โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดอาณาจักร “EM DISTRICT” ย่านการค้าใหม่ในมือ“เดอะมอลล์ กรุ๊ป”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 ธ.ค. 2566 เวลา 14.44 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2566 เวลา 07.40 น.

ถอดยุทธศาสตร์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ‘สร้างย่านการค้า Em District” บนไพร์มโลเคชั่นสุขุมวิท หลัง“ดิ เอ็มสเฟียร์” จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายเปิดบริการวันแรก 1 ธันวาคม แง้มตำนานบทใหม่ “Bangkok Mall” บิ๊กโปรเจกต์ “สร้างเมือง” ไม่เกินปี 2027 มาแน่

แม้ว่าจะเข้าสู่โค้งสุดท้ายของปีทว่าความร้อนแรงของธุรกิจรีเทลเมืองไทยเรียกได้ว่า “ไม่แผ่ว” หลังจาก “เซ็นทรัลพัฒนา” เปิดตัว “เซ็นทรัล เวสต์วิลล์” ศูนย์การค้า Semi-Outdoor Model และ Low Carbon Mall ไปได้เพียง 2 วัน

ฟากของ“เดอะมอลล์ กรุ๊ป” ภายใต้การนำของ“ศุภลักษณ์ อัมพุช” มือบริหารธุรกิจรีเทลผู้สร้างตำนานบทใหม่ๆให้กับตลาดรีเทลเมืองไทยได้ฤกษ์เปิดตัวจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของ “Em District” อย่าง “ดิ เอ็มสเฟียร์” เติมความครบเครื่องให้กับ “ย่านการค้า” ซึ่งมี “ดิ เอ็มโพเรียม” และ “ดิ เอ็มควอเทียร์” เกิดขึ้นก่อนหน้า ซึ่งเจ้าตัววาดฝันให้ Em District เป็นย่านช้อปปิ้งที่เทียบชั้นมหานครของโลกอย่างมหานครนิวยอร์ก หรือโตเกียวด้วย Shopping Paradise

ปักหมุดไทย “Shopping Paradise” ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

“ศุภลักษณ์ อัมพุช” ประธานกรรมการบริหาร เดอะมอลล์ กรุ๊ป เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจของ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” ว่า ในปีนี้ (2566) ตัวเลขรายได้ของ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” ทยานขึ้นไปสูงถึง 50,000 ล้านบาท

แม้จะเป็นตัวเลขที่สูงแต่ ศุภลักษณ์ บอกว่ากำไร เดอะมอลล์ กรุ๊ป น่าสนใจกว่าเพราะเติบโตมากกว่าปี 2562 หรือช่วงก่อนโควิดไปแล้ว โดยมีกำไร 6,000 ล้านบาทจากศูนย์การค้า 3,000 ล้านบาทและห้างสรรพสินค้า 3,000 ล้านบาทนั่นหมายว่า “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” ขายดีขึ้น โดยมีแรงหนุนสำคัญคือสินค้า “Luxury”

“ภาพรวม รีเทลค่อนข้างเติบโตได้ดีโดยเฉพาะกลุ่มลักซัวรี่ทั้งเดอะมอลล์ สยามพารากอน ไอคอนสยาม Central Embassy รวมทั้ง One Bangkok และอีกโปรเจ็กต์ใหญ่ของเดอะมอลล์ที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ Bangkok Mall กว่าล้านตารางเมตรขึ้นมาช่วยกันตีกลองให้ดังเพื่อทำให้เมืองไทยมี Shopping Paradise ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย”

ไม่สน “Financial Crisis ” เปิดตัว “ห้างไฮโซ” แรกของไทย

เดอะมอลล์ กรุ๊ป เป็นผู้เล่นมือฉบังที่บริหารธุรกิจรีเทล มากกว่า 4 ทศวรรษ โดยสร้างย่านการค้าจนประสบความสำเร็จมาแล้วเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ในย่านรามคำแหง ท่าพระ งามวงศ์วาน และใน 2 มุมเมือง

เมื่อปี 2537 ในย่านบางกะปิ สำหรับโครงการอภิมหาอาณาจักรศูนย์การค้าครบวงจร เดอะมอลล์ บางกะปิ และในย่านบางแค เพชรเกษม สำหรับเดอะมอลล์ บางแค

และปี 2558 กับโครงการศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ซึ่งทั้ง 2 โครงการ เป็นโครงการสำคัญในย่านกลางเมือง (Midtown) ที่ส่งให้เกิดการขยายตัวของสังคม เศรษฐกิจ บริเวณใจกลางถนนสุขุมวิท

“The Em District ไม่ใช่ความบังเอิญแต่เป็น Vision” คือคำกล่าวของ “ศุภลักษณ์” เมื่อย้อนถึงจุดเริ่มต้นของบิ๊กโปรเจ็กต์ว่า เมื่อปี 2540 ในประเทศไทยยังไม่มีการซื้อขายสินค้า Hi-End “คนมีเงิน” มักไปช้อปปิ้งที่สิงคโปร์ ฮ่องกงหรือปารีส“เดอะมอลล์ กรุ๊ป” เป็นรีเทลเจ้าแรกที่กล้าทำโดยเริ่มจาก “ดิ เอ็มโพเรียม” 2 แสนตารางเมตรบนพื้นที่ 10 กว่าไร่

“วันนั้นเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นได้ไหมทุกคนบอกว่า“เจ๊ง” แน่ เพราะเปิดขึ้นมาในช่วงของ Financial Crisis แต่เรา “กล้า” เพราะรู้ว่า Residential ที่นี่ “รวย” ความโชคดีคือ Financial Crisis ทำให้คนไทยกลับเข้ามาช้อปปิ้งในประเทศและนักท่องเที่ยวยิ่งแฮปปี้เพราะราคาสินค้าถูกลง

ทราฟฟิกในตอนนั้นจึงเทมาที่นี่ 17 ล้านคนภายใน 2 ปีและรายได้เติบโต 30% ทุกปี เพราะเราได้ของในราคาเก่า สิ่งที่ตามมาคือสินค้าลักซัวรี่ขายกัน “ระเบิดเถิดเทิง” เราดึง LOUIS VUITTON เข้ามาเป็นแบรนด์แรก เราได้ CHANEL ก่อนไต้หวันและมาเลเซีย ตามมาด้วย Hermès และแบรนด์อื่นๆ เพราะฉนั้นที่นี่คือคำว่า “ห้างไฮโซ” ที่แรก

ประมูลชนะ “เซ็นทรัล” ปั้น “พารากอน”

หลังจาก “ดิ เอ็มโพเรียม” ซัคเซสอย่างสวยงาม “ศุภลักษณ์” เดินเครื่องขยายอาณาจักร “ลักชัวรี่มอลล์” แห่งที่ 2 สยามพารากอน (Siam Paragon) พื้นที่ 60 กว่าไร่บนถนนพระรามที่ 1 ภายใต้การร่วมทุนกับ สยามพิวรรธน์

“ตอนนั้นเราถูกเชิญให้เข้าประมูลที่ดินทั้งที่ดิน “เซ็นทรัลเวิลด์” และที่ดิน “พารากอน” แต่เราเลือก พารากอน เพราะทำเลนี้เป็นจุดตัดของรถไฟฟ้า 2 สาย ซึ่งเราชนะประมูลด้วย 4 คำคือ

  • Jewel of Asia เราจะสร้างที่นี่ให้เป็นอัญมณีที่ล้ำค่าของเอเชีย
  • Retail & Entertainment Phenomenon หรือปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
  • เราจะเป็น Heritage of Thai
  • The pride of Siam คือความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน”

“ศุภลักษณ์” ยังบอกอีกว่า “ไม่มีตึกไหนที่สามารถคืนทุนตั้งแต่วันที่เปิด” เพราะ พารากอน สามารถคืนทุนตั้งแต่วันแรกที่เปิดบริการ มีทราฟฟิกกว่าล้านคนใน 2 วันแรก จนกลายเป็นศูนย์การค้าอันดับ 1 ของประเทศไทย มีชื่อเสียงระดับโลกและเป็น Phenomenon ของจริง

กลับชัยภูมิเก่าสร้างย่านใหม่ดึงนักท่องเที่ยว

หลังจาก “พารากอน” ประสบความสำเร็จแล้ว “ศุภลักษณ์” หันกลับมามองชัยภูมิเก่าอีกครั้ง เพราะต้องยอมรับว่า “เอ็มโพเรียม” เป็น Stepping stone ของพารากอน “ถ้าไม่ มีเอ็มโพเรียม พารากอน จะเกิดได้อย่างไร เราสร้างที่นี่ตอนเกิด IMF นอกจากจะไม่เจ๊งแล้วกลับขายดีมาก เพราะฉะนั้นแบรนด์ Hi-End เชื่อมือเรา”

อีกหนึ่งเหตุผลที่ “ศุภลักษณ์” ให้น้ำหนักกับโลเคชั่นนี้เพราะมองว่า“อโศก” เป็นจุดเดียวที่เป็นจุดตัดรถไฟฟ้า BTS และ MRT กินรอบกรุงเทพฯเป็นวงแหวนและขยายออกไป เป้าหมายของศุภลักษณ์ คือ ทำจุดนี้ให้เหมือน “สี่แยกราชประสงค์” ที่เชื่อมสกายวอล์คตั้งแต่ “มาบุญครอง” ยาวถึง “เซ็นทรัลเวิลด์” กลายเป็นหนึ่งย่าน

“โลเคชั่นนี้มีทราฟฟิกเยอะมากจากรถไฟฟ้า 2 สายและแวดล้อมไปด้วยโรงแรม 5 ดาว ออฟฟิศ โรงเรียน มีประชากรคนไทย 85% ต่างชาติ 10% และ Expat อีก 5% เพราะฉะนั้น destination หรือย่านจึงสำคัญมาก ถ้าเราสามารถสร้างย่านใหม่ที่เป็นไลฟ์สไตล์ที่ไม่ต้องมีคนเยอะแต่กำลังซื้อมหาศาล เป้าหมายของเราคือ สร้างย่านนี้ขึ้นมาเพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้ได้ 35% ขณะที่พารากอนและไอคอนสยาม มีสัดส่วนนักท่องเที่ยว 50% และคนไทย 50%”

อย่างไรก็ตาม ศุภลักษณ์ มองว่าโจทย์ของที่นี่คือ “ไม่มีจุดที่ดึงดูด” มีแค่ Terminal 21 แต่อีกหนึ่งความโชคดีคือการมี ศูนย์สิริกิติ์ 3 แสนตารางเมตรซึ่งมีการจัด conversion ตลอดทั้งปีแถมเชื่อมกับลุมพินีและ One Bangkok แต่จุดอ่อนคือที่จอดรถน้อยทำให้คนต้องเดินทางโดยรถไฟฟ้า

หากสามารถเชื่อมสกายวอล์คจากอโศกมาถึง Em District ระยะทาง 400 เมตรได้จะเจอกับรถไฟฟ้าสายสีเทาจากทองหล่อไปถึงเอกมัย รามอินทรา ตัดรัตนาธิเบศร์ ตัดลาดพร้าว-ดินแดง เพราะฉะนั้นที่นี่เป็นทำเลที่สุดยอดและสร้างย่านได้

“เราจะต้องสร้าง “Em District” ให้เป็นย่านใหม่ให้ได้ เพราะที่นี่ใหญ่มากรวม 3 ตึกมากกว่า 6 แสนตารางเมตร สิ่งที่เราทำคือดึงแบรนด์ต่างๆเข้ามา ทำให้เมืองไทยกลายเป็นแหล่งที่นักช้อปทั่วโลกเข้ามาจับจ่าย เราจึงตั้งธงทำเป็น Flagship Store ของทุกแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น LOUIS VUITTON,Gucci , Dior,CHANEL ,Cartier และอื่นๆ ทุกแบรนด์ขยาย 2 เท่า เพราะฉนั้นนอกจากLuxuryจะมาเต็มๆแล้ว เรากยังมีดีพาร์ทเมนต์สโตร์ที่สมบูรณ์แบบ”

3 จิ๊กซอว์ประกอบร่าง Em District

Em Distric ประกอบด้วย 3 ศูนย์การค้า ได้แก่ ดิ เอ็มโพเรียม ดิ เอ็มควอเทียร์ และดิ เอ็มสเฟียร์ ให้สมบูรณ์ในอนาคต โดย ดิ เอ็มโพเรียม จะมีการพัฒนาและปรับปรุง Renovation โดย ดิ เอ็มโพเรียมจะเป็น LUXURY INSTITUTE ความเป็นที่สุดแห่งความหรูหรา และ ดิ เอ็มควอเทียร์ จะเป็น CUTTING EDGE LUXURY & HYBRID ความลักซ์ชัวรี่ที่เหนือระดับ มีความเป็นเอกลักษณ์ของไลฟ์สไตล์

ในขณะที่ ดิ เอ็มสเฟียร์ เป็น ฟิวเจอร์ รีเทล เมื่อรวม 3 ศูนย์การค้าเข้าด้วยกัน Em District จะเป็นศูนย์การค้าแห่งอนาคตที่สมบูรณ์แบบ ที่สามารถขับเคลื่อนถนนสุขุมวิท ให้เป็นย่านการค้าสำคัญ ดังเช่น ย่านการค้าสำคัญในหลายประเทศ เป็นสิ่งใหม่ในอุตสาหกรรมรีเทลที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

“ดิ เอ็มโพเรียมจะเป็นแฟลกชิพของแบรนด์เนมและมี Department Store ที่สมบูรณ์แบบ ส่วน ดิ เอ็มควอเทียร์จะเน้น Fashion และ Dining และสุดท้าย ดิ เอ็มสเฟียร์ เราจะทำที่นี่ให้เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว เป้าหมายไม่ใช่ให้มาช้อปปิ้ง แต่ให้นักท่องเที่ยวมา กิน เที่ยว เปรี้ยว มันส์ เราเปิดบริการยาวถึงตี 3 ที่นี่จะเป็น The World Class Entertainment Hub of South East Asia เรามีทั้งร้านอาหาร แหล่ง hang out อย่างดี มีคลับ มีคอนเสิร์ต เราลงทุนเทคโนโลยีด้านความบันเทิงเช่นจอ LED 3D ,อารีน่าขนาดใหญ่กลางเมือง

ร้านค้าที่จะเปิดที่นี่ต้องเป็นร้านใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนหรือคอนเซ็ปต์ใหม่ “ถ้าไม่ใหม่ไม่ได้ ถ้าไม่ว้าวเราไม่ให้” นอกจากนี้เรายังดึง IKEA เข้ามากว่า 15,000 ตารางเมตรใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นเราจะกลายเป็นสวรรค์ของ Shopping Center”

Calling the world สร้างประสบการณ์ใหม่ที่โลกเรียกหา

ศุภลักษณ์ให้เหตุผลการวางโพซิชันนิ่ง “ดิ เอ็มสเฟียร์” ให้เป็น“World Class Entertainment Hub” เพราะ ตลาด Entertainment มี margin สูงมาก“ตอนนี้ขายแหล่งแฮงเอาท์ ขายเครื่องดื่มง่ายกว่าขายเสื้อผ้า เพราะคนอยากมาเที่ยว แฮงเอาท์ เจอเพื่อน” จุดสำคัญคือการสร้าง Entertainment โดยใช้คำว่า Creative economy ในการสร้างสรรค์

“Art และ Entertainment ต้องดีคนถึงจะมาเที่ยว เราจึงจะสร้างปรากฏการณ์ BANGKOK CALLING THE WORLD พร้อมด้วยอภิมหาปรากฏการณ์เฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 1 ธันวาคม ด้วยงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ฉลองร่วมกันทั้ง Em Distric

เพราะที่นี่เป็นประสบการณ์ใหม่ที่โลกเรียกหา เมืองไทยจะต้องเป็นมหานครที่ไม่หลับไหล Entertainment เป็น magnet เดียวที่ช่วยการท่องเที่ยวเมื่อ Entertainment อยู่ดึกจะช่วยทั้งโรงแรม ร้านอาหาร คอนโด รถยนต์และอุตสาหกรรมอื่นจะดีขึ้นแต่ทุกอย่างต้องเริ่มจาก Shopping Paradise เหมือนดูไบ”

สถานีถัดไป “Bangkok Mall” บิ๊กโปรเจ็ก “สร้างเมือง”

สำหรับบิ๊กโปรเจ็คต่อไป ศุภลักษณ์ ประกาศว่า จะไม่ใช่แค่สร้างย่านแต่เป็นการ “สร้างเมือง” นั่นคือ Bangkok Mall ล้านตารางเมตรใหญ่ที่สุดในเอเชีย จะเป็นเมนใหญ่ที่รับคน เพราะจุดนี้มีรถไฟฟ้าสีเทาเข้าสนามบินสุวรรณภมูิ ที่นี่จะเป็น Red Ocean ในอนาคต และเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากของประเทศ

Concept ของ Bangkok Mall คือเป็นเมืองของเมือง ความโชคดีอีกชั้นคือสถานีแรกของรถไฟฟ้าจะต้องเดินผ่าน Bangkok Mall นั่นหมายถึงทราฟฟิกมหาศาล

“ Em District” เราสร้าง “ย่าน” แต่ที่นี่เรากระโดดมาสร้าง “เมือง” และตาม Road Map เราคิดเผื่อ SME ให้มีช่องทางการขายสินค้าดังนั้นที่นี่จะมีสินค้าและร้านค้าของ SME กว่า 7,000 รายที่จะขึ้นห้างที่นี่ที่แรก”

เบื้องต้นคาดว่าจะเปิดบริการได้ประมาณปี 2026-2027 เพราะโครงการนี้กินเวลามา 7 ปี ดีเลย์จากโควิดมา 3 ปี ซึ่งตามกำหนดเดิม จะต้องเปิดก่อนโควิด แต่ถือว่าเป็นความโชคดีที่ไม่เสร็จเพราะถ้าเปิดในช่วงนั้นเราตายแน่เจอโควิดอยู่ไม่ได้ ”

นับว่าเป็นวิชั่นที่ท้าทายความสามารถของ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” อย่างมาก ทั้งการสร้างย่าน และ การสร้างเมือง ท้ายที่สุดแล้ววิชั่นนี้จะเห็นรูปธรรมหรือเป็นเพียงฝันหวานของผู้บริหารก็คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...