โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เยว่เฉียน นางร้ายผู้ถูกเนรเทศ (จบแล้ว) (ติดเหรียญวันที่ 1 เม.ย. 66 )

นิยาย Dek-D

อัพเดต 16 ก.พ. 2567 เวลา 14.31 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. 2567 เวลา 14.31 น. • suratiptk
สตรีผู้เป็นนางร้ายที่คนทั้งเมืองหลวงต่างเกลียดชัง คู่หมั้นก็ไม่ใส่ใจ สุดท้ายยังทำผิดจนถูกเนรเทศให้เเต่งงานกับชาวบ้านที่ยากจนในเขตชนบทเพื่อลงโทษ เเต่ก็นะ ทั้งหมดนั่นน่ะ…ล้วนเป็นผลจากเเผนของนางเอง!!

ข้อมูลเบื้องต้น

สวัสดีค่ะ รี้ดที่น่ารักทุกท่าน

เปิดนิยายเรื่องใหม่ ท้าทายตัวเองอีกครั้งด้วยการเเต่งเเนวที่ต่างออกไปจากเดิม >//<

เรื่องนี้เป็นเเนวเกิดใหม่มาอยู่ในโลกนิยายที่นางเป็นนางร้ายของเรื่อง จุดจบยากลำบากด้วยการถูกเนรเทศจากเมืองหลวงที่เเสนสบายไปเป็นชาวไร่ชาวนาที่ชนบท มีสามีเป็นชาวบ้านธรรมดา ผู้คนต่างคาดเดาว่านางต้องทรมานใจหนักหนา จากคุณหนูสกุลใหญ่กลายเป็นชาวบ้านยากไร้

เเต่ใครจะรู้ว่านางตั้งตารอวันนี้มานานเเล้ว…

ชีวิตที่สงบสุขในชนบทกับสามีที่รักเดียวใจเดียว นี่ย่อมเป็นความปรารถนาของนางเเล้ว ก็นะ…ใครจะสนผู้ชายหลายใจที่เเม้จะเป็นเเม่ทัพผู้เกรียงไกรก็ไม่ได้กลบข้อเสียนี้ไปได้

นางขอเป็นสตรีที่ทุกคนเข้าใจว่าต้องลำบากเเสนเข็ญ เเต่กลับอยู่อย่างสบายใจไม่ต้องสู้รบปรบมือกับใครดีกว่า วันๆอยากจะปลูกผัก ทำสวนทำไร่ เลี้ยงไก่ไว้หลังบ้าน เท่านั้นก็พอแล้ว…

ทว่า….นางไม่ได้รู้เลยว่าการที่ตนเองได้มาอยู่ในร่างของนางร้ายคนนี้ สุดท้ายเเล้วเส้นทางชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

มาคอยเอาใจช่วยนางร้ายคนนี้ให้ผ่านวิกฤติเลวร้ายทั้งหมด เพื่อที่จะได้อยู่สงบสุขกับสามีไปพร้อมๆกันนะค้าาา

ขอบคุณค่า <3

ปล. หากไม่ชอบใจอย่างไรก็อย่าด่ากันเลยนะคะ ฝากเป็นกำลังใจให้กันดีกว่าเน้ออออ กราบบบบบ T … T

บทนำ

บทนำ

แสงไฟจากตะเกียงตกกระทบกับใบหน้าหมองคล้ำและหยาบกร้าน ดวงตาคู่คมจ้องมองกันใต้แสงไฟคล้ายกับว่าจะให้บรรยากาศที่อ่อนโยนและนุ่มนวล อย่างไรก็ตามมันกลับเกิดสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงเสียนี่

ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่ส่องประกายใต้ความแข็งกระด้างจับจ้องมายังร่างเล็กๆของภรรยาตัวน้อยของตนเองราวกับต้องการรับรู้ให้ถึงเบื้องลึกในใจของอีกฝ่ายให้ได้ กระนั้นร่างบางก็ยังไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแม้เพียงคำเดียว

นางนั้นนับว่าเป็นหญิงงามคนหนึ่ง อย่างไรก็ตามชีวิตของนางไม่ได้ดีเหมือนใบหน้าที่งดงามนี้เลย ฉายา “นางมารร้ายฉิน” ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ชื่อเสียงของนางเป็นที่เล่าลือกันอย่างมากในเมืองหลวง ใครๆต่างก็เกลียดชังผู้หญิงคนนี้ กระทั่งครอบครัวของนางเองก็ยังส่งนางมาเป็นภรรยาแก่ชาวนาผู้ยากไร้เป็นการลงโทษที่ทำให้วงตระกูลเสียชื่อเสียง

เพื่อแลกกับเงิน 100 ตำลึงซึ่งถือว่ามากมายสำหรับคนจนอย่างเขา “มู่เหิง” ไม่มีทางเลือกนอกจากเสนอตัวเข้าไปรับนางมารร้ายผู้นี้มาเป็นภรรยา จำได้ว่าเมื่อตอนกลางวัน หญิงสาวนางนี้นั้นได้อาละวาดอย่างหนักจนทำให้ต้องพ่นยาสลบให้นางจึงจะพาขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวมาที่บ้านของเขาได้

ไม่คาดคิดว่าหลังจากที่นางตื่นขึ้นมาแล้ว นอกจากท่าทางสงบเงียบอย่างที่เป็นอยู่นี้ ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้เชื่อมโยงไปถึงนางมารน้อยฉินได้อีกเลย เพราะแบบนั้นทำให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าสามีหมาดๆที่เตรียมใจจะรับศึกหนักกลับแปรเปลี่ยนเป็นทำตัวไม่ถูกแทน

“เจ้า มีอะไรจะพูดหรือไม่” น้ำเสียงใสราวกับระฆังแก้วเป็นผู้เอ่ยขึ้นมาก่อน สายตาของนางมองเขาอย่างเรียบเฉยเหมือนกับว่าไม่ได้รู้สึกรำคาญหรือรังเกียจเหมือนกับที่เคยแสดงออกมาก่อนหน้านี้

มู่เหิงอึกอักเล็กน้อย แต่ในฐานะผู้นำของบ้าน เขาเองก็เป็นคนเข้มแข็งคนหนึ่งเหมือนกัน แม้ว่าจะเจอสถานการณ์ไม่คาดคิด เขาก็ยังควบคุมอารมณ์ของตนให้เย็นลงได้

“เรื่องการแต่งเจ้าเข้าเป็นภรรยา ข้าต้องขออภัยแก่เจ้าที่ทำเช่นนี้ บิดาของเจ้าเป็นผู้เสนอเงิน 100 ตำลึงซึ่งจะทำให้ครอบครัวของข้าอยู่ได้อย่างสุขสบายไป 10 ปี ตัวข้านั้นมีน้องสาวที่ร่างกายอ่อนแอและขาดอาหาร น้องชายที่กำลังโตและเขาควรจะได้เรียน

ดังนั้นแม้ว่าข้าจะรู้สึกผิดที่เป็นอีกคนที่ร่วมทำร้ายเจ้า แต่ข้าก็ตั้งใจทำเช่นนี้ ถึงอย่างนั้นข้าที่ได้ชื่อว่าสามีขอสัญญาว่าจะดูแลเจ้าให้ดี ทำให้เจ้ามีความสุขที่ได้อยู่กับข้า ขอเพียงเจ้าไม่สร้างปัญหาให้พวกเราพี่น้องก็พอแล้ว” ชายหนุ่มวัย 20 ปีกว่าๆกล่าวออกมาอย่างจริงจัง

ท่าทางเช่นนั้นดูโตกว่าวัยอย่างมาก และมันก็ทำให้เขาดูหล่อเหลาขึ้นมาไม่น้อยเลยในสายตาของนางมารร้ายเช่นนาง

“อืม เจ้าพูดจบแล้วหรือไม่” ฉินเย่ว์อินเอ่ยถามอีกคำ

บุรุษผู้เป็นสามีในนามพยักหน้ารับ เขารู้ว่านางถามเช่นนี้เพราะหลังจากนี้นางจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นบ้างแล้ว แน่นอนว่าเมื่อเห็นท่าทางสงบของนาง เขาเองก็อยากรู้ว่านางจะกล่าวอะไรกับตนเองเช่นกัน

“เช่นนั้น ข้าขอพูดบ้างได้หรือไม่” ไม่ต้องรอให้มู่เหิงอนุญาต ท่าทางของหญิงสาวก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา

“สำหรับเรื่องเงิน 100 ตำลึงนั้นข้าไม่ยุ่งเกี่ยว เจ้าจะเอาไปทำอะไรก็เป็นสิทธิของเจ้าแล้ว แต่ตามกฎของบ้านเมืองเรื่องสินเดิมนั้นยังเป็นของข้าเพียงผู้เดียว แม้จะเป็นสามีภรรยากันแล้ว ข้าก็ไม่ได้มีหน้าที่อันใดที่ต้องใช้ของของข้าเพื่อเจ้า น้องๆของเจ้า หรือญาติๆของเจ้า”

“เรื่องนั้นข้าย่อมรู้ดี จะไม่กวนใจเจ้าแน่” เขากล่าวออกมาอย่างจริงจัง

“ดี นี่ไม่ใช่เพราะข้าหวงข้าวของของข้าหรอกนะ แต่ข้าแค่ต้องการระบุเสียตั้งแต่ตอนนี้ ภายหลังหากพวกเจ้าลำบากแล้วจะมากดดันเอาจากข้าไม่ได้เด็ดขาด” ดวงตาเรียวเล็กของนางหรี่ลงอย่างจริงจัง

ไม่ใช่ว่าไม่เคยอ่านนิยายเกี่ยวกับยุคสมัยโบราณเสียเมื่อไร พอตนเองต้องมาอยู่ในยุคที่สามีเป็นใหญ่ ไหนจะยึดความกตัญญูจนเหมือนคนโง่นี่อีก นางไม่อาจจะทนได้ถ้าต้องละลายทรัพย์สินไปกับพวกญาติๆเห็นแก่ตัวทั้งหลาย

เอาเถอะ ถ้าคนไหนที่นางอยากจะช่วย นางก็พร้อมช่วย ตอนนี้ก็แค่ขู่ให้เขาหวาดกลัวเอาไว้ก่อน

“ต่อไปเป็นคำขอของข้า ไม่ว่าเรื่องในบ้านจะเป็นอย่างไร ออกไปข้างนอกเจ้ากับน้องๆจะต้องพูดว่าข้ามิเต็มใจจะอยู่ที่นี่ ต้องพูดว่าข้านั้นมีปัญหากับทุกคนและสร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน ถ้าคนที่เจ้ารู้จักไม่เชื่อเจ้าแล้วอยากจะมาที่นี่ ข้าจะอาละวาดพวกเขาให้กระเจิงโดยไม่ไว้หน้าว่าพวกเขาเป็นใคร”

เมื่อฉินเยว่เฉียนพูดประโยคนี้ มู่เหิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ

“เจ้าจะทำเช่นนั้นเพื่ออะไร?”

“ข้อสาม อะไรที่ข้าทำนั้นไม่ต้องมีเหตุผลให้พวกเจ้า ข้อสุดท้าย…ถ้าเป็นไปได้ พวกเราก็ต่างคนต่างอยู่ ข้าไม่ไว้ใจเจ้า และเจ้าก็ไม่ต้องมาไว้ใจข้า ตัวข้าและเจ้าไม่ได้รักใคร่กันถึงขนาดจะมาเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียว ขอแค่ต่างคนต่างอยู่อย่างสงบก็พอ ตกลงหรือไม่”

หญิงงามกล่าวออกมาอย่างเผด็จการ แม้ว่าบางอย่างจะไม่ถูกใจมู่เหิงอยู่บ้างเพราะว่าอย่างไรพวกเขาก็ถือเป็นสามีภรรยากันแล้ว ตัวเขานั้นยึดถือธรรมเนียมเหมือนบิดามารดาที่รักใคร่กลมเกลียว มีอะไรก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่เสมอมา โชคร้ายที่โรคร้ายพรากพวกท่านไปพร้อมกันเลย ทิ้งให้เขาและน้องๆอีกสองต้องดูแลกันเองตั้งแต่ยังเล็ก ไม่อย่างนั้นจะลำบากขนาดนี้หรือ?

กระนั้นเขาก็รู้ว่านางหาได้เต็มใจไม่ หญิงงามตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงต้องมาแต่งให้คนไร้ค่าที่ยากจนเช่นเขา หากนางมีความสุขดีนั่นสิถึงจะน่าประหลาดใจ ตัวเขาเองก็ยังสงสารนางอยู่ไม่น้อย แต่เพื่อเงินก้อนนั้นจำเป็นต้องทำร้ายนางทางอ้อมเช่นนี้

สตรีแต่งออกมาแล้วเหมือนน้ำโคลนที่ถูกสาดออก หลังจากนี้ต่อให้หย่าขาด นางก็ยังเป็นฝ่ายเสียหายอยู่ดี

มู่เหิงเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่งไม่คิดจะไร้ความรับผิดชอบขนาดนั้น เขารู้ว่าหลังจากแต่งนางเข้าบ้านก็จะต้องดูแลนางให้ดีที่สุด ต่อให้นางจะร้ายกาจเหมือนข่าวลือหรือไม่ เขาก็สาบานต่อหน้าหลุมศพของบิดามารดาแล้วว่าจะไม่ทำร้ายนาง

เอาเถอะ ข้อเรียกร้องของนางก็ไม่ได้หนักหนาอะไร ตัวเขามู่เหิงนั้นไม่ได้สนใจสินเดิมของนางอยู่แล้ว

มีเงินก้อน 100 ตำลึงแล้วก็ไม่ต้องลำบากอีก ที่ผ่านมาหนึ่งปีพวกเขาทำเงินได้แค่ 2 ตำลึงเป็นอย่างมาก ปีนี้มีเงินพอส่งให้น้องชายเรียน พอเป็นค่าสินสอดไปขอแต่งงานในอนาคต และยังมีเงินเหลือพอที่จะให้เป็นสินเดิมกับน้องสาว ส่วนอาหารการกินเขาจะพยายามให้มาก ไม่ทำให้ 3 ชีวิตที่อยู่ใต้การดูแลของเขาต้องอดอยากโดยเด็ดขาด

“ข้าตกลง” หลังจากคำพูดของมู่เหิงดังขึ้น ฉินเยว่เฉียนก็ถอนหายใจออกมา

นางลุกขึ้นยืนในแสงไฟสลัวๆนี้ ยื่นมือบางๆมาตบบ่าของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางก๋ากั่นเกินหญิง ทว่ารอยยิ้มที่ปรากฏออกมานั้นกลับงดงามมากจนทำให้มู่เหิงหยุดหายใจไปชั่วขณะหนึ่งเลย

“ดี หลังจากนี้มาอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเถอะ เฮ้อ….ว่าแต่พวกเจ้าพี่น้องกินอะไรหรือยัง ขนมมงคลที่ปกติจะมีในวันแต่งข้าก็ทำลายเกลี้ยงแล้ว เดี๋ยวจะหาอะไรร้อนๆมาให้นะ พวกเจ้าสองคนก็ออกมาด้วยสิ” เยว่เฉียนกวักมือไปทางประตู

มู่เหิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเขาเพิ่งสังเกตเห็นเงาทั้งสองที่ซ้อนทับกัน

“พวกเจ้ามาแอบฟังข้าคุยกันงั้นหรือ” น้ำเสียงเข้มงวดตามฉบับของพี่ชายคนโตดังขึ้น

เด็กน้อยทั้งสองอยากจะซ่อนตัวตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ทั้งสองจึงค่อยๆเดินออกมาด้วยท่าทางหวาดกลัว

“ไม่มีมารยาทเช่นนี้รู้หรือไม่ว่าต้องทำเช่นไร”

“หวนเอ๋อร์จะไปเอาไม้เรียวมาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะพี่ใหญ่” เสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความกลัว และน้ำตาที่ไหลรินออกมา

นี่เป็นเสียงของเด็กสาวตัวน้อยที่ผูกผมด้วยผ้าสีแดงอันเป็นสีมงคลเนื่องจากวันนี้เป็นวันแต่งงานของพี่ใหญ่ที่นางรักมากที่สุด ร่างเล็กๆที่แม้จะกลัวแค่ไหนแต่ก็ไปหยิบไม้เรียวยาวเท่าแขนออกมา

สมัยนี้การสั่งสอนก็คือการตีให้หลาบจำ แม้ว่าเยว่เฉียนจะไม่ชอบใจ ทว่านางกล่าวออกมาแล้วว่านางจะไม่ยุ่งเรื่องของพวกเขา ดังนั้นนอกจากขมวดคิ้วไม่พอใจแล้ว ก็ไม่ได้เอ่ยปากห้ามปรามแต่อย่างใด

“พี่ใหญ่ขอรับ เป็นข้าที่บอกให้น้องมาด้วยกันทั้งๆที่น้องกำลังจะเข้านอนแล้ว หากพี่จะสั่งสอนก็ใช้ไม้เรียวของท่านกับเสี่ยวหานเถอะขอรับ”

หนุ่มน้อยอายุไม่ต่างกับน้องสาวกล่าวออกมาอย่างกล้าหาญ ตัวเขายังมองไม้เรียวด้วยท่าทางสั่นเทาอยู่เลย ทว่ากลับออกมาปกป้องน้องสาวเสียแล้ว ช่างกล้าหาญจริงๆ

“ไม่ต้องออกรับแทนกัน ทำผิดก็ต้องรับผิดทั้งคู่ มาทั้งสองคน” มู่เหิงลุกขึ้น รับไม้จากหวนเอ๋อร์ผู้เป็นน้องสาวคนเล็ก

เสี่ยวหานเข้ามาก่อน เขากัดฟันแน่นแล้วกอดอกเพื่อรับการสั่งสอนจากพี่ชายครั้งนี้ ส่วนหวนเอ๋อร์ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความกลัวทั้งยังสงสารพี่ชายที่จะโดนตีเป็นคนแรกอีกด้วย

…………………………………………….

เปิดตอนเเรกมา หวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ

>///<

เยว่เฉียน ตอนที่ 2

ตอนที่ 2

มู่เหิงแม้ว่าจะสงสาร ทว่าเขารู้ดีว่าไม่อาจจะปล่อยให้น้องๆเสียมารยาทได้ เขาเป็นพี่ใหญ่ต้องสั่งสอนคนให้ดี หากอนาคตน้องเติบโตมาเป็นคนไม่ดี นั่นย่อมเป็นความผิดของเขา เหมือนกับที่พ่อแม่มักจะสั่งสอนเขาให้หลาบจำ เด็กๆต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำได้ อะไรคือสิ่งที่ทำไม่ได้

การสั่งสอนทั้งสองให้รู้ความ นี่เป็นหน้าที่ของเขา!

ชายหนุ่มเงื้อมือขึ้น ไม่ได้ลงแรงเต็มที่ขนาดนั้น ทว่าสำหรับเด็กน้อยแล้วมันก็ต้องเจ็บมากๆอยู่ดี เยว่เฉียนที่มองดูอยู่กลั้นใจไปชั่วขณะหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากห้าม

“วันนี้วันมงคล ท่านจะทุบตีคนในบ้านตั้งแต่วันแรกที่ข้าก้าวเข้ามาเลยหรือ?”

น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่เจือไปด้วยอารมณ์เย้ยหยันสมกับเป็นมารร้ายตนหนึ่งดังขึ้น คำพูดของนางไม่ได้ก้าวก่ายเรื่องราวของสามพี่น้องที่ต้องการสั่งสอนกันอย่างที่นางได้เอ่ยปากเอาไว้ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน

ทว่าเมื่อเห็นเด็กสองคนร้องไห้กอดกันกลมเช่นนี้ นางก็อดที่จะสงสารไม่ได้จริงๆ

อีกอย่าง ในโลกที่นางจากมาได้พิสูจน์แล้วว่าการรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตีนั้นไม่ได้ผลเสมอไป ลองไปไล่ดูก็ได้ว่าคนในหมู่บ้านนี้มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่ได้สอนด้วยการทุบตีบ้าง แน่นอนว่าหาไม่ได้เลย

ยุคสมัยนี้ทุกคนใช้กำลังสั่งสอนลูกเต้าเพื่อหวังให้เขาได้ดีทั้งนั้น แล้วทำไมผลจึงยังมีโจรอยู่?

นั่นหมายถึงว่าการตีสั่งสอนหรือการใช้กำลังนั้นไม่ได้เป็นที่มาของการที่เด็กสักคนจะเป็นคนดี

“ข้า…” มู่เหิงชะงักไปเล็กน้อย จริงอย่างที่นางกล่าวออกมาจริงๆ วันนี้แม้ว่านางจะไม่ได้เต็มใจแต่งงานด้วยกับเขา ทว่าก็ยังถือว่าเป็นวันมงคลของพวกเขาทั้งสองคน เป็นวันมงคลแรกของบ้านเล็กๆนี้ที่ไร้ซึ่งบิดามารดา

แม้ว่าจะอยากจะสอนเด็กทั้งสองให้รู้ว่าทำผิดที่มาแอบฟังผู้ใหญ่คุยกันอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังให้เกียรติสมาชิกคนใหม่ในบ้าน

“วันนี้จะว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น แต่อย่าให้มีครั้งต่อไปอีก ผู้ใหญ่คุยกันในบ้าน ถ้าไม่ได้อนุญาตให้เข้ามาฟังแล้วก็อย่ามาแอบฟังอีก มันคือมารยาท เข้าใจหรือไม่”

“ขะ เข้าใจแล้วขอรับ / เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” สองเด็กน้อยประสานเสียงกัน รู้สึกเหมือนกับว่าจะรอดตายไปหนึ่งครั้ง

ทั้งสองคนมองพี่สะใภ้ที่ใครๆก็บอกว่าเป็นมารร้ายด้วยสายตาเคลือบแคลง ทว่าเมื่อเห็นสายตาของพี่ชาย พวกเขาก็ต้องเก็บสายตาของตนเองกลับไป

สมาชิกคนใหม่ของบ้านรู้สึกขบขันเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา นางเดินไปที่กองสินเดิมของตนเองที่อยู่เต็มห้องหนึ่ง มีทั้งตั๋วเงินจากมารดาที่ร่ำไห้แทบขาดใจ มีเงินทองอีกเป็นหีบ มีเสื้อผ้าอาภรที่ดีที่สุด มีสมุนไพรบำรุงและของล้ำค่าอีกมากมาย

ไม่ต้องบอกเลยว่าทำไมนางถึงได้กลายเป็นนางมารร้ายง่ายดายขนาดนี้

นั่นเพราะนางนั้นได้รับการตามอกตามใจมากที่สุด ส่วนใหญ่แล้วมาจากคนเป็นมารดาผู้นี้ หากไม่ใช่ว่าบิดาสั่งห้ามไม่ให้ส่งต่อร้านค้าในมือของนางเพื่อเป็นการลงโทษ คาดว่าตอนนี้นางคงได้สิทธิในการจัดการร้านค้าสัก 20-30 แห่งในเมืองหลวงไปแล้ว

แต่เอาเถอะ….ได้มาเท่านี้ก็ถือว่ามากมายแล้ว

หญิงสาวตัวเล็กจัดแจงข้าวของให้เข้าที่เข้าทาง ตั๋วเงิน 6 หีบที่วางอยู่ หลังจากที่นางแตะไปที่มันแล้วก็หายไป 4 หีบ เหลือทิ้งไว้ 2 หีบเพื่อไม่ให้มันดูประหลาดใจ ข้าวของเครื่องใช้มากมายหายไปอีกอย่างละครึ่ง โดยเฉพาะเครื่องประดับเล็กๆที่ไม่มีคนเห็นตอนแรกนั้นถูกเก็บเข้าไปหมด เหลือทิ้งไว้เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

หลังจากนั้นผ้าห่มผ้านวมเบาะปูนอนนุ่มนิ่มอันใหญ่โตก็ปรากฏขึ้นแทนที่ หากมองรวมๆแล้วเหมือนข้าวของมากมายนั้นจะอยู่เท่าเดิมเพราะขนาดของมันใหญ่มาก เท่านี้ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นอีกว่ามูลค่าสินเดิมนั้นหายไป ถ้าไม่ใช่มารดาที่เป็นคนจับข้าวของยัดมาเองย่อมไม่รู้ว่ามีอะไรแตกต่าง

“มู่เหิง มาช่วยทางนี้หน่อยได้หรือไม่”

หลังจากที่จัดแจงจนไม่รู้ว่ามีอะไรต่างไปจากเดิมแล้ว นางก็ส่งเสียงเรียกหาคนเป็นสามีเพื่อให้เขามาเป็นพยานสายตาทันที

มู่เหิงที่อบรมสั่งสอนเด็กๆอยู่ก็แทบจะลุกพรวดพราดออกมาด้วยความตกใจ เขาไม่ชินกับเสียงหวานที่ร้องเรียกเขาอยู่ในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย เด็กๆทั้งสองเองก็ส่งสายตาหาพี่ชายว่าพวกเขาตามมาด้วยได้หรือไม่ มู่เหิงคาดว่าไม่ได้มีอะไรจึงพยักหน้าให้ทั้งสองคนตามมาด้วย

ภาพที่ทั้งสามเห็นก็คือหญิงงามผู้หนึ่งกำลังแบกผ้าห่มผืนหนาที่ดูอย่างไรก็น่าจะเป็นของล้ำค่าอย่างมากขึ้นมา ตรงพื้นยังมีเบาะสีขาวสะอาดอีกชิ้นด้วย

“เจ้าช่วยข้าแบกเบาะนอนไปได้หรือไม่ ผ้าห่มผ้าปูและหมอนพวกนี้ข้าจะยกไปเอง” เยว่เฉียนเห็นเขามาพร้อมเด็กๆก็เอ่ยใช้งานทันที

อันที่จริงต่อให้นางยกเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร นี่เป็นที่นอนสปริง มันไม่ได้หนักขนาดนั้น ไม่เหมือนที่นอนนุ่นและขนเป็ดที่จะหนักมาก แถมไม่นุ่มขนาดนี้ด้วย

“เอ่อ ได้สิ” เขากล่าวก่อนจะถกแขนเสื้อเตรียมจะยกของหนัก กระนั้นเมื่อได้ยกมันขึ้นมาแล้วก็พบว่าน้ำหนักของมันค่อนข้างเบามากๆ เขาเลิกคิ้วด้วยความสนใจ

“พี่สะใภ้ ให้พวกเราช่วยยกหมอนไปดีหรือไม่เจ้าคะ” เด็กสาวตัวน้อยขันอาสา

เยว่เฉียนมองดูทั้งสองคนที่พยักหน้าหงึกหงักก่อนจะให้พวกเขายกหมอนไปให้ตามที่ต้องการ ทว่าหมอนที่นางนำมานั้นเป็นหมอนใหญ่เกือบครึ่งวา เด็กสองคนจึงต้องช่วยกันเพราะไม่อยากให้มันเปื้อนเนื่องจากลากไปตามพื้นบ้าน

ห้องนอนของชายหนุ่มที่ไม่ได้ใหญ่มากนักเต็มไปทันทีหลังจากที่วางเบาะนอนของเยว่เฉียน กระนั้นห้องของเขาก็ไม่ได้มีข้าวของมากมายอยู่แล้วจึงไม่ได้ต้องยกขยับอะไรหนีเบาะนุ่มนี้

เด็กทั้งสองได้ลองจับๆตอนที่วางหมอนลง หมอนว่านิ่มจนเหมือนละลายคามือแล้ว ที่นอนก็ยังนุ่มนิ่มอีก ไม่เหมือนกับพื้นบ้านที่พวกเขาได้นอนเลย ทั้งแข็งแล้วก็ทำให้ปวดหลังด้วย นอกจากนี้ที่นอนนี้ก็ไม่เย็นเชียบจนน่ากลัว มันยังมีไออุ่นเล็กอยู่ด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นของพี่สะใภ้ และพี่สะใภ้ก็บอกกับพี่ชายไว้แล้วว่าจะไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกัน พวกเขาจะขอนอนมันสักคืน

“ขอบใจมาก อ่ะ เอานี่ไป” หลังจากที่เห็นเด็กๆพยายามยกข้าวของมาให้อย่างมีน้ำใจ เยว่เฉียนที่บอกออกไปว่าจะหาอะไรอุ่นๆให้กินก็ส่งซาลาเปาไปให้ 5 ลูก

นางทำทีหยิบออกมาจากหีบซึ่งตอนแรกมีตั๋วเงินอยู่เต็ม ทว่านางได้เปลี่ยนมันให้มีซาลาเปานับร้อยลูกอยู่ในนั้นแทนแล้ว

เด็กตาโตด้วยความตกใจ ซาลาเปาอุ่นๆพวกนี้ออกมาจากหีบที่หนักอึ้งของพี่สะใภ้ จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร ตอนแรกพวกเขาคิดว่ามันคือตั๋วเงิน แต่ที่ไหนได้มีซาลาเปาเต็มไปหมด พอเปิดหีบก็ได้กลิ่นหอมเข้าจมูก นับว่าวิเศษยิ่งนัก

“ขอบคุณขอรับ / ขอบคุณเจ้าค่ะ” เด็กน้อยสองคนที่น่ารักน่าชังยกมือไหว้ด้วยความดีใจ

พวกเขารับเอาซาลาเปาลูกใหญ่กว่าที่เคยเห็นมาทั้งชีวิตด้วยมือที่สั่นเทา พวกเขาตื่นเต้นมากๆ สายตาของเด็กน้อยมองไปยังพี่ชาย เห็นเพียงเขาขมวดคิ้วด้วยความไม่ใคร่จะพอใจเท่านั้น

“ดึกแล้ว เด็กๆไม่ได้หิว เจ้าเก็บซาลาเปานี่ไว้กินเถอะ” มู่เหิงกล่าวออกมาเสียงทุ้ม

“นี่ของตอบแทน ถ้าดึกแล้วจะไม่กินก็เอาไว้กินพรุ่งนี้ได้ ข้าบอกแล้วว่าจะไม่ยุ่งกับพวกเจ้าทั้งสามคน แต่ครั้งนี้ข้าขอแรงพวกเจ้าให้ช่วยเหลือย่อมต้องมีของตอบแทน”

ฉินเยว่เฉียนกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทว่ามู่เหิงนั้นไม่ค่อยจะพอใจเท่าไรนัก กระนั้นเขาก็ไม่ได้ห้ามน้องๆรับของมาอีก

“เอาล่ะ แยกย้ายไปนอนได้แล้ว ข้าจะจัดของต่ออีกหน่อย” เยว่เฉียนโบกมือให้ทั้ง 3 คน

สำหรับนางนั้นได้นอนกับมู่เหิงในห้องนี้ก็จริง ทว่ามีที่นอนแยกจากกันไม่ร่วมเตียงเหมือนคู่รักคนอื่นๆ ส่วนเด็กๆสองคนนั้นนอนอยู่ด้วยกันในห้องเล็กอีกห้อง เป็นห้องที่อุ่นกว่าเพราะไม่ต้องรับลมหนาว นี่เป็นความรักของพี่ชายโดยแท้จริง

“ถ้าพี่สะใภ้มีอะไรให้ช่วยก็เรียกได้เลยนะขอรับ” เสี่ยวหานรีบบอกกล่าว

อย่างไรซาลาเปานี้ก็มีค่ามากเกินไป พวกเขาสามารถกินได้ทั้งวันหรือจนกระทั่งวันพรุ่งนี้ด้วยซ้ำไป ถ้าเอาไปขายก็ได้หลายอีแปะเลย เทียบกับค่าแรงทั้งวันของพี่ที่หาของป่าไปขายยังไม่ได้ขนาดนี้ แล้วจะไม่ให้เสี่ยวหานเกรงใจได้อย่างไร

แม้จะรู้จากเสียงของชาวบ้านว่าพี่สะใภ้อาจจะมีเงินหลายร้อนตำลึงทอง แต่นั่นก็เป็นเงินของพี่สะใภ้ไม่ใช่ของพวกเขา ตามกฎหมายแล้วค่าสินเดิมก็ยังเป็นของฝ่ายหญิงอยู่ ไม่นับรวมเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในบ้าน

หมายเหตุ : 1 ตำลึงทอง = 10 ตำลึงเงิน , 1 ตำลึงเงิน = 1 ก้วนเหรียญทองแดง , 1 ก้วน = 1000 เหวิน (อีแปะ) ซึ่งที่มู่เหิงได้รับมาคือ 100 ตำลึงเงิน มีค่าเป็น 100,000 อีแปะ

“อืม ขอบน้ำใจเจ้า” เยว่เฉียนไม่ได้สนใจมากมายนัก ไม่นับว่านั่นเป็นบุญคุณอะไรด้วย อย่างไรตัวนางเองไม่ได้ขาดสนอะไรในตอนนี้

เงินทองจากที่มารดาให้มานับว่ามากมายถ้าเทียบกับค่าใช้จ่ายตามชนบทนี้ แต่ถ้าอยู่ในเมืองหลวงที่ชุดออกงานชุดหนึ่งราคาหลายสิบตำลึงทองก็นับว่าเงินนี้ไม่ได้มากมายอะไร ยิ่งในฐานะคุณหนูใหญ่ของฮูหยินจวนฉินนั้นยิ่งถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ

เงินหลายแสนตำลึงทองที่ได้รับมานี้จึงทำให้คนเป็นมารดาไม่พอใจอยู่บ้าง กระนั้นก็ไม่อาจจะให้ได้มากกว่านี้ด้วยเกรงว่าจะได้รับโทสะของคนเป็นสามี

อย่างมากรอให้ผ่านไปสักหลายๆเดือนค่อยทยอยส่งเงินมาให้ก็ไม่เสียหายอะไร

นั่นเป็นแผนของคนเป็นมารดา โดยไม่รู้เลยว่าธิดาของนางนั้นไม่ได้ต้องการเงินจำนวนนั้นเลยแม้แต่น้อย

“ตั๋วเงินหีบละ 1 หมื่นตำลึงทองรวมเป็น 6 หมื่นที่เก็บเข้ามิติ ก้อนเงินอีกหีบละ 4 พันตำลึงทอง แบ่งเก็บไปแล้ว 8 หีบ เหลือไว้ 1 หีบแล้วกระจายเงินทั่วๆกัน จะมีเหลือที่ไว้ข้างนอก 4000 ตำลึงทองเท่านั้น

หีบที่เหลือใช้เป็นตำลึงเงินมาใส่ไว้ให้เต็ม เสื้อผ้าล้ำค่าเก็บไว้เกือบหมด เหลือไว้ใส่อีก 3 ชุดเผื่อจำเป็นต้องใช้ แล้วก็มีเป็นเสื้อผ้าธรรมดาอีกจำนวนหนึ่ง ใส่ข้าวสาร เนื้อหมูตากแห้ง น้ำตาล เกลือ บ๊วย และสุราไว้ในหีบว่างๆ

อ่า…เอาของดองออกมาไว้กินเพิ่มน่าจะดีกว่า มะขามดอง มะม่วงดอง มะยมดอง มะนาวดองก็เอามาทำอาหารได้ หน่อไม้ดองสัก 10 ไหเพิ่มน้ำหนักให้เท่ากับที่เอามาตอนแรก ไข่เค็มอีกหน่อยน่าจะดี”

คนตัวเล็กพึมพำกับตนเอง ยกข้าวของมากมายออกมาทีละเล็กทีละน้อยแทนของล้ำค่าที่เก็บเข้าไป นางทิ้งไว้เพียงของที่คาดว่าชาวบ้านน่าจะมองเห็นกันทั่วแล้วเอาไว้ ส่วนใต้นั้นก็ใส่เป็นของที่จะเอาออกมาใช้การได้แทน

มือเล็กหงายฝ่ามือขึ้นทำให้เห็นสัญลักษณ์รูปหยดน้ำ 3 หยดสีฟ้าปรากฏขึ้น มันเรืองแสงเล็กๆเมื่อมีการเอาของเข้าออกก่อนจะหายไปเหมือนไม่เคยมีสิ่งนั้นอยู่

หยดน้ำนี้คือของขวัญที่ได้รับมาตั้งแต่ยามเกิดพร้อมกับความทรงจำในอดีตชาติ ชีวิตใหม่ของนางกลายเป็นนางร้ายในนิยายน้ำเน่า หากแต่นางก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามเนื้อเรื่อง สร้างความวุ่นวายก่อนจะถูกเนรเทศไปอยู่บ้านนอกคอกนา เพราะตามนิยายแล้วหลังจากที่นางร้ายถูกเนรเทศ นางก็ถูกเขียนว่ามีชีวิตอยู่ชดใช้กรรมจนแก่เฒ่ากับสามียาจกของนาง

ช่วงเวลาสุดท้ายของนางร้ายยังได้จากไปพร้อมกับน้ำตา โชคยังดีที่เกิดมาครั้งหนึ่งในชีวิตยังมีคนรักนางได้มองส่งนางยามแก่เฒ่าจากไปจากโลกนี้ และคนนั้นก็คือสามียาจกที่นางเกลียดชังหนักหนานั่นเอง

………………………….

เยว่เฉียน ตอนที่ 3

ตอนที่ 3

ตามเนื่อเรื่องของนิยายแล้ว การที่ช่วงเวลาสุดท้ายของนางร้ายยังได้จากไปพร้อมกับยังมีคนรักนางได้มองส่งนางยามแก่เฒ่าจากไปจากโลกนี้

ดังนั้นตอนที่รับรู้เรื่องนี้ ฉินเยว่เฉียนจึงไม่ได้นึกรังเกียจว่าตนเองจะแต่งให้กับมู่เหิงเลย กลับกัน…นางยังรู้สึกอบอุ่นอยู่ในใจด้วยที่สามีของนางเป็นคนดีและซื่อสัตย์เพียงนี้

ขณะที่เส้นเรื่องดำเนินไปว่านางเอกของเรื่องต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ผู้หญิงที่มาเป็นสนมให้กับองค์ชายที่นางรัก ต่อสู้ฆ่าฟันเล่นแง่ใส่กันจนแก่เฒ่า นางขอเป็นนางร้ายที่ถูกเนรเทศคนนี้แทนจะดีกว่า

จำได้ว่าตอนเป็นนักอ่านก็ยังบอกว่าชีวิตของนางร้ายดูจะน่าอยู่กว่าชีวิตของนางเอกเสียอีก พอยิ่งได้มาอยู่ในร่างนี้จริงๆก็รู้เลยว่าตนเองคิดไม่ผิด ต่อให้นางนั้นเป็นนางร้ายที่ถูกเนรเทศและไม่ได้รับพรของการเกิดใหม่ การมีมารดาแสนดีนั้นก็ยังเป็นลาภที่ประเสริฐอยู่ดี

รวมกับพรที่นางได้มาอย่างมิติที่ทำให้นางเชื่อมต่อกับห้างสรรพสินค้าได้ด้วยแล้ว ต่อให้อยู่ในชนบทที่ห่างไกลก็ยังถือว่าเป็นอะไรที่สุขสบายอยู่ดี

“จริงสิ ข้ายังไม่ได้ส่งข่าวให้หอศิลป์รู้เลยว่าเปลี่ยนที่รับสุราเป็นที่นี่” คนแตะคางอย่างใช้ความคิด เห็นทีว่านางต้องหาทางให้คนช่วยไปส่งจดหมาย หรือไม่ก็ต้องขอเข้าเมืองเสียหน่อยแล้ว

การเดินทางเข้าเมืองนั้นค่อนข้างลำบากเสียหน่อย มันต้องเดินเท้าเป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมงกว่าจะไปถึง ใช้เวลาไปกลับถือว่าไกลพอควรเลย หากแต่ถ้านางไม่ส่งข่าว พวกเขาอาจจะเคลื่อนไหวเกินความจำเป็นก็ได้

“โชคดีที่การแลกเปลี่ยนครั้งก่อนนั้นแลกเอาไว้มากพอสมควร ยังพอมีเวลาอีก 20 กว่าวันกว่าของจะหมด” เยว่เฉียนส่ายหน้ากับตนเอง

หากทุกคนรู้ว่าสุราเลิศรสที่พวกเขาติดกันงอมแงมที่จริงแล้วมาจากสตรีร้ายกาจแห่งเมืองหลวง ไม่รู้ว่าจะทำหน้ากันอย่างไร ดีที่หัวหน้าหอศิลป์นั้นช่วยเก็บเป็นความลับ ส่วนหนึ่งเพราะไม่ต้องการให้นางกลายเป็นเป้าในการแย่งชิงสินค้า พวกเขาแสร้งบอกว่าตนเองเป็นคนผลิตเอง ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าไปล้วงเอาความลับจากหอศิลป์ที่ยิ่งใหญ่อีก

พอมาอยู่โลกนี้ เยว่เฉียนก็สร้างลู่ทางให้ตนเองเอาไว้แล้ว ต่อให้นางไม่มีครอบครัวแล้วอย่างไร นางก็ยังพึ่งพามิติของตนเองได้อยู่

ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจจะทำให้เอิกเกริกได้มากเกินไป ไม่อย่างนั้นผู้คนก็จะจับตามองนางเอาไว้

นางหาสุราที่เหมาะกับยุคสมัยนี้ พบว่ามี 2 ตัวที่มีรสชาติจัดจ้านเหมาะกับบุรุษร้อนแรงและอีกรสชาติหนึ่งเป็นรสชาติเบาสบายที่จิบได้เรื่อยๆขายพวกมันในราคาที่แพงแสนแพงและได้กำไรมามากโขตั้งแต่ยังเล็ก ธุรกิจนี้จึงกลายเป็นธุรกิจที่มั่นคงตลอดมา

สุรารสดีทั้งสองจึงเป็นสุราขึ้นชื่อของอาณาจักรไปด้วย ยอดขายกว่า 10 ปีที่ผ่านมานี้นั้นนับว่าดีกว่าทำธุรกิจอื่นๆเสียอีก เพราะเพื่อนบ้านใกล้เคียงยามมาที่นี่ก็ยังต้องไปที่หอศิลป์เพื่อขอลิ้มรส หากมีงานเลี้ยงในวังก็ยังต้องให้หอศิลป์เป็นผู้จัดส่งสุราดี

ตัวตนของนางกับหอศิลป์ก็เป็นเหมือนญาติพี่น้องที่เชื่อใจได้ เขาไม่สงสัยว่านางได้สุราดีมาจากที่ใด และไม่คิดแย่งชิงมันไป อย่างไรเขาก็ทำหน้าที่แค่ขายเอากำไรก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้ตาเฒ่าผู้เป็นเจ้าของหอศิลป์ก็มองว่านางเหมือนลูกหลานตั้งแต่ที่นางไปขายสุราเมื่ออายุ 6 ปีแล้ว

ถือว่าเป็นพาร์ทเนอร์ที่ร่วมมือกันมานานและเชื่อใจได้ล่ะนะ

เดิมทีตาเฒ่านั้นอยากจะเสนอให้ตนเองช่วยเหลือนางอยู่เหมือนกัน ตอนที่จะถูกเนรเทศ แต่นางไม่อยากเปลี่ยนเส้นเรื่อง อีกอย่างก็อยากจะมาเจอสามีคนนี้อีกด้วย อยากรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง อยากขอบคุณที่เขาเป็นคนเดียวที่อยู่ข้างผู้หญิงคนนี้จนแก่เฒ่า

“คุณหนูฉิน ดึกดื่นเช่นนี้เจ้าควรพักผ่อนได้แล้ว” เสียงทุ้มดังขึ้นที่หน้าประตู เขาไม่ได้เสียมารยาทเข้ามาในทันที แต่ส่งเสียงให้นางได้ยินก่อน

ฉินเยว่เฉียนเรียกสติกลับมาหลังจากที่คิดไปเรื่อยเปื่อย นางตรวจสอบข้าวของอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปข้างนอกห้อง เสื้อผ้าที่รุ่มร่ามในตอนแรกเปลี่ยนเป็นชุดธรรมดาที่สบายตัวกว่า ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นผ้าเนื้อดีที่ต่างกับมู่เหิงสวมใส่อยู่ดี

ใบหน้าที่งดงามหมดจรดถูกเช็ดด้วยคลีนเนอร์แล้วเรียบร้อย ทำให้ใบหน้าของนางมารน้อยฉินเปลี่ยนเป็นดรุนีน้อยใสซื่อบริสุทธิ์อีกครั้ง ทันทีที่มู่เหิงเห็นก็ตกตะลึงไปกับความงามนี้ นี่เป็นความงามที่สดใสสมวัยของอีกฝ่าย ต่างกับใบหน้าเย่อหยิ่งเย้ายวนในคราแรก แน่นอนว่าบุรุษเช่นเขาที่ไร้ซึ่งประสบการณ์ย่อมชมชอบความงามเช่นนี้มากกว่า

อีกอย่างก็เป็นเรื่องนึกไม่ถึงด้วยเช่นกันว่าเยว่เฉียนจะมีมุมนี้

“อะ เอ่อ….” เขาไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ กระทั่งร่างเล็กในชุดสีชมพูอ่อนเดินผ่านไปแล้วพร้อมกับกลิ่นหอมของหญิงสาวนั่นแหละ เขาจึงได้รู้ว่าเสียมารยาทจ้องนางไปขนาดไหนแล้ว

“เข้านอนกันเถอะ” คำพูดสั้นๆที่ทำให้คนฟังหัวใจกระตุก ริมฝีปากบางยกยิ้มเล็กน้อยอย่างอ่อนโยน ดวงตาที่ใช้มองเขานั้นมีเพียงความเป็นมิตรเท่านั้น

บุรุษที่ใช้ชีวิตเป็นโสดมานานหลายปีนั้นจะห้ามไม่ให้ใจเต้นกับหญิงงามเช่นนี้ได้อย่างไร ตอนแรกก็คิดว่านางงดงามแล้ว ทั้งยังมีความรู้สึกผิดเต็มอกจึงไม่เคยโกรธที่นางโวยวายและด่าทอ ทว่าตอนนี้ยิ่งไม่คิดเช่นนั้น นางนั้นงดงามและพูดง่าย ต่างจากที่พวกเขาคิดเอาไว้เลย

ค่ำคืนนั้นมีใครคนหนึ่งที่นอนหลับอย่างสบายใจ แต่อีก 3 คนกลับไม่มีใครข่มตาหลับได้เลย

แสงตะวันของเช้าวันใหม่มาถึง ร่างเล็กบนที่นอนเกลือกกลิ้งพอเป็นพิธีอีกสองสามรอบ ถ้าไม่ทำเช่นนี้ดวงตาหนักอึ้งของนางก็ไม่อาจจะลืมดูโลกได้แล้ว ปากบางอ้าปากหาววอด อากาศที่หนาวเย็นเมื่อได้นอนใต้ผ้านวมที่อุ่นขนาดนี้ ใครเล่าจะอยากลุกมาแต่เช้าตรู่

อันที่จริงถ้าไม่ใช่เพราะเสียงเจียวจาวของเด็กๆบ้านนี้ นางก็ยังไม่คิดจะตื่นลืมตาตั้งแต่ไก่โห่เหมือนกัน

“เฮ้อ…” หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ดันตนเองลุกนั่งอย่างยากลำบาก

“นอนต่ออีกหน่อยเถอะ เด็กๆทำให้เจ้านอนไม่หลับอย่างนั้นหรือ?” เสียงทุ้มของคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ดังขึ้น

เขาเข้ามาทันเห็นเจ้าของร่างถอนหายใจพร้อมทำปากขมุบขมิบอยู่ด้วย ท่าทางน่ารักน่าชังที่ไม่รักษากริยานั้นทำให้มู่เหิงอดที่จะมองต่อเงียบๆไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะนางหันมาเจอเขาอยู่พอดี เขาก็จะเนียนเงียบใส่สักพัก

“อื้อ ไม่เป็นไรหรอก ข้าตื่นแล้วก็นอนต่อไม่ได้แล้วล่ะ” เยว่เฉียนทำใจลุกจากเบาะนุ่มของตนเอง ขยี้ตาไล่ความมัวออกไปบ้าง

“เช่นนั้นก็ล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ เด็กๆอุ่นซาลาเปารอเจ้าแล้ว” ต่อให้มู่เหิงไม่พูด เยว่เฉียนก็พอจะเดาได้จากกลิ่นที่หอมอบอวลไปทั่วทั้งบ้าน นางเหลือบมองเขาเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

จำได้ว่าเมื่อคืนตกลงกันดิบดีแล้วว่าจะต่างคนต่างอยู่ แต่สุดท้ายวันนี้ตื่นมาเขาก็ยังบอกว่าเตรียมอาหารเผื่อนางเสียอย่างนั้น

เยว่เฉียนเดินไปที่โอ่งหน้าบ้าน น้ำในโอ่งนั้นค่อนข้างใส อาจจะเพราะมลพิษในสมัยนี้ไม่เยอะมากนัก หาน้ำใสตามลำธารนั้นไม่ยากเย็นเลย เสียเพียงอย่างเดียวคือมันค่อนข้างเย็นจัด ตอนที่ไปเอาน้ำย่อมต้องยากลำบากอย่างแน่นอน

นางมองไปยังคนที่แขนเสื้อเปียกซึ่งกำลังยืนมองนางอยู่ก่อนแล้วด้วยความรู้สึกเห็นใจ เขาไม่ได้มีท่าทางเหนื่อยอ่อนหรือรู้สึกยากลำบากเลย มันเหมือนกับว่าเขาทำเรื่องนี้อยู่เป็นปะจำ และมันเป็นงานง่ายๆสำหรับเขา ทั้งๆที่งานที่ว่านี่คือการฝ่าหิมะเพื่อไปตักน้ำที่ลำธารเลยน่ะนะ

เยว่เฉียนตั้งเป้าหมายในใจ สำหรับเรื่องการตักน้ำจากที่ไกลๆ นางจะต้องหาทางช่วยเขาให้ได้ นี่ไม่ใช่ว่าจะทำเพื่อเขาหรอกนะ แต่ตัวนางเองก็ยังต้องใช้น้ำที่เขาไปตักมา ถ้าจะให้ใช้อย่างสุขสบายโดยไม่คิดอะไรก็เกินไปหน่อย

หญิงสาวตักน้ำเย็นๆขึ้นมาล้างหน้าล้างตา นางหยิบเอาสบู่เนื้อหอมออกมาด้วย 1 ก้อน มีแปรงและยาสีฟันอย่างละอัน ถึงแม้ว่าคนอื่นๆจะมองด้วยความไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้คืออะไร ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้เอะใจอะไร อย่างไรเสียเยว่เฉียนก็เป็นสตรีที่มาจากเมืองหลวง นางจะมีของใช้ที่ดูแปลกตาไปหน่อยก็ไม่ได้ผิดปกติอันใด

หลังจากที่ล้างหน้าล้างตาแล้ว ใบหน้าที่แห้งผาดก็ถูกบำรุงด้วยโลซั่นที่ใส่ไว้ในขวดเหมือนกับขวดสุราขนาดเล็ก เด็กทั้งสองแอบดูอยู่เงียบๆ พวกเขาไม่ได้ลงมือกินอาหารก่อนด้วยต้องการรอพี่สะใภ้คนงาม

เยว่เฉียนยังทานั่นนี่อีกพักใหญ่ๆก่อนจะพรมน้ำหอมที่ร่างกาย กลิ่นมะลิที่อ่อนหวานอันเป็นกลิ่นที่นางไม่ค่อยได้ใช้แม้ว่าจะชอบมันมากๆถูกหยิบออกมาเป็นครั้งแรก สร้างความพึงใจแก่เจ้าของอย่างมาก ก่อนหน้านี้ต้องใช้น้ำหอมที่ทำให้ตนเองดูแรง กลิ่นฉุนกึกติดจมูกจนเกือบทำให้เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ ครั้นได้ออกมาจากเมืองหลวงสมใจอยาก ครานี้จะทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหลบๆซ่อนๆอีก

เป็นแบบนี้แล้วรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกล่ะนะ

“พี่สะใภ้ พวกข้าเตรียมอาหารให้แล้วเจ้าค่ะ ท่านอยากจะรับซาลาเปาร้อนๆเลยหรือไม่เจ้าคะ” เสียงของเด็กสาวร้องถาม

หวนเอ๋อร์ในวันนี้นั้นมีหน้าตาสดใสกว่าทุกวันจนคนในบ้านสังเกตได้ อาจจะเพราะว่าวันนี้อาหารของพวกเขานั้นไม่ใช่ต้มน้ำข้าวอีกแล้วก็เป็นได้

มู่เหิงได้แต่กัดริมฝีปากของตนเอง เขาสาบานกับตนเองว่าจะทำงานให้หนักขึ้นเพื่อที่น้องๆได้อยู่อย่างมีความสุข ไม่สิ ไม่ใช่แค่น้องๆ แต่ภรรยาที่งดงามของเขาก็ต้องอยู่อย่างดีด้วย เขาจะไม่ทำให้นางต้องลำบาก

“ไม่เป็นไร กินกันเถอะ ถ้าไม่อิ่มก็เอาซาลาเปาในหีบนั่นมากินอีกก็ได้ อย่างไรพวกมันก็อยู่ได้ไม่นานอยู่แล้ว ถ้าไม่กินให้หมดก็คงจะเหลือทิ้ง” เยว่เฉียนส่ายหน้า เช้าๆเช่นนี้เธอไม่อยากกินซาลาเปาเนื้อหรอกนะ

“แต่ว่า….แล้วพี่สะใภ้จะกินอะไรหรือเจ้าคะ” หวนเอ๋อร์เอ่ยถามอย่างเป็นกังวล วันนี้นางไม่ได้เตรียมอย่างอื่นเอาไว้เลย แถมที่บ้านก็ไม่มีข้าวของอย่างอื่นเสียด้วย

“หวนเอ๋อร์ อย่าเสียมารยาท” มู่เหิงตำหนิน้องสาวของตนเองเบาๆ แม้จะรู้ว่าเด็กน้อยไม่ได้เจตนาที่จะล่วงเกินหรือสอดรู้สอดเห็น ทว่าคำถามที่ออกมาโดยไม่ไตร่ตรองนั้นอาจจะทำให้สมาชิกคนใหม่ในบ้านรู้สึกอึดอัดเอาได้

เยว่เฉียนไม่ได้เข้าไปยุ่งกับการสั่งสอนของมู่เหิง นางไม่อยากเป็นภรรยาที่เอาแต่เข้าข้างเด็กน้อย สามีว่าไปทาง ภรรยาก็ว่าไปทาง อย่างนี้แล้วเด็กๆก็ไม่รู้ว่าสิ่งไหนถูกผิดอีก อีกอย่างนี่เป็นน้องสาวของเขา หากเขาอยากสั่งสอนอย่างไรก็เป็นสิทธิของเขา

หญิงสาวไม่ได้สนใจพี่น้องที่กำลังตำหนิกันอีก เพียงเดินเข้าไปห้องครัวที่มีเศษถ่านอีกเล็กน้อย พวกเขาไม่ได้เติมถ่านอีกเพราะถ่านที่เก็บมาใช้หน้าหนาวนั้นต้องใช้อย่างประหยัด

เยว่เฉียนคิดเล็กน้อยเพราะในห้างสรรพสินค้าไม่มีถ่านเสียด้วย ถ้าจะมีก็มีแค่พวกเตาไฟฟ้าที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้น เพียงแต่นางไม่ได้ไว้ใจพวกเขาขนาดที่จะให้เห็นของจากยุคสมัยอื่น ต้องรออีกสักหน่อยก่อนล่ะนะ หากพวกเขาไว้ใจได้จริงๆ ถึงตอนนั้นก็ค่อยคิดอีกที

“เจ้าจะกินอะไร เดี๋ยวข้าทำให้กิน” มู่เหิงเข้าใจว่าที่ภรรยาของเขาไม่ลงมือทำก็เพราะนางทำอะไรไม่เป็น

ถึงอย่างไรนางก็เป็นถึงลูกคนหนูจากตระกูลใหญ่เชียว จะให้ลุกมาต้มยำทำแกงได้อย่างไร ตัวเขานั้นเข้าใจถึงข้อนี้และไม่คิดตำหนินาง

“ไม่เป็นไร ข้าขอใช้ฟืนของท่านได้หรือไม่”

“ได้แน่นอน แต่เจ้า….ทำอาหารเป็นหรือ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ

……………………………………….

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...