เมืองที่ดีคือเมืองที่ทุกคน ‘อยู่ดี’ และเข้าถึงได้ Universal Design จากนโยบายที่สำเร็จผลในนานาประเทศ สู่ พ.ร.บ. อยู่ดีโดยเพื่อไทย
ในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 พรรคเพื่อไทยได้เสนอ พ.ร.บ. อยู่ดี หรือ Universal Design เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงด้านคุณภาพชีวิต โดยมีเป้าหมายออกแบบประเทศไทยด้วยมาตรฐานโลก เพื่อให้ทุกคนใช้ได้ เข้าถึงดี และมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ที่อยู่ในภาวะไม่แข็งแรงชั่วคราว แนวคิดนี้ครอบคลุมตั้งแต่พื้นที่กายภาพ ทางเท้า อาคาร ระบบขนส่ง ไปจนถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยถือว่าการเข้าถึงคือ ‘สิทธิขั้นพื้นฐาน’ ของประชาชน
แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่บนเวทีโลก แต่เป็นหลักการที่หลายประเทศพิสูจน์แล้วว่าสร้างผลลัพธ์ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
อเมริกา ต้นแบบโลก
กฎหมาย Americans with Disabilities Act หรือ ADA ปี 1990 ถือเป็นกฎหมายด้านการเข้าถึงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ กำหนดให้อาคาร บริการสาธารณะ การจ้างงาน และโทรคมนาคม ต้องเข้าถึงได้สำหรับทุกคนทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมกลไกบังคับใช้และรับเรื่องร้องเรียนที่ชัดเจน ผลของ ADA ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในอเมริกา แต่กลายเป็นแรงผลักดันให้ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรปออกกฎหมายไปในทิศทางเดียวกัน
ญี่ปุ่น โมเดลที่ใกล้เคียงไทยที่สุด
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกยกให้เป็นผู้นำด้าน Universal Design เพราะขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือของทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ในบริบทสังคมสูงวัยที่ใกล้เคียงกับไทย ญี่ปุ่นดำเนินการอย่างเป็นระบบโดยเริ่มจาก กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและคนชรา ปี 1994 ขยายสู่กฎหมายขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคนในปี 2000 และยกระดับสู่กฎหมายเพื่อการจราจรแบบไร้สิ่งกีดขวางปี 2006 ซึ่งครอบคลุมสนามบิน สถานีรถไฟ และห้างสรรพสินค้า ทางลาด ลิฟต์ ห้องน้ำอเนกประสงค์ และพื้นสัมผัสนำทาง จุดสูงสุดคือ Universal Design 2020 Action Plan ที่ทำให้สถานที่ทั้ง 21 แห่งของโอลิมปิกและพาราลิมปิกโตเกียวผ่านมาตรฐานสากลอย่างครบถ้วน
สแกนดิเนเวีย ออกแบบในผังเมืองตั้งแต่ต้น
ในนอร์เวย์และสวีเดน Universal Design ไม่ใช่กฎหมายที่เพิ่มเข้ามาทีหลัง แต่ถูกออกแบบไว้ในการวางผังเมืองตั้งแต่แรก ตัวเมืองออกแบบให้ผู้พิการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะได้โดยไม่ต้องพึ่งรถส่วนตัว ขับเคลื่อนด้วยสวัสดิการสังคม ไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมาย ตัวอย่างที่โด่งดังคือ Oslo Opera House ที่ออกแบบให้ทุกคนรวมถึงผู้ใช้รถเข็น เพราะถือว่าพื้นที่สาธารณะต้องเป็นของทุกคนอย่างแท้จริง
ออสเตรเลีย มาตรฐานที่วัดได้และบังคับใช้จริง
กฎหมายเลือกปฏิบัติต่อคนพิการของออสเตรเลียโดดเด่นในแง่ที่กำหนดเกณฑ์มาตรฐานอย่างละเอียด ทำให้การตรวจสอบและบังคับใช้มีประสิทธิภาพสูง หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนต้องเปิดเผยแผนการปรับปรุงตามระยะเวลาที่กำหนด สิ่งที่ออสเตรเลียทำได้ดีคือการเชื่อมมาตรฐานกายภาพเข้ากับดิจิทัล ทำให้ Universal Design ขยายสู่เว็บไซต์และบริการออนไลน์ภาครัฐ ซึ่งตรงกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. อยู่ดีที่ระบุถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วยเช่นกัน
สหภาพยุโรป มาตรฐานข้ามพรมแดน
กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงสินค้าและบริการสำหรับคนพิการของยุโรปที่บังคับใช้ปี 2019 ยกระดับ Universal Design ให้เป็นเรื่องระดับภูมิภาค ครอบคลุมทั้งสินค้าและบริการตั้งแต่ตู้ ATM โทรศัพท์ ไปจนถึงบริการธนาคารและอีคอมเมิร์ซ โดยทุกประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามมาตรฐานร่วมกัน
จากทุกตัวอย่างที่กล่าวมา มีสิ่งที่ไทยควรนำมาใช้ในการผลักดัน พ.ร.บ. อยู่ดี สามประการหลัก คือ หนึ่ง กฎหมายต้องมีกลไกบังคับใช้จริงและมีบทลงโทษชัดเจน ไม่ใช่เพียงแนวปฏิบัติแนะนำ สอง ต้องเดินทีละขั้นอย่างมีแผน โดยโมเดลญี่ปุ่นเหมาะที่สุดสำหรับบริบทไทย เพราะเริ่มจากอาคาร ขยายสู่การขนส่ง และครอบคลุมดิจิทัลในท้ายที่สุด และสุดท้ายข้อสาม ต้องให้ผู้พิการและกลุ่มเปราะบางมีส่วนร่วมในการออกแบบและตรวจสอบมาตรฐาน เพราะพวกเขาเข้าใจปัญหาดีที่สุด
Universal Design คือการลงทุนทั้งในมิติทางสังคมที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม และในมิติเศรษฐกิจที่เปิดตลาดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง รองรับสังคมสูงวัย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว หากไทยเดินหน้า พ.ร.บ. อยู่ดีอย่างจริงจัง นั่นหมายความว่าเรากำลังออกแบบประเทศไทยให้เป็นประเทศที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง