ชลบุรีระอุ! ตร.ไล่รื้อเครือข่ายอาวุธสงคราม “หมิงเฉิน ซัน” พบเอกสารหลายตัวตนโยงปริศนาข้ามชาติ
ชลบุรีระอุ! ตร.ไล่รื้อเครือข่ายอาวุธสงคราม “หมิงเฉิน ซัน” พบเอกสารหลายตัวตน ทั้ง สัญชาติ–บัตรประชาชน–ทะเบียนบ้าน ขณะที่ตำรวจเร่งคลี่ปมโยงขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ
จากกรณีการขยายผลตรวจค้นเครือข่ายอาวุธสงครามในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเชื่อมโยงกับนายหมิงเฉิน ซัน ชายชาวจีนที่ถูกตรวจพบครอบครองอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ลักษณะคล้ายคลังแสงขนาดย่อม จนเกิดข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ในการเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความรุนแรงหรือก่อการร้าย
รายงานการสืบสวนระบุว่า เอกสารระบุตัวตนหลายชุดของผู้ต้องสงสัยของ หมิงเฉิน ซัน ได้แก่ บัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ที่มีข้อมูลที่อยู่ในเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร และมีการตรวจพบทะเบียนบ้านเชื่อมโยงกับเลขประจำตัวประชาชนไทย 13 หลัก ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีการได้มาโดยถูกต้องหรือไม่
ขณะที่ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นิมิตรใหม่ ได้เข้าตรวจสอบข้อมูลจากที่อยู่ตามเอกสาร และสอบปากคำอดีตภรรยาของผู้ต้องสงสัย ซึ่งให้ข้อมูลว่าเคยรู้จักกันที่พัทยาในปี 2564 ก่อนจดทะเบียนสมรส และภายหลังหย่าร้างในปี 2568 โดยระบุว่าผู้ต้องสงสัยเคยใช้ข้อมูลส่วนตัวของเธอในการทำเอกสารบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย และเปิดกิจการเกี่ยวกับรถเช่า รวมถึงมีพฤติกรรมเดินทางต่างประเทศบ่อยครั้งก่อนความสัมพันธ์จะสิ้นสุดลง
ส่วนด้านกระแสสังคมที่ยังคงตั้งข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอกสารอีกชุดหนึ่งที่มีชื่อ “นายเฉิงเจ้า หวู” และระบุที่อยู่ในเขตบางแค กรุงเทพมหานคร จนเกิดการตั้งคำถามถึงเรื่องการถือครองบัตรประชาชนไทยโดยบุคคลต่างชาติ ขณะที่สน.เพชรเกษม ได้ออกเอกสารชี้แจงร่วมกับสำนักงานเขตบางแค ยืนยันว่า บุคคลดังกล่าวเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์ ได้รับสัญชาติตามกระบวนการทางกฎหมายตั้งแต่ปี 2551 และมีการทำบัตรประชาชนอย่างถูกต้องตามขั้นตอน
ทั้งนี้ตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบในพื้นที่พักอาศัย พบว่าครอบครัวของบุคคลดังกล่าวประกอบอาชีพค้าส่งอุปกรณ์สื่อสาร มีความเป็นอยู่ปกติ และไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับคดีอาวุธสงครามของนายหมิงเฉิน ซัน ตามที่ถูกเชื่อมโยงในสื่อสังคมออนไลน์
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกทั้งในประเด็นที่มาของอาวุธสงคราม เส้นทางการเงิน การเดินทางระหว่างประเทศ และความถูกต้องของเอกสารประจำตัวต่าง ๆ เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยทั้งหมดว่ามีความเชื่อมโยงไปสู่เครือข่ายอาชญากรรมหรือไม่อย่างแน่ชัด