"อนุทิน" ลุย ภูเก็ต สั่งฟันเด็ดขาดบุกรุกหาดบางเทา-หาดฟรีด้อม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เพื่อลงพื้นที่ติดตามและกำชับการแก้ไขปัญหาการบุกรุกชายหาดสาธารณะและที่ดินของรัฐในพื้นที่สำคัญ 2 จุด คือ หาดบางเทา และ หาดฟรีด้อม โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รายงานสถานการณ์
จุดที่ 1: หาดบางเทา (ต.เชิงทะเล อ.ถลาง)
นายกรัฐมนตรีได้รับฟังรายงานกรณีการบุกรุกที่ยืดเยื้อมานาน เดิมพื้นที่นี้มีการลักลอบสร้างอาคารไม้เป็นบาร์เบียร์และร้านอาหาร ซึ่ง อบต.เชิงทะเล เคยดำเนินการรื้อถอนไปแล้ว แต่จากการตรวจสอบพบว่าตั้งแต่ปลายปี 2564 กลุ่มผู้บุกรุกกลับมาก่อสร้างใหม่ด้วยโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรงกว่าเดิมจนเต็มพื้นที่ โดยมีการอ้างสิทธิ์ในโฉนดที่ดินบางส่วนและการยินยอมจากเจ้าของที่ดินเพื่อเลี่ยงกฎหมาย
ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ อบต.เชิงทะเล ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 อย่างเต็มที่ ในการติดคำสั่งทางกฎหมายและดำเนินการรื้อถอนขั้นเด็ดขาด เพื่อคืนพื้นที่ชายหาดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวใช้ประโยชน์ร่วมกัน
จุดที่ 2: หาดฟรีด้อม (ต.ป่าตอง และ ต.กะรน)
ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังหาดฟรีด้อม เพื่อติดตามผลปฏิบัติการตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทรัพยากรที่สำคัญ จากการสนธิกำลังของจังหวัดภูเก็ต หน่วยงานความมั่นคง และกรมป่าไม้ พบการบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างชัดเจน
ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตรวจยึดและร้องทุกข์กล่าวโทษรวมทั้งสิ้น 23 คดี ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ครอบคลุมเนื้อที่รวมกว่า 57 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมดกว่า 24,000 ไร่ โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่าการจัดการปัญหาที่ดินในภูเก็ตต้องทำอย่างโปร่งใสและยุติธรรม หากพบว่าเป็นการบุกรุกที่ดินรัฐโดยเจตนาจะต้องถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุดไม่มีละเว้น เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก
การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนจากรัฐบาลในการจัดระเบียบสังคมและจัดการปัญหาบุกรุกที่ดินของรัฐในจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ต เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะอย่างยั่งยืน