“พิพัฒน์” เผย “นายกฯ” สั่งการภายในสัปดาห์นี้ต้องไม่มีภาพปั๊มไม่มีน้ำมันขาย
“พิพัฒน์” เผย “นายกฯ” สั่งการภายในสัปดาห์นี้ต้องไม่มีภาพปั๊มไม่มีน้ำมันขาย คาด สุดสัปดาห์นี้มีน้ำมันสูตรใหม่ ดีเซลB20 ขายให้ภาคอุตสาหกรรม - เลขาสภาพัฒน์ฯ คาด 1-2 วัน สถานการณ์น้ำมันดีขึ้น เผย ไม่พบปั๊มผิดปกติ หลัง DSI ลุยตรวจ หลังนายกฯ สั่งการติดป้ายราคาที่คลัง - แจงเหตุส่งน้ำมันขาด บางปั๊มส่งทางท่อ ต้องรอรอบตามปฏิทิน
วันที่ 23 มี.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
โดยระบุว่าขณะนี้ข่าวที่ปรากฏในแต่ละวัน มีทั้งภาพความโกลาหลหรือความตื่นตระหนกในเรื่องของสถานีบริการที่เข้าไปเติมน้ำมันแล้วไม่มีน้ำมันจ่ายให้ประชาชน ตนขอแจ้งให้ประชาชนรับทราบว่าในแต่ละวันโรงกลั่นและผู้ค้าตามมาตรา 7 ได้มีการนำน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการเกือบ 10,000 แห่ง จากในอดีตที่เคยเติมเข้าสู่สถานีบริการประมาณ 67 ล้านลิตร แต่ขณะนี้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 82 -84 ล้านลิตรต่อวัน แต่ยังไม่เพียงพอต่อผู้ใช้ในประเทศ
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่ง ให้งดการเก็บน้ำมันสำรอง ที่จะมีการเพิ่มน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา7 ในวันที่ 31 มีนาคมเพิ่มอีก 1.5% และในวันที่ 10 เมษายนเพิ่มขึ้นอีก 1.5% ซึ่งรวมจะมีน้ำมันสำรองถึง 3% โดยขอให้คงน้ำมันสำรองให้มีเพียง 1% เหมือนก่อนที่จะมีสงครามเกิดขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการหารือว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และโรงกลั่น ปล่อยน้ำมันและนำน้ำมันสำรองเข้าสู่ตลาด เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้ทั้งหมด
ดังนั้นรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการว่าภายในสัปดาห์นี้จะเห็นภาพว่าไม่มีสถานีบริการใดที่บอกว่าไม่มีน้ำมันขาย เพราะจากการหารือ ผู้ค้าตามมาตรา7 ทุกบริษัทได้รับทราบและจะพยายามปฏิบัติให้ได้ตามที่นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการ ซึ่งจากการประชุมก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกบริษัทที่เป็นผู้ค้าตามมาตราเ7 และโรงกลั่นต่างๆก็พยายามที่จะกลั่นให้ได้ 100% และบางโรงกลั่นก็อาจจะทำเกิน 100% เพื่อพยายามปล่อยน้ำมันทั้งหมดให้ผู้ค้าตามมาตรา7 เพื่อบรรเทาและผ่อนคลายให้ผู้ใช้ได้อย่างเพียงพอ
ทั้งนี้ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบว่า คาดว่าสุดสัปดาห์นี้จะมีน้ำมันดีเซล สูตรใหม่ B20 ซึ่งทางโออาร์ บางจาก เชลล์ ออกมาขายให้ผู้ใช้บริการภาคอุตสาหกรรม โดยจะขายผ่านจ๊อบเบอร์
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า สำหรับผลการดำเนินงานจากที่ประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่นายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งให้มีการติดประกาศราคาที่คลังน้ำมัน ซึ่งเดิมไม่เคยมี ถือเป็นการประกาศราคาไม่ให้สูงเกินกว่าราคาที่สถานีบริการ ซึ่งก็มีการดำเนินการเรียบร้อยแล้ว โดยในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ทางหน่วยงานจากกระทรวงยุติธรรม และดีเอสไอ ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันทั้งหมด 8 จุด โดยจากการลงตรวจไม่มีความผิดปกติ เพราะการลงตรวจในครั้งนี้จะดำเนินการการตรวจวัดปริมาณน้ำมันที่อยู่ในคลังและจำนวนที่ขายออกไป ทุกอย่างถูกต้องตรงกัน ไม่ได้มีความผิดปกติใดๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เข้าใจที่ทางประชาชนได้เห็นภาพของน้ำมันในสถานีตามบริการต่างๆ ที่ยังขาดอยู่ ซึ่งในระบบการส่งน้ำมันจากคลังออกไปยังสถานีบริการต่างๆ จะมี 2-3 เรื่อง ทั้งการส่งตามท่อ ไปที่คลังน้ำมันปลายทาง และรับกันที่ปลายทางด้วยรถขนน้ำมัน แล้วจะมีรถน้ำมันที่ขนไปภาคใต้ด้วย โดยการส่งน้ำมันทางท่อจะไม่สามารถส่งน้ำมันพร้อมกันทุกชนิดได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะมีปฏิทินการส่งอยู่ วันนี้อาจส่งน้ำมันชนิดนี้และอีกวันอาจส่งอีกชนิดหนึ่ง ทำให้ช่วงเวลาที่ประชาชนไปซื้อน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันสูงกว่าเวลาปกติ ก็จะทำให้การส่งน้ำมันจากคลังผ่านท่อไปยังคลังปลายทางและขึ้นรถไปส่งที่สถานีบริการอาจทำได้ล่าช้า แต่โดยรวมจากที่มีการรายงานสถานการณ์ในแต่ละปั๊มขาดน้ำมันก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากมีการให้ขนส่งน้ำมันได้ 24 ชั่วโมง โดยจากการเติมน้ำมันโดยปกติ มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 65 ถึง 66 ล้านลิตรเฉลี่ยประมาณ 84 ล้านลิตรต่อวัน แต่บางวันในช่วงสัปดาห์ที่มีเหตุการณ์ใหม่ๆ มีการใช้น้ำมันโดยเฉพาะดีเซลประมาณกว่า 100 ล้านลิตร เพราะฉะนั้นเวลาที่การเติมน้ำมันโดยปั๊มน้ำมันหลายแห่งในช่วงเวลาปกติหนึ่งวันจะขายอยู่ที่ 15,000 ลิตร สามารถขายได้ตั้งแต่เช้าจนถึงกลางคืน และตอนเช้าจะมีรถมาเติมน้ำมันใหม่ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา 15,000 ลิตรที่เติมไปในตอนเช้า ปรากฏว่าประมาณเที่ยงวันก็หมดแล้ว จึงทำให้ต้องการขนส่งน้ำมันไปเติมบ่อยขึ้น
ด้วยปริมาณความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงคือในช่วงที่ผ่านมา อาจด้วยความหวั่นเกรงว่าจะไม่มีน้ำมัน ซึ่งตนยืนยันว่าน้ำมันยังมี เพราะตัวเลขที่เช็คจากกรมศุลกากรจะเห็นว่าน้ำมันดิบที่วิ่งเข้ามาในประเทศไทยหากนับตั้งแต่วันที่ 1-20 มีนาคม มีน้ำมันดิบเข้าประเทศมาแล้วกว่า 3400 ล้านลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอในการกลั่นใช้ในประเทศ เพียงแต่น้ำมันดิบที่เรากลั่นออกมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศ จะมีกำลังการกลั่นที่อยู่ถึง 175 ล้านลิตร ส่นดีเซลก็ประมาณ 77 ล้านลิตรต่อวัน แต่ในขณะนี้ความต้องการเพิ่มขึ้นมาเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน โดยทางโรงกลั่นก็พยายามเพิ่มกำลังการผลิตเต็มที่ไม่มากนัก เพราะด้วยกำลังการกลั่นที่มีอยู่แค่นี้จึงสามารถเพิ่มได้อีกนิดหน่อย และบางการก็ใช้พลังงานที่ผลิตจากเดิม 100% เพิ่มขึ้นมาเป็น 110% ก็พยายามทำเต็มที่เพื่อให้มีน้ำมันเข้ามา ส่วนที่จะมีการเติมเข้ามาเพื่อเป็นการผ่อนคลายน้ำมันที่เราเคยมีคำสั่งไว้ให้เพิ่มขึ้น 0.5% ในช่วงสิ้นเดือนก็ผ่อนคลายออกไป
โดยในเรื่องนี้จากการตรวจของดีเอสไอและกระทรวงยุติธรรม ก็ยังไม่พบสิ่งผิดปกติในการเข้าตรวจตคัลงน้ำมัน ขณะเดียวกันก็ได้มีการเข้าไปตรวจของกรมการปกครองที่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศประมาณ 9,387 แห่ง พบว่าประมาณ 8,000 แห่งมีปัญหาด้านการขนส่ง นั่นคือน้ำมันถูกเติมจนหมดปั๊มและต้องรอให้ขนส่งวิ่งเข้าไปส่ง ขณะเดียวกันปริมาณน้ำมันที่ได้รับต่อวัน จากตัวเลขที่กรมการปกครองลงพื้นที่สำรวจ พบว่าปริมาณน้ำมันที่ได้รับต่อวันอยู่ที่ประมาณ 82 ล้านลิตร หากในเชิงปริมาณก็มีความเพียงพอที่จะให้กับประชาชนได้ และจำหน่ายอยู่ที่ 65 ล้านลิตร ซึ่งนี่เป็นผลการตรวจสอบที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
"พิพัฒน์" ยังไม่ยืนยัน ว่ามี “ไอ้โม่ง หรือไม่ รอชุด ฉก. ที่นายกตั้งตรวจสอบรื้อทั้งระบบ ชี้ หากดูตัวเลขยังพบเพียงยอดการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น-เร่งจ่ายน้ำมัน B20ให้จ๊อบเบอร์ แก้ปัญหาบริษัทขนส่งภาคใต้ขู่หยุดเดินรถ ส่วนปั้มบางจากที่สงขลาไม่ได้โควตาน้ำมัน ได้ปลดล็อคปริมาณสำรองแล้ว
กรณีทางสมาคมโลจิสติกส์และขนส่งภาคใต้ขู่รัฐบาลหากยังไม่มีการแก้ไขในเรื่องของน้ํามัน จะหยุดการเดินรถในการขนส่งสินค้าทั้งหมดตั้งแต่วันที่หนึ่งเมษายนนี้เป็นต้นไป โดยขณะนี้ทางผู้ค้าเชื้อเพลิงรายใหญ่หรือตามมาตรา 7 จะปล่อยน้ํามันผ่าน บริษัทตัวแทนค้าน้ํามันหรือจ็อบเบอร์ ซึ่งบริษัทขนส่งน้ํามันไม่ได้เติมน้ำผ่านปั้มน้ำมันแต่เป็นการฅื้อน้ำมันผ่าน ผ่านจ็อบเบอร์ ออกไปเติมในแทงค์ของบริษัทหรือในไซต์งานของตนเองแล้วไปเติมในรถบรรทุก ซึ่งผู้ค้าตามมาตรา 7 นั้นจะขายน้ํามันให้กับบริษัทจ็อบเบอร์ โดยเชื่อว่าหากทําแบบนี้จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้
ส่วนผลจากการตรวจสอบทั้งระบบห่วงโซ่ของการขายน้ํามัน มีการพบ “ไอ้โม่ง” ซุกซ่อนในระบบหรือส่วนไหนอีกหรือไม่ หากผลการตรวจสอบพบว่าคลังน้ํามัน 8 แห่งนั้นไม่พบความผิดปกติ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า
“ขณะนี้จากที่หน่วยเฉพาะกิจที่ทางนายกรัฐมนตรีได้มีการแต่งตั้งขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดกําชับให้นายอําเภอลงตรวจสถานีบริการน้ํามันหรือปรับน้ํามันทุกแห่ง นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบผู้ค้าในลักษณะที่มีกี่แทงค์เก็บน้ํามัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าตามมาตรา 7 และผู้ค้ามาตรา 10 หรือว่าจ็อบเปอร์ ว่ามีการกักตุนน้ํามันหรือไม่ ซึ่งในขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบ นอกเหนือจากที่เจอที่จ.อ่างทอง ซึ่งเมื่อวานนี้รับทราบว่ามีความพยายามที่จะส่งน้ํามันออกไปนอกประเทศประมาณ 20,000 ลิตร ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตรวจสอบต่อไป แต่ในเวลานี้ก็ไม่กล้าที่จะยืนยันว่าจะมีไอ้โม่งหรือไม่มีไอ้โม่ง แต่รัฐบาลจะทําการตรวจสอบโดยกระทรวงมหาดไทย และชุดเฉพาะกิจที่มีองค์ประกอบจากกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และกระทรวงยุติธรรมที่มีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสเอ เข้าตรวจสอบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นโรงการคลังน้ํามัน สถานีบริการน้ํามัน และจุดอื่น ๆ ทางประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชน ถ้าคิดว่าตรงไหนมีปัญหาหรือสื่อมวลชนคิดว่าจุดไหนที่มีพฤติกรรม ขอให้แจ้งเบาะแสมายังที่ศูนย์ ศบก.”
ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเสริมว่า คําสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ออกมาเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วจะเป็นตัวชี้วัด เพราะทั้งผู้ค้า ทั้งผู้ประกอบการมาตรา 7และมาตรา 10 ทุกคนจะต้องรายงานตัวเลขการซื้อขายน้ำมันว่าน้ำมันไปไหน ทางกระทรวงมหาดไทยและสถานีบริการน้ํามันจะตรวจสอบย้อนกลับมาว่าเขาได้รับตามจํานวนที่มีการระบุหรือไม่ ซึ่งถ้าหากตัวเลขไม่สอดคล้องกัน นี่ไม่ครบตามจํานวนและมีการหายไปก็จะรู้ว่าหายไปไหน หายไปในช่วงไหน เมื่อได้ตัวเลขปริมาณการขายซื้อขายน้ํามันแบบวันต่อวันครบถ้วนแล้ว จะได้รู่ว่า น้ํามันไปที่ไหนบ้าง มีการเก็บกักตุนไว้ที่ไหนบ้าง หรือน้ํามันหายไปที่จุดไหน หรือหายไประหว่างทาง แต่ถ้าหากดูจากตอนนี้ จะพบว่าความต้องการใช้น้ํามันของประเทศสูงกว่าเท่าที่เคยมีมา จากเดิมที่ไม่ได้เคยผ่อนผันในเรื่องของการเก็บน้ํามันสํารอง ทําให้ผู้ค้าไม่กล้านําน้ํามันสํารองนั้นมาขาย ทําให้เกิดการขาดในบางส่วน หลังจากนี้จะพยายามตรวจสอบรันระบบติดตามความโปร่งใส ว่าน้ํามันกระจายไปที่ไหนบ้าง หรือน้ํามันเหลืออยู่ที่คลังที่ไหน ปริมาณเท่าไหร่ ผู้ค้าจะต้องรายงานมาทั้งหมด ซึ่งจะเห็นชัดเจนว่าน้ํามันไปที่ไหน
ส่วนกรณีผู้บริหารปั๊มน้ํามันในพื้นที่จังหวัดสงขลาออกมาร้องว่าไม่ได้รับโควตาขายน้ํามัน จะต้องรอเดือนเมษายนจึงจะได้รับน้ำมัน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า จากการ จะพูดคุยกับผู้ประกอบการปั๊มน้ํามันที่เป็นข่าว ทราบว่าเป็นปั๊มของบางจาก โดยระบุว่า น้ํามันรอบถัดไปจะมาในเดือนเมษายน ขอชี้แจงว่า ในช่วงที่ผ่านมาปริมาณการขายน้ํามันสูงกว่าที่เคยขายมาในช่วงเวลาปกติ จึงทําให้โควต้าน้ํามันในเดือนมีนาคมนั้นหมด ประกอบกับ ยังไม่มีการผ่อนคลาย การสำรองน้ำมันแต่ตอนนี้มีการผ่อนคลายแล้ว ทางบริษัทบางจากก็สามารถที่จะนําน้ํามันส่งไปยังผู้ค้าที่เป็นสถานีบริการได้แล้ว โดยหลังจากนี้ทางฝั่งทางรัฐบาลเองจะมีการติดตามในเรื่องนี้ ว่าน้ำมันจะถูกส่งไปยังสถานีบริการหรือไม่