1 ปี แผ่นดินไหวใหญ่ กางแผนผ่าตัดโครงสร้างเมือง พลิกวิกฤตสู่อนาคตที่ปลอดภัย
ครบรอบ 1 ปี แผ่นดินไหวเขย่ากรุง พบความเสี่ยง “ตึกระฟ้า” บนชั้นดินอ่อน ยังมีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างหลายประการที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 บริเวณเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร จากการเลื่อนตัวแบบตามแนวราบบนรอยเลื่อนสะกาย ได้ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลข้ามพรมแดนมาไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ภาพผู้คนนับหมื่นวิ่งหนีตายลงมาจากตึกสูง ความโกลาหลตามโรงพยาบาล และอาคารที่กำลังก่อสร้างพังทลายลงมา 1 แห่ง กลายเป็นภาพจำที่ปลุกให้คนไทยตื่นรู้ว่า “แผ่นดินไหว ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป”
จากความเสียหายมีอาคารพังทลายลงมา 1 อาคาร ในขณะที่หลายอาคารพบความเสียหายเชิงโครงสร้าง และหลายอาคารพบความเสียหายในชิ้นส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง แต่ได้สร้างความกังวลในการใช้งานอาคาร ถึงแม้จะมีการตรวจความเสียหายเบื้องต้นบริเวณโครงสร้างหลักได้แก่ เสา คานและผนังรับแรงต่าง ๆ ก่อนที่จะเข้าไปใช้งานอาคาร ซึ่งอ้างอิงตามคู่มือสำรวจความเสียหายขั้นต้นจากกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยหากอาคารใดที่เข้าข่าย “เหลือง” หรือ “แดง” จะต้องให้ วิศวกรโครงสร้างที่ได้รับอนุญาต ตรวจสอบ พิจารณาซ่อมแซมและเสริมกำลังโดยทันที
ประเทศไทยมีกฎหมายและมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 โดยหากอาคารใดที่สร้างหลังปีดังกล่าวจะมีการออกแบบและก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐาน ซึ่งจะไม่เกิดความเสียหายในเชิงโครงสร้าง หรืออาจมีความเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่ถึงขั้นพังทลาย ขณะเดียวกัน อาคารที่สร้างก่อนปี 2550 ก็อาจมีความแข็งแรงเพียงพอ หากมีการประเมินและเสริมกำลังอย่างเหมาะสม
เมื่อ “ชั้นดินอ่อน” ขยายแรงสั่นสะเทือน
ผศ.ปานนท์ ลาชโรจน์ อาจารย์ มหาวิทยาลัยมหิดลและนักวิจัย ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า ในวาระครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ เกิดความสูญเสียไม่น้อย ทั้งในมิติโครงสร้าง เศรษฐกิจ สังคม หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมแผ่นดินไหวที่อยู่ไกลถึงเมียนมา จึงทำให้กรุงเทพฯ สั่นสะเทือนรุนแรงจนตึกร้าว
คลื่นแผ่นดินไหวเดินทางมาในชั้นหินแข็งใต้เปลือกโลก แต่เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ซึ่งมีชั้นดินอ่อนหนาถึง 800 เมตร ชั้นดินอ่อนนี้จะทำหน้าที่ขยายตัวคลื่น เปลี่ยน 2 อย่างคือ 1. เพิ่มความสูงคลื่น (Amplitude) และ 2. ทำให้คลื่นมีคาบการสั่นที่ยาวขึ้น เราจึงรู้สึกเหมือนตึกค่อย ๆ โยกซ้ายทีขวาทีอย่างช้า ๆ แต่โยกไปไกล นี่คือเหตุผลที่อาคารสูง ๆ ในกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบหนัก
ประเทศไทยมีกฎหมายและมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวตั้งแต่ปี 2550 อาคารที่สร้างหลังปีดังกล่าวหากก่อสร้างถูกต้อง จะไม่เกิดความเสียหายในเชิงโครงสร้าง แต่ปัญหาคือ อาคารจำนวนมากใน กทม. สร้างก่อนปี 2550 นอกจากนี้ ความเสียหายที่พบส่วนใหญ่มักเป็น “องค์ประกอบที่ไม่ใช่โครงสร้าง” เช่น ผนังก่อ ระบบฝ้า ระบบท่อ ซึ่งแม้ตึกไม่ถล่ม แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกและอันตรายจากการหล่นทับได้
- กทม. ตรวจสอบอาคารเอกชน 11,000 แห่ง แจ้งผลแล้ว 5,255 แห่ง พบว่าใช้งานได้ปกติ (สีเขียว) 5,004 อาคาร, เสียหายปานกลาง (สีเหลือง) 251 อาคาร และไม่มีอาคารสีแดง
- กรมโยธาธิการและผังเมือง ตรวจสอบอาคารภาครัฐ 908 อาคาร เป็นสีเขียว 832 อาคาร, สีเหลือง 75 อาคาร และสีแดง 1 อาคาร (ห้ามใช้งาน)
- วิศวกรอาสาตรวจสอบอาคารที่พักอาศัย กว่า 83.7% ไม่มีความเสียหายทางโครงสร้าง
“อาคารที่สร้างก่อนปี 2550 โดยเฉพาะอาคารสูง ไม่ใช่ว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะวิศวกรต้องออกแบบรับแรงลมอยู่แล้ว ซึ่งช่วยให้อาคารแข็งแรงรับมือแผ่นดินไหวได้ แต่ท่าทีที่ปลอดภัยที่สุดคือ เราต้องมาตรวจสอบกันอีกที โดยเฉพาะอาคารสูง 20 ชั้น, 30 ชั้น และ 60 ชั้น ที่คาบการสั่นไปพ้องกับความถี่คลื่น”
อ้างอิงจาก https://opencontract.bangkok.go.th/bkkbuilding.html
แผ่นดินไหวที่ทุบเศรษฐกิจไทยหนักที่สุดในประวัติศาสตร์
แม้ผลกระทบทางกายภาพจะมีอาคารสีเหลืองและสีแดงในสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับ 2.6 ล้านอาคารใน กทม. แต่ในมิติเศรษฐกิจ นี่คือภัยพิบัติที่สร้างบาดแผลลึกที่สุด
มูลค่าการเคลมประกันภัยเฉพาะอาคารชุด 300 กว่าหลังที่เป็นสีเหลืองและแดง สูงขึ้นถึง 45,000 ล้านบาท! และนี่น่าจะเป็นครั้งที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยเลย ถ้านับเฉพาะมูลค่าทางเศรษฐกิจ (สึนามิปี 2547 กระทบเศรษฐกิจราว 1-2 หมื่นล้านบาท แต่สูญเสียชีวิตมหาศาล) ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจสอดคล้องกันว่า
การคาดการณ์ความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อภาคส่วนสำคัญ จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท และส่งผลให้ GDP ของประเทศไทยในปี 2568 อาจลดลง
นอกจากนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกส่วนที่ได้รับผลกระทบ แม้ว่างานซ่อมแซมและฟื้นฟูจะช่วยกระตุ้นธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างให้ได้รับอานิสงส์ แต่ ยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ อาจชะลอตัวลง ในบางโครงการ ในทางกลับกัน ความต้องการเช่าที่พักอาศัยอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้คนอาจไม่อยากแบกรับภาระการเป็นเจ้าของในช่วงที่ยังมีความไม่แน่นอน
สำหรับภาคการท่องเที่ยวนั้น นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ทำให้เกิดการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางโดยเฉพาะในกรุงเทพฯและเชียงใหม่ ซึ่งมีโรงแรมส่วนใหญ่เป็นอาคารสูง รายงานระบุว่ามีการยกเลิกห้องพักไปแล้วกว่า 1,100 ครั้งทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งอาจส่งผลให้ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2568 ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยคาดการณ์ไว้ที่ 37.5 ล้านคน อาจต้องมีการทบทวนและปรับลดลงในที่สุด
สูญเสียรวม 20,000 – 30,000 ล้านบาท ดึง GDP ประเทศลดลงราว -0.06%
ภาคการท่องเที่ยวทรุดหนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลความปลอดภัย ยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง โดยเฉพาะโรงแรมตึกสูงใน กทม. และเชียงใหม่ (ยกเลิกห้องพักกว่า 1,100 ครั้ง) คาดการณ์นักท่องเที่ยวหายไปราว 4 แสนคน สูญเสียรายได้ 21,000 ล้านบาท
ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว อย่างยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมชะลอตัว ผู้คนหันไปเช่าแทนการซื้อเพราะขาดความมั่นใจในโครงสร้าง
ในมิติของสังคมและสุขภาพ “ความตื่นตระหนก (Panic)” คือบาดแผลใหญ่ ประชาชนอพยพผิดวิธี แย่งกันใช้ลิฟต์ หรือที่รุนแรงที่สุดคือภาพการเข็นเตียงผู้ป่วยหนักหนีลงจากอาคารโรงพยาบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดแผนเผชิญเหตุที่รัดกุม
อ้างอิงจาก https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Econ-Earthquake-CIS3571-FB-2025-03-31.aspx
วิเคราะห์มาตรการของรัฐในการแก้ไขปัญหา
ส่วนนักวิจัยแผ่นดินไหวของประเทศไทยที่ทำงานวิจัยด้านนี้มากว่า 20 ปี เพื่อสนับสนุนข้อมูลในการออกกฎกระทรวงและมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว ซึ่งประเทศไทยมีกฎหมายออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวตั้งแต่ปี 2550 ถ้าอาคารที่สร้างหลังปีดังกล่าวมีการออกแบบและก่อสร้างที่ถูกต้องตามกฏกระทรวงและมาตรฐานดังกล่าวนั้นจะต้องไม่มีความเสียหายในเชิงโครงสร้างหรือมีความเสียหายได้บ้างแต่ไม่เกิดการพังทลายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้
อย่างไรก็ดี อาคารที่สร้างก่อนปี 2550 ก็อาจจะมีความแข็งแรงพอที่จะรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้และเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอนาคตได้ ถ้ามีการประเมินความแข็งแรงและเสริมกำลังอย่างถูกต้อง ลักษณะนี้ทำให้เห็นความสำคัญของความร่วมมือระหว่างกระทรวงที่เป็นฝ่ายวิจัยและกระทรวงที่เป็นฝ่ายปฏิบัติเพื่อทำให้เกิดการป้องกันภัยพิบัติสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีตัวอย่างอื่น ๆ อีกมากมายรวมถึงภัยพิบัติอื่น ๆ ด้วย
ภาคเอกชนและสมาคมวิชาชีพก็สามารถมีส่วนร่วมที่ดีได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่นกรณีการออกแบบอาคารนี้ถ้าวิศวกรออกแบบอาคารมีความเข้าใจการออกแบบแผ่นดินไหวอย่างถูกวิธีก็จะทำให้เกิดความปลอดภัยเพียงพอทั้งยังมีคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้อีกด้วย ถึงแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและแนวปฏิบัติความปลอดภัยที่เป็นสากลและเหมาะสมกับประเทศไทยนั้น จุดอ่อนเชิงโครงสร้างหลายประการที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
- ประการแรกจุดอ่อนสำคัญอยู่ที่ อาคารเดิมที่ก่อสร้างก่อนปี พ.ศ. 2550 ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนมากในเขตเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร อาคารเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงแรงแผ่นดินไหว และในปัจจุบันยังไม่มีการบังคับเชิงรุกหรือสมัครใจสำหรับการประเมินและเสริมกำลังอาคารมากนัก ทำให้การลดความเสี่ยงยังคงประเด็นสำคัญของกรมโยธาธิการและผังเมืองอยู่
- ประการที่สอง ความเสียหายที่พบส่วนใหญ่เป็นความเสียหายขององค์ประกอบที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่น ผนังก่อ ระบบฝ้า ระบบท่อ และอุปกรณ์ภายในอาคาร ซึ่งแม้ไม่ก่อให้เกิดการพังทลายของโครงสร้างหลัก แต่สามารถสร้างความตื่นตระหนกและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของผู้อยู่อาศัยได้อย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นนี้สะท้อนถึงช่องว่างของมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ยังไม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเชิงสถาปัตยกรรมและระบบของอาคารทั้งหลัง
- ประการที่สาม บริบททางธรณีวิทยาของกรุงเทพมหานครที่เป็นแอ่งดินอ่อนที่ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของคลื่นแผ่นดินไหวคาบยาว ซึ่งมีผลกระทบต่ออาคารขนาดกลางถึงอาคารสูงยังไม่มีการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างละเอียดและเป็นระบบ
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวสูง เช่น ญี่ปุ่น และ นิวซีแลนด์ จะเห็นความแตกต่างเชิงระบบอย่างชัดเจน ในกรณีของญี่ปุ่นที่ระบบเตือนภัยสามารถแจ้งเตือนประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญล่วงหน้าได้ตั้งแต่ไม่กี่วินาทีถึงหลายสิบวินาทีก่อนที่คลื่นสั่นสะเทือนจะมาถึง
ระบบดังกล่าวถูกเชื่อมโยงเข้ากับโทรศัพท์มือถือ ระบบขนส่งมวลชน โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้สามารถหยุดการทำงานอัตโนมัติ ช่วยลดอุบัติเหตุและลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่นิวซีแลนด์มีการบูรณาการข้อมูลการเฝ้าระวังแผ่นดินไหว ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งระบบเฝ้าระวัง
การสื่อสารความเสี่ยง และฐานข้อมูลสาธารณะ ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเหตุแผ่นดินไหว คำแนะนำด้านความปลอดภัย และการประเมินผลกระทบได้จากแหล่งเดียว ลดความสับสนและเพิ่มความเชื่อมั่นต่อระบบการจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย จะเห็นได้ว่า จุดอ่อนสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดองค์ความรู้หรือมาตรฐานทางวิศวกรรม แต่เป็นช่องว่างในเชิงปฏิบัติด้านระบบเตือนภัย การสื่อสารแบบรวมศูนย์ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของประชาชนในช่วงเกิดเหตุ
หากประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของอาคารและการสื่อสารของภาครัฐก็ไม่มีประโยชน์อันใด จะเห็นได้ว่าขณะเกิดแผ่นดินไหวได้เกิดความโกลาหล ประชาชนหนีลงมาจากอาคารโดยทันที ทั้งที่จริงแล้วเมื่ออยู่ในอาคารที่มีความปลอดภัย ควรให้จับยึดส่วนต่าง ๆ ของอาคารไว้โดยคำนึงถึงพื้นที่ปลอดภัยจากการโดนสิ่งของหล่นทับ จากนั้นจึงอยู่ในอาคารจนกว่าการสั่นไหวจะหยุดลงและแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงออกจากอาคารมาที่โล่ง
อย่างไรก็ดี ความตื่นตระหนกจากข่าวสารต่าง ๆ ที่ตามมาก็เช่นเดียวกันทำให้ประชาชนไม่มีความมั่นใจในความปลอดภัย จะเห็นได้ว่าการสื่อสารในสภาวะฉุกเฉินในลักษณะ Single Command Center มีความสำคัญที่จะทำให้ควบคุมสถานการณ์ได้ การลงทุนในระบบเตือนภัยก็มีความจำเป็นเช่นเดียวกันที่จะทำให้ประชาชนสามารถตอบสนองต่อภัยได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการซักซ้อมในเกิดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ
ประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ การบูรณาการ (Synergy) ระหว่างหน่วยงานจึงมีความสำคัญอย่างมาก แต่ละหน่วยงานควรกำหนดบทบาทอย่างชัดเจน ควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานและซักซ้อมแนวปฏิบัติระหว่างกันอยู่เสมอ จึงจะทำให้การรับมือในสภาวะฉุกเฉินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
จับตารอยเลื่อนมรณะ “อาระกัน” และรอยเลื่อนในประเทศ เพราะมีโอกาสเกิดได้ทุกเมื่อ
ผศ.ปานนท์ ชี้ให้เห็นถึงรอยเลื่อนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แม้เหตุการณ์จะผ่านไป 1 ปี แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่
1.รอยเลื่อนอาระกัน (ชายฝั่งตะวันตกประเทศพม่า) รอยเลื่อนที่น่ากังวลที่สุดในอนาคตคือบริเวณอาระกัน ที่อาจเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.0 ได้ เคยเกิดครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2305 (260 กว่าปีมาแล้ว) ซึ่งคาบการเกิดซ้ำของมันคือประมาณ 400 ปี มันยิ่งเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ รอยเลื่อนนี้จะสร้างผลกระทบกับกรุงเทพฯ คล้ายๆ กับปีที่แล้ว ผลกระทบจะเกิดกับอาคารกลุ่มเดียวกัน
2.รอยเลื่อนในประเทศ (เจดีย์สามองค์ และ ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี) อยู่ห่าง กทม. ราว 300 กิโลเมตร หากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6 จะสร้างแรงสั่นสะเทือนแบบความถี่สูงแต่คาบสั้น ส่งผลกระทบต่ออาคารขนาดกลางลงมาถึงอาคารเตี้ย
3.รอยเลื่อนสะกายตอนใต้ บริเวณลงมาทางย่างกุ้ง ซึ่งไม่ได้ปลดปล่อยพลังงานมานานเกือบร้อยปีแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีความเสี่ยงสูงอย่าง ญี่ปุ่น ที่ระบบเตือนภัยผูกติดกับมือถือ โครงข่ายรถไฟ และโรงพยาบาล สามารถหยุดการทำงานอัตโนมัติก่อนคลื่นมาถึง หรือ นิวซีแลนด์ ที่บูรณาการฐานข้อมูลไว้ที่เดียว ช่วยลดความสับสนของประชาชน หันกลับมามองไทย เราขาดอะไร?
“ตอนนี้ผมคิดว่าถ้าทำระบบอ้างอิงแบบญี่ปุ่น คืออัตโนมัติ 100% เราน่าจะเตือนแผ่นดินไหวระยะไกลได้อยู่ประมาณ 1-2 นาที ทีนี้ปัญหาก็คือทำได้ยากมาก อย่างแรก หน่วยงานตรวจวัด (กรมอุตุฯ) อยู่กระทรวงดีอี แต่หน่วยงานแจ้งเตือน (ปภ.) อยู่กระทรวงมหาดไทย ความยากเริ่มต้นตรงนี้ สองคือเรื่อง SOP (ระเบียบปฏิบัติ) การจะทำระบบอัตโนมัติมันต้องถอนอำนาจผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อป้องกันปัญหาฟ้องร้องเรื่อง False Alarm (เตือนผิดพลาด) ถ้าแก้ได้ ให้ระบบ Broadcast ของกรมอุตุฯ แจ้งเตือนตรงเลย ไม่ต้องผ่าน ปภ. จะดีมาก”
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: จากการตั้งรับ สู่การบูรณาการตามหลัก Sendai Framework
บทเรียนราคาแพงตลอด 1 ปีที่ผ่านมา นำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่รัฐบาลและ กทม. “ต้องไปต่อ” เพื่ออุดช่องโหว่ โดยอ้างอิงจากกรอบ Sendai Framework for Disaster Risk Reduction:
- ประการแรก – การบูรณาการและธรรมาภิบาล (Single Command Center) ต้องปรับปรุงกฎหมาย ลดความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ สร้างศูนย์บัญชาการเดียวเพื่อสื่อสารข้อมูลฉุกเฉินอย่างมีเอกภาพ ลดความตื่นตระหนก (Panic) จากข่าวปลอม
- ประการที่สอง – ลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้าง รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริมหรือบังคับให้ประเมินและ เสริมกำลังอาคารเก่า รวมถึงติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดความแข็งแรงของอาคารแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน
- ประการที่สาม – ระบบเตือนภัย Cell Broadcast ที่แท้จริง ที่ต้องเร่งปลดล็อกข้อจำกัดระหว่างกระทรวงดีอี และกระทรวงมหาดไทย สร้างระบบเตือนภัยที่เข้าถึงทุกคนและมีคำแนะนำการปฏิบัติตัวที่ชัดเจน (เช่น Drop, Cover, Hold on)
- ประการที่สี่ – การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน โดยเฉพาะโรงพยาบาล สถานศึกษา และอาคารสำนักงาน ต้องมีการซักซ้อมแผนอพยพที่ถูกต้องตามหลักสากล
“เราไม่รู้ว่าภัยพิบัติจะเกิดแบบไหน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การบูรณาการ รัฐ วิชาการ และประชาสังคม ต้องจับมือและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ประเด็นต่อมาคือ ต้องลงทุน โดยต้องวางแผนให้คุ้มค่า ประเมินความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้อาคารสูงในปัจจุบัน ติดตั้งเซ็นเซอร์ และแก้ไขระบบโครงสร้างการเตือนภัย นี่คือโจทย์ใหญ่สำหรับประเทศไทยในการก้าวไปข้างหน้า
นอกจากยังมีความเสี่ยงแผ่นดินไหวบริเวณพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทยที่อยู่ใกล้รอยเลื่อน รวมถึงบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจากแผ่นดินไหวระยะไกลบริเวณรอยเลื่อนสกายและแนวอาระกัน ดังนั้นหากไม่มีการเตรียมตัวป้องกันแล้วละก็ อาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้มากกว่าที่ผ่านมา
รวมถึงความเสี่ยงในการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในมหาสมุทรอินเดียบริเวณหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ถึงแนวอาระกัน ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นสึนามิมายังชายฝั่งอันดามันของประเทศไทย ประชาชนในพื้นที่ยังมีความไม่พร้อมสำหรับการอพยพ จึงมีความกังวลที่จะทำให้เกิดผู้เสียชีวิตจำนวนมากได้ ดังนั้นจึงอยากสรุปเป็นแนวทางดำเนินการได้แก่
- การทบทวนและปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติอย่างเป็นระบบ
- การบูรณาการข้อมูลและการสั่งการล่วงหน้าหรือในสภาวะฉุกเฉิน
- การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือตรวจวัด
- การซักซ้อมและปรับปรุงแผนเผชิญเหตุอยู่เสมอ รวมถึงการซักซ้อมระหว่างหน่วยงาน
- การลงทุนกับงานวิจัยและเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่ากับความปลอดภัยของประเทศในระยะยาว