โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาเซียนควรได้ประโยชน์จากความรุ่งเรืองของจีน แต่โมเดล “ฝูงห่านบิน” ของจีนกับญี่ปุ่น ต่างกันอย่างไร

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 21.18 น.

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : businesstimes.com.sg

บทความของนิตยสาร Foreign Affairs เรื่อง China Is Squeezing Southeast Asia เขียนถึงความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ ระหว่างจีนกับอาเซียน ที่ขยายตัวมากขึ้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรได้ประโยชน์จากการพุ่งขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจของจีน จีนเองก็ให้ความสำคัญอันดับหนึ่งต่อการเติบโตของภูมิภาคนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถือว่า เส้นทางสายไหมทางทะเล มีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ทางภูมิเศรษฐศาสตร์ของจีน และเป็นพื้นที่สำคัญของโอกาสการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดึงการลงทุนจากจีนเป็นมูลค่า 126 พันล้านดอลลาร์ ปี 2020 ภูมิภาคนี้แซงหน้าสหรัฐอเมริกาและกลุ่ม EU กลายเป็นกลุ่มคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน เมื่อสหรัฐฯใช้มาตรการภาษี ทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง จีนหันมาค้าขายมากขึ้นประเทศสมาชิกอาเซียน เมื่อเดือนตุลาคม 2025 มีการลงนามข้อตกลงการค้าเสรี จีน-อาเซียน 3.0 ที่แก้ไขข้อตกลงเดิมที่ทำในปี 2015

ทางตันของความรุ่งเรืองร่วมกัน

แต่ครั้งหนึ่งที่เคยมองว่า ความร่วมมือจีน-อาเซียนคือเส้นทางความรุ่งเรื่องร่วมกัน กำลังกลายเป็นเส้นทางตันที่อาจไปต่อไม่ได้ พลังความแรงของเศรษฐกิจจีน ทำให้เกิดสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่ภูมิภาคนี้อาจจะไม่มีการพัฒนาด้วยตัวเองขึ้นมา ปี 2025 คาดว่าอาเซียนจะขาดดุลการค้ากับจีน 278 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางที่สถานการณ์ของอุตสาหกรรมท้องถิ่น เช่น การผลิตเสื้อผ้าของอินโดนีเซีย และผู้ผลิตเหล็กของไทย ต้องต่อสู้กับสินค้าราคาถูกจากจีน

นักเศรษฐศาสตร์มักอธิบายว่า การลงทุน รวมทั้งการส่งออกจากจีน ที่สำคัญประกอบด้วยชิ้นส่วนระดับกลาง จะสร้างโอกาสการเติบโตแก่อาเซียน แต่การที่ยังคงพึ่งพานักลงทุนจีน ในเรื่องห่วงโซ่อุปทานจากจีน หมายความว่า เศรษฐกิจภูมิภาคนี้ ไม่ได้ประโยชน์จากการลงทุนจากต่างประเทศ

โดยทั่วไป การลงทุนต่างประเทศ มักจะตามมาด้วย “การกระจุกตัวทางภูมิศาสตร์ของอุปทานการผลิต” (industrial cluster) ที่ทำให้เกิดผลิตภาพ นวัตกรรม และความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากมีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน และความรู้พิเศษเฉพาะทาง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคนี้

“โมเดลฝูงห่านบิน” แบบจีน

บทความ China Is Squeezing Southeast Asia กล่าวว่า นักเศรษฐศาสตร์และเจ้าหน้าที่จีน ที่มองการเติบโตภูมิภาคอาเซียนในเชิงบวก มักให้ความสำคัญต่อ “โมเดลฝูงห่านบิน” (flying geese model) ของการยกระดับอุตสาหกรรม ที่เคยทำให้ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน สามารถพัฒนาขึ้นมา จากการเดินตามหลังความสำเร็จของญี่ปุ่น

ในทศวรรษ 1960 เมื่อญี่ปุ่นพัฒนาอุตสาหกรรม และค่าแรงสูงขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านที่มีรายได้ต่ำกว่า หันไปใช้โมเดลการพัฒนา โดยเข้าไปดำเนินการอุตสาหกรรมที่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง ปัจจุบัน จีนบินอยู่แถวหน้า และดูเหมือนจะนำทาง เพื่อให้ภูมิภาคนี้รุ่งเรืองขึ้นมา จีนกำลังมุ่งสู่อุตสาหกรรมแบบใช้ทุนเข้มข้น นอกเหนือจาก การลุงทนและทำการค้ากับอาเซียนอย่างกว้างขวาง โมเดลการพัฒนาแบบฝูงห่านบินบอกเราว่า การพัฒนาของจีนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศในอาเซียน และยังสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมของภูมิภาคนี้

แต่บทความของ Foreign Affairs บอกว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจีน-อาเซียน กลับเกิดความไม่สมดุลมากขึ้น ปี 2025 จีนได้เปรียบดุลการค้าทั่วโลกถึงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นความได้เปรียบกับประเทศในอาเซียนถึง 23% การนำเข้าของอาเซียนจากจีน พุ่งสูงขึ้นนับจากปี 2020 แต่การเพิ่มขึ้นของการส่งออกไปจีน ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ชายแดนจีน-ลาวที่เมืองบอเตน ที่มาภาพ : sixthtone.com

มูลค่าสินค้าอุตฯของอาเซียนไม่เพิ่ม

สินค้าจีนหลั่งไหลเข้ามาในอาเซียน แต่มูลค่าการผลิตจากภาคอุตสาหกรรมของอาเซียนไม่ได้เพิ่มตามการค้าที่ขยายตัว จากตัวเลขของ UNCTAD ปี 2023 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัดส่วนการสร้างมูลค่าการผลิตภาคอุตสาหกรรม แค่ 5% ของโลก ตัวเลขเท่ากับปี 2012 ในช่วงเดียวกันนี้ สัดส่วนการสร้างมูลค่าอุตสาหกรรมของจีน เทียบเท่า 28% ของโลก เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีสัดส่วน 10%

ตัวเลขที่สะท้อนช่องว่างมากขึ้นนี้ แสดงว่า จีนในฐานะหัวหน้าฝูงห่าน บินสูงขึ้นสู่การผลิตที่มีมูลค่ามากขึ้น โดยไม่ได้ยกระดับเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้สูงขึ้นในอัตราเดียวกัน เมื่อบริษัทจีนลงทุนในอาเซียน เศรษฐกิจท้องถิ่นไม่ได้ประโยชน์แบบเดียวกับประเทศ ที่เคยรุ่งเรืองภายใต้โมเดลฝูงห่านบินแบบญี่ปุ่น

ในส่วนของห่วงโซ่อุปทานมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และแผงพลังงานแสงแดด บริษัทจีนย้ายการผลิตมาอาเซียน เฉพาะส่วนที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นในกระบวนการผลิต รัฐบาลจีนให้บริษัทจีนเก็บกระบวนการผลิต ที่มีมูลค่าสูงไว้ในจีน ในกรณีอินโดนีเซีย จีนควบคุม 75% ของการทำเหมืองแร่นิกเกิล และการลงทุนในโรงงานแบตเตอรี่มูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์ อินโดนีเซียได้ประโยชน์เพียง 10% ของมูลค่าเพิ่มในกระบวนการผลิตทั้งหมด นับจากการทำเหมืองแร่ไปจนถึงการประกอบแบตเตอรี่

บทความยังกล่าวว่า โรงงานจีนที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียน บริษัทจีนเลือกที่จะไม่ใช่ซับพลายเออร์ในท้องถิ่น บริษัทระดับแนวหน้าของจีนล้วนสร้างระบบการผลิต ที่ไม่อาศัยผู้ผลิตจากภายนอก เพราะสามารถควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน จากวัตถุดิบถึงการประกอบการผลิต จุดนี้ ทำให้บริษัทจีนไม่จำเป็นต้องบูรณาการกับผู้ผลิตท้องถิ่น

การเปิดโรงงานรถยนต์ไฟฟ้า BYD ในไทยเมื่อปี 2024 ทำให้ไทยนำเข้าสินค้าทุนระดับกลางพุ่งมากขึ้น ตั้งแต่แบตเตอรี่ มอเตอร์ และชิ่นส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ยอดขายซับพลายเออร์ในไทยลดลง 20% ซับพลายเออร์เหล่านี้ เคยผลิตชิ้นส่วนให้กับผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่น

นโยบายพึ่งพาตัวเองด้านเทคโนโลยีของจีน ก็มีผลกระทบต่อประเทศในอาเซียน ที่มีภาคการผลิตที่ก้าวหน้า เช่น เซมิคอนดักเตอร์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามผลิตชิปสำหรับรถยนต์ อุปกรณ์ด้านอุตสาหกรรม และเครื่องใช้ไฟฟ้า ความต้องการจากจีนจะลดลง เพราะรัฐบาลให้การอุดหนุนผู้ผลิตจีน เพื่อลดการนำเข้า ภายใน 5 ปี จีนคงสามารถผลิตชิปแบบเดิมได้หมด แม้จะผลิตจากเทคโนโลยีเก่า แต่มีความสำคัญสำคัญสินค้าขายในตลาด

ที่มาภาพ : chinadaily.com

จีนไม่ทิ้งอุตฯใช้แรงงานมาก

บทความกล่าวอีกว่า จีนไม่ทิ้งอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น ทั้งที่ควรจะย้ายฐานการผลิตมาภูมิภาคนี้ ที่มีค่าแรงต่ำกว่า อุตสาหกรรมในเวียดนาม ต้องประสบปัญหาสินค้าราคาถูกจากจีน มูลค่าเดือนหนึ่ง 2 พันล้านดอลลาร์ ที่ไหลเข้ามาจากจีน ผ่านการสังซื้อผ่านอี-คอมเมิร์ซ ปี 2024 อินโดนีเซียต้องปลดคนงานเกือบ 8 หมื่นคน เนื่องจากการนำเข้าเสื้อผ้าราคาถูกจากจีน

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าของอินโดนีเซีย ไม่สามารถแข่งขันกับประสิทธิภาพและขนาดของ “ระบบนิเวศอุตสาหกรรม” ของจีน เขตพัฒนาเศรษฐกิจจีนกว่า 2,000 แห่ง ทำให้ผู้ผลิตจีนสามารถเข้าถึงซับพลายอออร์ ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำจากจุดเดียวกัน

บริษัทจีนบางบริษัทหันไปใช้หุ่นยนต์ มาชดเชยปัญหาค่าแรงสูงขึ้น โดยไม่ต้องย้ายฐานการผลิต Midea Group ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าของจีน ลงทุนพัฒนาโรงงานผลิตอัตโนมัติ ที่จะใช้แรงงานเพียง 10% จากเดิม รัฐบาลจีนก็สนับสนุนให้บริษัทจีนหันไปใช้ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมที่ใช้ทักษะต่ำ ที่เสี่ยงย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ

บทความสรุปว่า ปัญหาท้าทายต่ออาเซียน ส่วนหนึ่งมาจาก “โมเดลการเติบโต” ของจีน เมื่อผลกำไรลดลง การแข่งขันในประเทศมีมาก และการบริโภคภายในอ่อนตัว ทำให้บริษัทจีนต้องขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อความอยู่รอด

แต่เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ผู้นำอาเซียนต้องทำให้ภูมิภาคนี้ อยู่ในฐานะที่จะได้ประโยชน์ จากการขยายตัวของจีน ในการแข่งขันกับจีน ต้องเรียนรู้ในสิ่งที่สร้างความเป็นเลิศของจีน ความรุ่งเรืองของจีนไม่ได้มาจากโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังมาจากการสนับสนุนและทุ่มเทของรัฐต่อการศึกษาและนวัตกรรม

อาเซียนจำเป็นต้องลงทุนในการยกระดับความสามารถของแรงงาน ผ่านการศึกษาระดับสูงและอาชีวศึกษา เพื่อแข่งขันในภาคที่มีผลิตภาพสูง ตัวอย่างเช่น โครงการ “โรงหลอม” อาชีวศึกษาของมาเลเซีย ที่ปีนัง ซึ่งเป็นสะพานเชื่อม ระหว่างการผลิตสนองแรงงานทักษะ ให้กับความต้องการของอุตสาหกรรมไฮเทค

เอกสารประกอบ

China Is Squeezing Southeast Asia, March 24, 2026, foreignaffairs.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...