โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นวราตรี: เจ้าแม่ ความหมาย คนทรง และกะเทยไทย

The Momentum

อัพเดต 02 ต.ค. 2568 เวลา 12.08 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2566 เวลา 10.37 น. • THE MOMENTUM

ห้วงเวลา 9 วันแห่งเทศกาล ‘นวราตรี’ เป็นส่วนหนึ่งของการบูชาพระนางทุรคาเทวีในช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยวของอนุทวีป อันปูราดด้วยฉากหลังทางเทวตำนานที่กล่าวถึงการต่อสู้ระหว่างพระเทวีกับอสูรควาย (มหิษาสูร) ก่อนจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายธรรม แต่แท้จริงแล้วเทศกาลนี้มีความหมายซ่อนเร้นชวนให้ขบคิดอยู่มาก แถมยังเป็นเทศกาลที่เรียกได้ว่าเป็น ‘งานรวมตัวกะเทย’ เพราะบรรดาผู้มีความหลากหลายทางเพศทั่วทั้งสิบทิศของแผ่นดินไทยจะมารวมตัวกันที่วัดแขกสีลม เพื่อร่วมฉลองคืนวันที่สิบ หรือ ‘วิชัยทศมี’ กันอย่างคับคั่ง จนมีคำกล่าวกันเล่นๆ ว่า ‘หากมีระเบิดเกิดขึ้นที่นั่นกะเทยคงหายไปครึ่งประเทศ’

ว่าแต่ทำไมกัน?

นวราตรี

แปลความตามความหมาย ‘นวราตรี’ แปลว่า 9 คืน (นวะ แปลว่า เก้า และราตรี แปลว่าคืน) หมายถึงการบูชาพระเทวีเป็นเวลา 9 คืน ชาวอินเดียเชื่อกันว่า ในระยะเวลา 9 วัน 9 คืนนี้ คือช่วงเวลาที่เทวีทุรคาต่อสู้กับมหิษาสูร (อสูรควาย) ซึ่งก่อความวุ่นวายให้กับโลก ซึ่งพระเทวีได้อวตารแบ่งเป็นปางต่างๆ 9 ปาง เพื่อต่อสู้กับอสูร ก่อนจะฉลองชัยชนะในคืนที่สิบซึ่งเรียกว่า ‘วิชัยทศมี’ (วันแห่งชัยชนะ)

เรื่องที่คนไทยมักเข้าใจผิดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับนวราตรี คือ“หนึ่งปีมีนวราตรีเพียงหนึ่งครั้ง” แต่จริงๆ แล้ว ในหนึ่งปีตามปฏิทินเทศกาลทางศาสนาของศาสนาฮินดู มีด้วยกัน 4 ครั้งต่อปี ตามช่วงฤดูตั้งแต่ปลายหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน และเริ่มฤดูหนาว โดยนวราตรีที่เราคุ้นเคย คือศารทิยะนวราตรี (Shardiya Navratri) หรือนวราตรีในเดือนศารทะ (เริ่มฤดูหนาว) บางครั้งนวราตรีในช่วงปลายปีนี้ถูกเรียกว่า ‘มหานวราตรี’ เพราะมีตำนานสัมพันธ์กับการปราบอสูรมหิษาของพระนางทุรคา

แต่สำหรับมหานวราตรีในอีกเชิงหนึ่ง เป็นการฉลองฤดูเพาะปลูกข้าวบาเลย์สุดท้ายของปีก่อนหนาวจัด โดยเฉพาะในเขตอินเดียภาคเหนือ โดยสิ่งหนึ่งที่สามารถเห็นได้ คือชาวอินเดียนิยมการสถาปนาหม้อกลศะพร้อมเมล็ดพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์ให้สมกับคำว่า ‘ปูรณฆฏะ’ หรือหม้อน้ำแห่งความอุดมสมบูรณ์ หากแปลหยาบๆ ในจุดนี้แสดงให้เห็นว่า ในเทศกาลนวราตรีมีเศษซากของเทศกาลโบราณซ่อนอยู่

กล่าวคือสำหรับมนุษย์ในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฤดูหนาว พวกเขาย่อมรู้สึกว่าฤดูหนาวช่างน่ากลัวและทรมาน ผลผลิตตาย เพาะปลูกยากลำบาก ไหนจะอาการป่วยไข้ทั้งหลายที่เข้ามาพร้อมกับความเย็นด้วย ผู้คนจึงให้ความยำเกรงต่อความหนาวเย็นมาก ยิ่งในสังคมเกษตรกรรม การจะต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ได้มากที่สุดก่อนฤดูหนาวจะมาถึงนับเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การฉลองความอุดมสมบูรณ์ (หม้อกลศะ) จึงเป็นภาพสะท้อนของความมุ่งหมายที่จะไม่อดตายในหน้าหนาวของสังคมเกษตรกรรมโบราณ ทว่าแล้วนางทุรคาเกี่ยวข้องอะไรกับการเพาะปลูกหรือ?

เจ้าแม่ทุรคาคือใคร

‘ทุรคาเทวี’ เป็นรูปปรากฏของพระเทวีซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดรูปหนึ่ง เนื่องจากเป็นภาคที่แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจอย่างสูงสุดของพระศักติ-เทวี ดังที่นิกายศักติฝ่ายทักษณาจารนิยมเรียกพระนางด้วยพระนาม ‘มหาเทวี หรือองค์อาทิศักติ’ อันหมายถึง ‘องค์ต้นกำเนิดแห่งพลังทั้งหลาย’ คำเรียกเหล่านี้สะท้อนความยิ่งใหญ่ของพระนางอย่างเต็มที่ ทั้งยังสะท้อนความนิยมที่ชาวฮินดูมีให้พระนางอีกด้วย

คำว่า ทุรคา มีความหมายว่า เข้าถึงได้ยาก พระนางทรงอาวุธมากมายหลากหลายประเภท (คัมภีร์เทวีมหาตมยะระบุว่า รับถ่ายทอดพระพลังมาจากเทพยาดาทั้งเทวโลกจึงมีหลายกรและทรงอาวุธจำนวนมาก) มีพระฉวีสีดำ สวมอาภรณ์สีเหลือง ประดับเครื่องประดับมากมาย สวมกรัณฑมกุฎ มี 4-8 กร พระหัตถ์หน้าขวาอยู่ในปางประทานอภัย พระหัตถ์ซ้ายหน้าทำกฏกมุทรา พระหัตถ์อื่นๆ ถือสังข์ จักร ตรีศูล และธนู

ประติมากรรมของพระนางมักประทับยืนเหยียบย่ำบนควาย แสดงท่วงท่าสังหารอันเป็นที่มาแห่งพระนาม ‘มหิษาสุรมรรทินี’ แปลว่า เทวีผู้เหยียบบน หรือย่ำยี (มรรทินี) อสูรควาย ด้วยรูปปรากฏที่ดุดันแต่เปี่ยมด้วยเมตตา พระนางจึงได้รับการนับถือว่ามีบทบาทเกี่ยวข้องกับการป้องปราบสิ่งชั่วร้าย การทำลาย การก้าวข้ามจากความตายไปสู่ชีวิตใหม่

หากอธิบายขยายความทางปรัชญาแบบเร็วๆ ในศาสนาฮินดูมีความคิดเรื่อง ‘พลังฝ่ายแม่’ (ปรกฤติ) หรือพลังที่สร้างสรรค์สรรพชีวิตอันแทนด้วยเทวี แต่ในอีกเชิงหนึ่ง พลังฝ่ายสร้างนี้ก็เป็นพลังที่สามารถขจัดซึ่งอำนาจเบียดเบียนอย่างอสูรร้าย ซึ่งอาจหมายถึง ‘ความหนาว’ (หากมองว่า นวราตรีเป็นเทศกาลฉลองการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวก่อนฤดูหนาว) ที่จะทำลายผลผลิตอันแทนด้วยอสูรควาย การที่พลังฝ่ายเกิดทำลายพลังฝ่ายตายก็จะได้เป็นชีวิตอันเรืองรอง

พระนางผู้เข้าถึงได้ยากยังสะท้อนว่า การหล่อเลี้ยงชีวิตไม่ใช่สิ่งง่าย ต้องฝ่าฟันคืนวันยาวนานของความเป็นแม่ (สกันทมาตา) ความมืดมิดและซับซ้อน (กาลราตรี) เป็นหญิงครองเรือน (มหาเคารี) กว่าจะถึงซึ่งความสำเร็จอันอุดม (เมล็ดข้าว - โมกษะ) ในพระนามสุดท้ายของทั้ง 9 พระนาม คือ ‘สิทธิธาตรี’ (ผู้สมบูรณ์แบบ)

ในอีกแง่หนึ่ง พระนางทุรคาทรงครองพระนาม ‘ศากัมภรี’ ผู้ร้องไห้จนน้ำตาท่วมท้นแผ่นดิน พระนางทรงฟื้นคืนแผ่นดินอันแห้งแล้งให้สดชื่น หลังพระนางทุรคาปราบแล้วซึ่งอสูรร้าย นี่จึงเป็นประหนึ่งการเกิด การแตกงอก และความอุดมสมบูรณ์ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกสุดท้ายของปี สุดท้ายพระนางจะเป็นข้าวบาเลย์หรือไม่ เป็นความตื่นรู้ส่วนบุคคล พระนางอาจเป็นมหามายาผู้ชี้ทางไปสู่มหาโมกษะก็ได้ ดังนั้นหากจะกล่าวว่า 9 วัน 9 คืนอันยาวนานอาจเป็นการต่อสู้ทางจิตวิญญาณเพื่อไปสู่ปลายทางแห่งธรรมะ ก็ไม่ผิด พระแม่จะเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับใจปรารถนาของเราอย่างแท้จริง

เจ้าแม่ วัดแขก และพื้นที่เปิด (ทางเพศ)

กระโดดข้ามมาสู่หัวข้อน่าสนใจเรื่องเพศที่สาม เพราะอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่า ‘งานแห่วัดแขกคืองานรวมตัวกะเทยไทย’ ที่ยิ่งมองจะยิ่งสังเกตเห็นว่า กระแสของกะเทยที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์กับเทวสถานฮินดูกลางย่านธุรกิจแห่งนี้ก็ยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ อาจารย์ตุล-ผู้ช่วยศาสตราจารย์คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยเสนอเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า การที่ศาสนาฮินดูสามารถดึงดูดผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้ามาในพื้นที่ทางศาสนาได้ ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ ได้แก่

1. สีสัน มีอุปกรณ์และเครื่องบูชามากมาย ซึ่งตรงกับความสนใจและความชอบ (ความเยอะ) ของกลุ่มเพศที่สาม

2. ระบบชายเป็นใหญ่ในระบบศาสนาไทย (พุทธ) ซึ่งกีดกันและครอบงำสังคมผ่านองค์กรและนักบวชผู้ชาย

เกี่ยวกับประเด็นที่สอง อาจารย์ตุลกล่าวต่อไปอีกว่า “งานวัดแขก เปิดพื้นที่ให้คนทั่วไปเข้าไปสร้าง ‘พื้นที่’ ของตัวเองในด้านพิธีกรรม จะทำพิธี จะจัดตกแต่งซุ้มของตนอย่างไรก็ได้ และยังไม่รังเกียจอัตลักษณ์ทางเพศ เพศที่สามจึงแสดงออกและมีบทบาทได้มากกว่า”

ผู้เขียนเห็นด้วยกับอาจารย์ตุลในประเด็นนี้เป็นอย่างมาก และผู้เขียนอยากขอลองเพิ่มเติมมุมมองส่วนตัวชวนขบคิดเล็กน้อย คือหากมองย้อนเข้าไปในศาสนาไทยก่อนพุทธ ภาพที่เราเห็นคงหนีไม่พ้น ‘ศาสนาผี’ และ ‘ร่างทรง’ ซึ่งทั้งสองสิ่งสะท้อนภาวะความ ‘ก้ำกึ่ง’ บางอย่าง คือศาสนาไทยก่อนพุทธนับถือวิญญาณบรรพชน วิญญาณธรรมชาติ ซึ่งมีพลังให้คุณให้โทษและวิญญาณเหล่านี้จะติดต่อกับผู้มีชีวิตผ่านร่างทรง ซึ่งการทรงจะเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายอยู่ในภาวะครึ่งคนตายครึ่งคนเป็นหรือกึ่งเป็นกึ่งตาย อันเป็นภาวะเหนือธรรมชาติและมีความศักดิ์สิทธิ์อย่างเต็มที่

ร่างทรงในวัฒนธรรมโบราณมักเป็นผู้หญิง เพราะผู้หญิงถือครองอำนาจบางอย่างคล้ายผี คือให้คุณ (คลอดลูกได้) ผู้หญิงจึงมีความสำคัญในระบบศาสนาคนทรงเป็นอย่างมาก ในบางครั้งการจะทรงผีหากผู้ทรงเป็นผู้ชายแต่ผีที่ลงทรงเป็นผู้หญิง ชายผู้นั้นจะต้องแต่งตัวเป็นหญิง หรือกลายเป็นชายที่มีลักษณะคล้ายหญิง และนี่คือภาวะก้ำกึ่งว่า ทำไมกะเทยถึงมักยุ่งวุ่นวายกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาจเพราะกะเทยก็ถือครองภาวะดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ขณะที่งานแห่วัดแขกลีลม วัดก็มีคนทรงของวัดด้วย คนทรงเหล่านี้ก็เข้าสู่ภาวะก้ำกึ่ง และมีความเหนือธรรมชาติเฉกเช่นกะเทย อัตลักษณ์ทางเพศของเพศที่สามจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงภาวะบางอย่างหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ไม่กลายเป็นบาปโทษหรือคุณลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ในพื้นที่ของศาสนาฮินดู เพราะศาสนาฮินดู โดยเฉพาะวัดแขกสีลมเปิดโอกาสให้กับภาวะก้ำกึ่งนี้

ตัดภาพมาที่วัดฮินดูอื่นๆ ที่มีภูมิทางวัฒนธรรมแบบอินเดียเหนือ เช่น วัดเทพมณเฑียร และวัดวิษณุ ปฏิสัมพันธ์ของกะเทยต่องานแห่พระของวัดทั้งสองกลับต่างออกไป พวกเขาไปเข้าร่วมแต่ไม่แสดงตัวอย่างเปิดเผยเท่างานของวัดแขกสีลม อาจเพราะวัดไม่มีคนทรง ไม่มีภาวะก้ำกึ่ง มีแต่พราหมณ์ คนอินเดีย และพระแม่ แม้ว่าเขาจะเปิดกว้างและยินดีให้เราไปร่วมงาน แต่ก็ยังรู้สึกเก้ๆ กังๆ อยู่ในใจ ต่างกับวัดแขกสีลมที่เปิดมากกว่า

อีกปัจจัยที่ควรนำมาร่วมพิจารณา คืองานแห่วัดแขกสีลมมีความเป็น ‘ไทย’ สูงมาก ลองสังเกตดูจะเห็นว่า ซุ้มพระต่างๆ ผู้คนที่เข้ามาร่วมงาน แทบจะมีแต่คนไทย หาคนอินเดียคนอื่นนอกจากพราหมณ์แทบจะไม่เจอแล้ว สิ่งนี้จึงอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อนุญาตให้ความหลากหลายทางเพศของไทยเข้ามามีที่ทางในงานแห่พระแม่ก็เป็นได้

สุดท้ายขอสรุปด้วยคำของอาจารย์ตุลว่า “แม้ (กะเทย) ไม่อาจกลายเป็น ‘คนใน’ อย่างพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีในเทวสถาน แต่ภายใต้ความอิสระของพื้นที่ที่ได้รับ เพศที่สามสามารถประกอบพิธี และเป็นผู้นำทางศาสนาภายในพื้นที่และชุมชนของตัวได้ โดยไม่ต้องซ่อนเร้นอัตลักษณ์ทางเพศ”

“ขอพระแม่แห่งจักรวาลอวยพรทุกคนครับ”

อ้างอิง:

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง. นวราตรีกับงานแห่วัดแขก พื้นที่ และเพศที่สาม, ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 14-20 ตุลาคม 2559

เชษฐ์ ติงสัญชลี. ประติมากรรมฮินดู – พุทธในศิลปะอินเดียกับคัมภีร์ศิลปศาสตร์ภาษาสันสกฤต. กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์, 2559.

ผาสุข อินทราวุธ. รูปเคารพในศาสนาฮินดู. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2522.

Bhagwant Sahai. Iconography of Minor Hindu and Buddhist deities. New Delhi: Abhinav publication, 1975.

Hillary Rodrigues. Ritual Worship of the Great Goddess: The Liturgy of the Durga Puja with Interpretations, Albany: State University of New York Press, 2003.

James G. Lochtefeld. The Illustrated Encyclopedia of Hinduism, Volume 1, New York: Rosen Publishing Group, 2002.

T.A. Gopinatha Rao. Elements of Hindu Iconography, Volume 4, Delhi: Motilal Banarsidass, 1968.

Thomas B. Coburn. Devi Mahatmya: The Crystallization of The Goddess Tradition, Delhi: Motilal Banarsidass, 1997.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...