายได้มากกว่า 60 ล้านแก้ว คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.7 พันล้านบาท แบ่งตามไตรมาสได้ ดังนี้
- ไตรมาส 1 ขายได้ 18.59 ล้านแก้ว มูลค่า 575 ล้านบาท
- ไตรมาส 2 ขายได้ 19.56 ล้านแก้ว มูลค่า 592 ล้านบาท
- ไตรมาส 3 ขายได้ 20.20 ล้านแก้ว มูลค่า 599 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่าแนวโน้มยอดขายทั้งจำนวนแก้ว และรายได้ของตู้เต่าบินค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นสูงต่อเนื่อง “การเงินธนาคาร” พาถอดกลยุทธ์การเติบโตของเต่าบิน จากตู้กดเครื่องดื่ม 24 ชม. ก่อนสยายปีกเป็นเต่าบินคาเฟ่ในห้างดังครั้งแรก
1. กลยุทธ์ด้านทำเล
สำหรับตู้เต่าบินสร้างชื่อ ช่วงยุคโควิดระบาด พฤติกรรมผู้บริโภคอยู่ติดบ้าน เกิดการ Work From Home ตู้เต่าบินได้ทยอยติดตั้งนำร่องด้วยกลยุทธ์ด้านทำเล ที่เริ่มจากตามคอนโด แหล่งทราฟฟิกสูง
“ตู้เต่าบิน ถือว่ามาได้ถูกที่ถูกเวลา”
โดยตู้เต่าบินมีมากกว่า 100 เมนู ในราคาเบา ๆ เริ่มต้นใน 20-25 บาทเท่านั้น ทำให้การเข้าถึงผู้บริโภคยิ่งง่ายขึ้น ใช้เวลากลุ่มผู้บริโภคเริ่มเกิดการบอกต่อ และเกิดเป็นไวรัลทดลองเมนูของตู้เต่าบิน ยิ่งเสริมการขยายตัวให้เร็วยิ่งขึ้น และเต่าบินเริ่มขยายไปตามแหล่งชุมชนสำคัญ ๆ
2. ต้นทุนการบริหารการจัดการต่ำ
นอกจากกลยุทธ์ด้านทำเลแล้ว ราคาเครื่องดื่มยังเริ่มต้นเพียง 20-25 บาทเท่านั้น แต่คุณภาพสินค้าค่อนข้างดี จากที่ “พงษ์ชัย อมตานนท์“ คีย์แมน FSMART เคยแชร์ไว้ว่า เมล็ดกาแฟเต่าบินใช้เกรดเดียวกับสตาร์บัคส์
แต่ที่ขายได้ในราคาย่อมเยากว่า เพราะ ต้นทุนการบริหารจัดการถูก (operation cost) เพราะ ตู้เต่าบินใช้พื้นที่เพียง 1 ตารางเมตร ค่าเช่าพื้นที่ต่ำไม่เกิน 2,000 บาท ค่าไฟ 1,000 บาท
เติมของ 2 ครั้ง 500 บาท ขายได้ 5,000-6,000 บาท หากขายดี ค่าคนดูแลตู้ 200 บาท รวม ๆ ค่าใช้จ่าย 8,000 บาท/เดือน ถ้าเติมของบ่อย 10,000 บาท/เดือน จากยอดขายประมาณ 60,000 บาท/เดือน
ขณะเดียวกันยังไม่มีพนักงาน และหน้าร้านที่ใหญ่ ต้นทุนค่าพนักงานกับต้นทุนค่าเช่าจึงไม่มี ต่างจากที่อื่น ที่มี operation cost แบบ fix อย่างต่ำพนักงาน 1-2 คนแล้ว ไม่รวมค่าเช่าพื้นที่ต่าง ๆ
3. ขยายตู้เต่าบินเชิงรุก
จะเห็นได้จากที่ผ่านมา FSMART ประกาศแผนขยายตู้เต่าบินอย่างหนัก โดยแผนระยะ 3 ปี ตั้งเป้าขยายครบ 20,000 ตู้ มียอดขาย 50 แก้วต่อตู้ต่อวัน หรือคิดเป็นวันละ 1 ล้านแก้ว และราคาขายเมื่อหักต้นทุนและวัตถุดิบ (Gross Margin) จะอยู่ที่ 65% ส่งผลให้รวมทั้งปีสร้างยอดขายได้ราว 10,000 ล้านบาท
โดย ณ ไตรมาส 3 ปี 2566 ตู้เต่าบิน มีจำนวนทั้งหมด 6,567 ตู้ทั่วประเทศ คิดเป็นการเพิ่มในไตรมาสล่าสุดที่ 428 ตู้
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้โยกย้ายตู้เต่าบินจากทำเลขายไม่ดี ไปไว้ในทำเลที่ยอดขายดีกว่า และนำตู้เต่าบินอัปเกรดชงได้มากขึ้นไปกระจายตามพื้นที่ต่าง ๆ และทดแทนตู้เต่าบินรุ่นเดิม
นี่คือกลยุทธ์หลักของตู้เต่าบิน ที่พาธุรกิจเติบโตแบบทยานจากจุดเริ่มต้น เป็นที่น่าสนใจว่า คาเฟ่เต่าบิน โมเดลล่าสุด จะเข้ามาเสริมประสบการณ์การกินในด้านใด รวมถึงจะมีเมนูใหม่อะไรที่ออกมาเขย่าตลาดเครื่องดื่มมูลค่า 2.5 แสนล้านบาทได้อีก คงต้องติดตามต่อไป…