โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Great Deleveraging: เมื่อโลกต้องจ่ายบทเรียนราคาแพงให้แก่ "ยุคเงินฟรี"

ทันหุ้น

อัพเดต 25 มี.ค. เวลา 04.49 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. เวลา 04.49 น.

4 ทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกต่างคุ้นชินกับ “กระแสลมหนุนจากดอกเบี้ยขาลง” นับตั้งแต่ยุค 1980s เป็นต้นมา ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ ธนาคารกลางจะทำหน้าที่เป็น “อัศวินขี่ม้าขาว” ด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องและลดดอกเบี้ยจนเกือบศูนย์ หรือที่เรารู้จักกันในนาม Fed Put แต่วันนี้ ในปี 2026 ฉากทัศน์นั้นได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เรากำลังเข้าสู่บทใหม่ที่ผมขอเรียกว่า “The Great Deleveraging” หรือการชดใช้หนี้ครั้งมโหฬารในโลกที่ไม่มีเงินฟรีอีกต่อไป

  • สถานการณ์ปัจจุบัน: กับดักสภาพคล่องและภาวะ“ดอกเบี้ยค้างฟ้า”

ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดเหล่านักจัดการกองทุนขณะนี้ไม่ใช่เรื่อง AI เพียงอย่างเดียว แต่คือ “ภาวะหนี้สาธารณะที่ชน เพดาน ท่ามกลางดอกเบี้ยที่ลดลงไม่ได้ (The Sovereign Debt Wall)”

เกิดอะไรขึ้น?

ข้อมูลจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ระบุว่าหนี้สินรวมทั่วโลก (Global Debt) พุ่งทะลุ 315 ล้านล้านดอลลาร์ ไปแล้วในปีที่ผ่านมา โดยมีสัดส่วนต่อ GDP สูงกว่า 330% สาเหตุหลักมาจากงบประมาณมหาศาลที่ใช้ในช่วงโควิด-19 และการอุดหนุนพลังงานในช่วงสงครามยูเครน-รัสเซีย

ขณะที่ IMF (World Economic Outlook, 2026) ชี้ให้เห็นว่า แม้เงินเฟ้อจะเริ่มลดลงจากจุดสูงสุด แต่มัน “เหนียวหนึบ” (Sticky Inflation) กว่าที่คาด เนื่องจากการทำ Deglobalization หรือการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศตัวเองทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จึงไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงไปที่ระดับ 0-2% ได้เหมือนในอดีต แต่ต้องค้างไว้ที่ระดับ 3.5-4%

เมื่อ “ราคาของเงิน” (Cost of Equity & Debt) สูงขึ้นถาวร สินทรัพย์ที่เคยรุ่งเรืองในยุคเงินถูก เช่น หุ้นเทคโนโลยีที่ไม่มีกำไร (Unprofitable Tech) หรืออสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (Commercial Real Estate) จึงเผชิญกับภาวะ Re-pricing ครั้งใหญ่ เราเห็นอาคารสำนักงานในซานฟรานซิสโกและลอนดอนถูกขายทอดตลาดในราคาที่ลดลงกว่า 50%

  • มุมมองจากอดีต: บทเรียนจากปี 1970 และวิกฤติหนี้ละตินอเมริกา

หากจะหาเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ผมขอมองย้อนกลับไปในช่วง “The Great Inflation” ของปี 1970 และต่อเนื่องมาถึง วิกฤตหนี้ปี 1982

  • สิ่งที่เหมือนก็คือ: 1. Supply Shock: ในปี 1970 คือวิกฤติน้ำมัน ส่วนปี 2020-2026 คือวิกฤติห่วงโซ่อุปทานและสงครามภูมิรัฐศาสตร์, 2. หนี้ภาครัฐสูง: รัฐบาลใช้จ่ายเกินตัวเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ และ 3. ความเชื่อมั่นสั่นคลอน: ตลาดเริ่มไม่มั่นใจในอำนาจซื้อของสกุลเงินหลัก
  • สิ่งที่ต่าง: ในยุค 70s โลกยังไม่เชื่อมโยงกันด้วยระบบการเงินดิจิทัลที่รวดเร็วขนาดนี้ และที่สำคัญที่สุด “Private Credit” หรือตลาดหนี้นอกระบบธนาคารในปัจจุบันมีขนาดใหญ่กว่าในอดีตมหาศาล (ข้อมูลจาก BlackRock ระบุว่าตลาด Private Credit พุ่งแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025) หมายความว่าความเสี่ยงไม่ได้กระจุกตัวแค่ในธนาคาร แต่อยู่ในกองทุนบำนาญและประกันชีวิตของผู้คนทั่วโลก

ตลาดมักจะประเมิน “ระยะเวลา” ของความเจ็บปวดต่ำเกินไป ในปี 1970 นักลงทุนคิดว่ามันจะจบใน 1-2 ปี แต่ความจริงมันกินเวลาเป็นทศวรรษ จนกว่า Paul Volcker จะยอม “หักดิบ” ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อฆ่าเงินเฟ้อให้ตายสนิท

  • แนวโน้มสู่อนาคต: สามฉากทัศน์ (2026-2028)
  • Base Case: “The Long Grind”

เศรษฐกิจโลกโตต่ำ (2-2.5%) ดอกเบี้ยค้างอยู่ที่ระดับสูง เงินเฟ้อทรงตัวที่ 2.5-3% ตลาดหุ้นไม่พุ่งหวือหวาแต่เน้นจ่ายปันผล สินทรัพย์ประเภท Private Assets จะเผชิญการปรับลดมูลค่า (Write-downs) อย่างช้าๆ

  • Bull Case: “The Productivity Miracle”

การประยุกต์ใช้ AI เกิดขึ้นเร็วกว่าคาดในภาคบริการและอุตสาหกรรม ทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนโตแบบก้าวกระโดดโดยไม่เกิดเงินเฟ้อ ธนาคารกลางสามารถลดดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องกังวลตลาดหุ้นเข้าสู่ Super Bull Run

  • Bear Case: “The Sovereign Debt Crisis”

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น รัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้วเริ่มเสียความสามารถในการชำระหนี้ (Fiscal Dominance) นำไปสู่การขายทอดตลาดพันธบัตรครั้งใหญ่ (Bond Vigilantes) ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงปรี๊ดจนเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง (Hard Landing)

  • กลยุทธ์การลงทุน:“จาก Growth สู่ Quality และ Resilience”

ในโลกที่เงินไม่ฟรีอีกต่อไป กลยุทธ์การลงทุนต้องเปลี่ยนจาก “ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า” มาเป็น “ความประณีตในการเลือก” (Selective Investment)

  • Fixed Income: เลิกมองว่าพันธบัตรคือขยะ ปัจจุบัน Yield 4-5% ในพันธบัตรคุณภาพสูง (Investment Grade) ให้ Risk-Adjusted Return ที่ดีกว่าหุ้นหลายกลุ่มเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี
  • Equity: โฟกัสไปที่บริษัทที่มี “Free Cash Flow” แข็งแกร่ง และมี “Pricing Power” (ความสามารถในการขึ้นราคาตามเงินเฟ้อโดยที่ยอดขายไม่ตก) หลีกเลี่ยงบริษัทที่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินใหม่เพื่อจ่ายหนี้เก่า (Refinancing Risk)
  • Real Assets: ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ควรมีติดพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาหนี้สาธารณะ
  • Alternative: ในตลาด Private Equity ให้เน้นกองทุนที่มีประสบการณ์ผ่านวิกฤติ ไม่ใช่กองทุนใหม่ที่เพิ่งเกิดในยุคเงินถูก

วัฏจักรเศรษฐกิจเปรียบเสมือนฤดูกาล ยุคดอกเบี้ยต่ำคือฤดูใบไม้ผลิที่ทุกอย่างผลิบานได้ง่าย แต่วันนี้เราอยู่ในฤดูหนาวที่ยาวนานกว่าปกติ ต้นไม้ที่รากไม่ลึกพอจะยืนต้นไม่ได้

นักลงทุนที่แท้จริงไม่ใช่คนที่กำไรสูงสุดในตลาดขาขึ้น แต่คือคนที่ “รักษาเงินทุน” ไว้ได้ในวันที่พายุพัดผ่าน

“ในวิกฤติมีโอกาสเสมอ แต่โอกาสนั้นจะมีไว้สำหรับผู้ที่มีสภาพคล่องในมือเท่านั้น”

คอลัมน์: Investment focus by KTAM**

โดย ชัชพล สีวลีพันธ์

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์

บลจ. กรุงไทย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...