โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มธ. เผยผลวิจัยทางเลือกปฏิรูปภาษีสรรพสามิตบุหรี่ “อัตราเดียว”

TODAY

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 03.20 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 03.20 น. • TODAY

มธ. เผยผลวิจัยทางเลือกปฏิรูปภาษีสรรพสามิตบุหรี่ “อัตราเดียว” ชี้แก้วิกฤตรายได้รัฐถดถอย สกัดบุหรี่เถื่อน ลดความเหลื่อมล้ำและต้นทุนด้านสาธารณสุข

กรุงเทพฯ, 30 มีนาคม 2569 — ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ERTC) จัดการประชุมเผยแพร่ผลงานวิชาการ เรื่อง “การศึกษาผลกระทบของการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบอัตราเดียวต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย” และการเสวนา หัวข้อ “ภาษีสรรพสามิตยาสูบ: ดุลยภาพระหว่างเป้าหมายการคลังและผลกระทบทางสังคม” เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ เพื่อเสนอทางเลือกนโยบายบนพื้นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based Policy) มุ่งแก้ปัญหาโครงสร้างอุตสาหกรรมบุหรี่ที่ถูกบิดเบือนและการหดตัวอย่างต่อเนื่องรุนแรง วิกฤตบุหรี่ผิดกฎหมายแพร่ระบาด ซึ่งส่งผลให้รายได้รัฐโดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Taxes) ซึ่งนำไปใช้เพื่อพัฒนาและสนับสนุนสังคมและชุมชนลดลงอย่างต่อเนื่องรวมถึงบั่นทอนประสิทธิผลของนโยบายต่อเป้าหมายด้านสาธารณสุข

นับตั้งแต่มีการใช้โครงสร้างสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรตแบบจัดเก็บสองขาทั้งตามปริมาณและภาษีตามมูลค่าแบบสองอัตรา (25% และ 42%) โดยมีระดับราคาขายปลีกแนะนำ 72 บาทต่อซองเป็นตัวแบ่ง พบว่ารายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบของรัฐมีความผันผวนและถดถอยอย่างมีนัยสำคัญและต่อเนื่อง โดยลดลงจากประมาณ 68,603 ล้านบาทในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 สู่ประมาณ 47,489 ล้านบาทในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เนื่องจากผู้บริโภคปรับพฤติกรรมหันไปหาบุหรี่ราคาถูก (Down-trading) และบุหรี่ผิดกฎหมายซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 25% (ณ ไตรมาส 3/2568) ในขณะที่อุตสาหกรรมบุหรี่ก็ปรับตัวเช่นกัน เห็นได้จากอุปทานบุหรี่กว่าร้อยละ 95 กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มราคาไม่เกิน 72 บาทต่อซอง เพื่อเลี่ยงการเสียภาษีขั้นสูง ณ 42% ทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้จาก การออกแบบภาษีหลายอัตรา ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล ในขณะที่ประชาชนและสังคมสูญเสียโอกาสในการได้รับสวัสดิการจากภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะที่จัดเก็บได้ลดลงในเวลาเดียวกัน

ผศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า “แบบจำลองพลวัตระบบชี้ชัดว่าระบบภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรตสองอัตราคือต้นเหตุของอาการรายได้แกว่งและถดถอย การเปลี่ยนสู่ระบบอัตราเดียว (Single-tier) ที่คงอัตราภาษีตามมูลค่าไว้ ณ 25% และปรับขึ้นเฉพาะอัตราภาษีตามปริมาณ 0.05 บาทต่อมวนทุก 2 ปี จะช่วย ‘รีเซ็ต’ ฐานรายได้ภาษีสรรพสามิตให้คงที่และช่วยให้การพยากรณ์รายได้แม่นยำขึ้น ทั้งนี้ ผลการศึกษายังชี้ว่ารัฐจะต้องดำเนินมาตรการปราบปราม
การค้าบุหรี่ผิดกฎหมายควบคู่ไปพร้อมกัน เพื่อรักษารายได้รัฐได้มั่นคงที่สุด และลดต้นทุนทางสุขภาพสังคม
ให้เหลือเพียง 347 ล้านบาทต่อปีโดยประมาณในระยะยาว โดยรัฐต้องทำให้ระบบ Track and Trace หรือระบบตรวจสอบ ติดตามและแกะรอยแสตมป์ยาสูบและอุปทานยาสูบให้มีประสิทธิผลจริง
ในการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย”

ในมิติด้านกฎหมาย ดร.กีระเกียรติ พระทัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า “โครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบหลายอัตราตามช่วงราคาขายปลีกมีผลทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางภาษี (Tax Discrimination) ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นกลางทางภาษี (Tax Neutrality) และหลักความเป็นธรรมทางภาษี (Tax Equality) เพราะสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับใกล้เคียงกันกลับมีภาระภาษีต่อหน่วยแตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการเลื่อนไหลไปสู่บุหรี่ราคาต่ำและเพิ่มความไม่แน่นอนของฐานรายได้ภาษีดังนั้น การปรับไปสู่โครงสร้างแบบอัตราเดียวมีศักยภาพในการลดแรงจูงใจบิดเบือนราคาตลาดเพื่อเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และลดข้อพิพาทระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาความสอดคล้องของภาระภาษีระหว่างผลิตภัณฑ์ยาสูบแต่ละประเภทซึ่งใช้ทดแทนกันได้ เช่น บุหรี่และยาเส้น เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมทางภาษี นอกจากนี้ ภาครัฐยังควรดำเนินมาตรการป้องกันเยาวชนในการเริ่มสูบและเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบราคาถูกได้ง่าย เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ชัดเจน”

ด้านผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน คุณอัจฉริยะ วัฒนาพร ตัวแทนสมาคมชาวไร่ยาสูบ สะท้อนภาพความเดือดร้อนว่า “ตลอด 8-9 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างภาษีในปี 2560 เกษตรกรหลายหมื่นครัวเรือนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควตารับซื้อใบยาสูบที่ลดลงตามยอดขายบุหรี่ไทย เพราะโครงสร้างภาษียาสูบที่ซับซ้อน บิดเบือนกลไกราคาตลาด ขณะที่อัตราภาษีที่สูงแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้บุหรี่ถูกกฎหมายแพงขึ้นมาก บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าโตขึ้น รัฐจำเป็นต้องจริงจังในการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย ป้องกันการรั่วไหลของภายได้ภาษี พร้อมบังคับใช้กฎหมายกับผู้ค้าของเถื่อนอย่างถอนรากถอนโคน ขณะเดียวกันต้องปรับระบบภาษีให้มีความเหมาะสม ไม่สร้างภาระให้กับชาวไร่ ซึ่งเป็นต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน และอยากขอให้รัฐพิจารณาจัดตั้งกองทุน เพื่อช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบ
ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น และช่วยรับมือกับความความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคต”

การศึกษายังหยิบยกกรณีศึกษาจากฟิลิปปินส์ (Sin Tax Reform) ที่ประสบความสำเร็จในการปรับสู่ระบบอัตราเดียวจนรายได้ภาษีโตขึ้น 2 เท่าภายใน 5 ปี โดยเน้นย้ำว่าการปฏิรูปของไทยควรใช้แนวทาง “ค่อยเป็นค่อยไป” พร้อมโรดแมปที่ชัดเจน และต้องมองเป็น “Policy Package” ที่รวมการปรับฐานภาษี การปราบปรามเชิงรุก และการสนับสนุนบริการเลิกบุหรี่เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสมดุลที่ยั่งยืนระหว่างเสถียรภาพการคลังและสุขภาวะของประชาชน โดยไม่ทิ้งใครในห่วงโซ่อุปทานไว้ข้างหลัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...