โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Bar Thakatha บาร์ฐกถา โปรเจกต์ ‘บาร์เล็กเชอร์’ ของคนเนิร์ด ที่ตั้งใจทำเรื่องเนิร์ดๆ ให้ม่วนจอยย่อยง่าย

Mirror Thailand

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ว่ากันว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน แต่เอาจริงๆ จำกันได้มั้ยว่าครั้งสุดท้ายที่เราอยากจะดั้นด้นพาตัวเองออก ‘เรียน’ เพื่อ ‘รู้’ อะไรสักอย่างเนี่ย คือเมื่อไร แล้วถ้าให้นั่งเรียนอะไรสักอย่างอีกครั้งตอนนี้จะยังไหวกันอยู่มั้ย?

เบื่อๆ เนือยๆ ง่วงแล้วง่วงอีก ไม่เอาสนุกเอาซะเลย เมื่อไรจะจบ (โว้ยยยย) ZzzZzz ความรู้สึกเหล่านี้เชื่อว่าล้วนเป็น Pain point ของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่เคยผ่านพ้น หรืออาจจะกำลังได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากการคำว่าเรียนหนังสือ และการเรียนที่ว่านี้ก็ช่างยาวนาน กินเวลาในชีวิตคนเราตั้งแต่เด็กจนโตไปแล้วโดยเฉลี่ยมากถึง 23 ปีเชียวนะ!

ด้วยความเข้าใจความทรมานนี้ของทุกคน จึงนำมาสู่การเกิดขึ้นของ ‘บาร์ฐกถา’ บาร์เล็กเชอร์ของ ‘คล้ายจันทร์ สินเทพดล’ และ ‘เทียบตะวัน ลิ้มจิตรกร’ สองผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ที่ยืนยันว่าพวกเขาเป็นคนเนิร์ดมากถึงมากที่สุด ยังมีเรื่องที่อยากเรียนและยังอยากรู้อีกมาก แค่ต้องปฏิวัติวงการการศึกษาอีกนิดหน่อย ให้การเรียนการสอนเกิดขึ้นในบรรยากาศสบายๆ ไม่ฝืน ไม่ทรมาน เพื่อเยียวยา Trauma ของการนั่งเรียนในความทรงจำของเราให้ได้

เริ่มจากคล้ายจันทร์ ที่เรียนจบและทำงานในสายเทคฯ เนิร์ดวิทยาศาสตร์และมีสิ่งที่สนใจเรื่องอื่นๆ เยอะแยะมากมายไปหมด แถมไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนมา เมื่อมาเจอกับตะวัน ผู้ทำงานครีเอทีฟไดเร็กเตอร์โฆษณา อยู่ในสายสื่อ และเข้าใจการทำงานของคอนเทนต์มาตลอด ทั้งคู่มีความคิดริเริ่มอยากหยิบการเรียนในห้องเล็กเชอร์ที่เคยเป็นประสบการณ์แย่ๆ ของใครหลายคน (รวมถึงพวกเขาและเราด้วย) มาปัดฝุ่น แล้วทดลองความเป็นไปได้ใหม่ๆ ว่าเล็กเชอร์มันจะสนุกได้ยังไงบ้าง

“ผมว่าคนเรามีความเนิร์ดไม่เหมือนกัน ทุกคนจะเนิร์ดในเรื่องที่ตัวเองชอบ แล้วทุกคนก็มองหาพื้นที่ที่มันจะ ‘พอดี’ กับความเนิร์ดของตัวเอง เพราะคนเราไม่ได้เรียนจบมหาลัย’ แล้วอยากจะหยุดเรียนรู้นี่ครับ” ตะวันเล่า

“เราว่าหลายๆ คนตอนเรียนคงจะเคยมีความรู้สึกว่าอยากโดด เป็นกันมั้ยฮะ (หัวเราะ) ผมว่ามนุษย์ไม่ได้มีความไม่อยากเรียนหรือไม่อยากรู้นะ แต่แค่ Set up บางอย่างมันอาจจะเป็นกำแพงที่กั้นเราออกจากความรู้นั้นก็ได้ เช่น คลาส 8 โมงเช้ามาก แม่งไม่อยากไปเลยว่ะ คนสอนก็ไม่ไหว สไลด์ก็อะไรก็ไม่รู้ เรียนทีคาบหนึ่ง 3 ชั่วโมง อะไรแบบนั้น แล้วการเรียนของเราคือการเรียนเพื่อต้องจำไปสอบ มันเลยไม่สนุก แถมทรมานด้วย ยิ่งผมเป็นเด็กนิเทศฯ แบบก๋ากั่นที่ต้องมีคลาสเรียนรวมในสเตเดียมใหญ่ๆ ผมยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ของเราเลย มันผิดที่ผิดทางไปหมด”

เช่นเดียวกับคล้ายจันทร์ที่มองว่า บางทีการที่คนเราต้องเรียนหนังสือในสายอะไรสักอย่างหนึ่งให้จบ ไม่เกินจริงที่เราต่างใช้เวลาไปมากมายหลายปีเพื่อที่จะได้รู้เรื่องนั้นเรื่องเดียว ซึ่งอาจเป็นการไม่ปิดโอกาสในการเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆ ในชีวิตได้เหมือนกัน โปรเจกต์นี้จึงเหมือนกับการเปิดโอกาสการเรียนสิ่งที่เราสนใจอีกครั้ง โดยมีครู มีผู้เชี่ยวชาญ มีนักวิชาการตัวจริงมาเล่าเล็กเชอร์ให้ฟัง สามารถมีการถาม-ตอบกันได้ โดยไม่ต้องกลัวเกรงว่าใครจะหมั่นไส้ จะถูกตัดสิน หรือโดนบูลลี่ มีเพื่อนร่วมคลาสที่สนใจเรื่องอะไรเหมือนๆ กัน

“เราอยากได้บรรยากาศนั้นกลับมามากเลย” คล้ายจันทร์บอก

“มันเริ่มจากการที่พวกเรามานั่งคุยกัน ถามตัวเองว่าอยากรู้เรื่องอะไรบ้าง แล้วก็ค่อยๆ ต่อจุดกันไปจากตรงนั้น ซึ่งเซสชั่นเเรกของเราคือคลาสเล็กเชอร์เรื่อง ‘ดาราศาสตร์’ ค่ะ”

แค่วิชาแรกก็เนิร์ดและโหดพอตัว แต่การเริ่มต้นโปรเจกต์แรกของพวกเขาด้วยหัวข้อโหดๆ นี้เองที่บ่งบอกทั้งสไตล์ ความเชื่อ และทิศทางที่พวกเขาสนใจมุ่งหน้าสู่ นั่นคือการบาร์เล็กเชอร์ที่เป็นวิชาการจริงๆ ไม่ใช่เพียงการล้อมวงนั่งคุยขิงข่า โมเดลที่ในเมืองแห่งนี้ยังไม่เคยมีมาก่อน

“วิธีคิดนี้ตอบโจทย์ชื่อ ‘บาร์ฐกถา’ ที่หมายถึงบาร์ + ปาฐกถา มันเลยไม่ใช่บาร์สำหรับเดี่ยวไมโครโฟน ไม่ใช่คนดังมานั่งแชร์ประสบการณ์ ไม่ใช่สัมมนา แต่เป็นคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญสายวิชาการจริงๆ มาเล่าเรื่องนั้น ดึงมันออกมาจากห้องเล็กเชอร์ที่พวกเราหลายคน Truama มาอยู่ในพื้นที่ที่เราสนุกกับมันได้”

“เราไม่ได้คิดว่ามันจะมีบรรยากาศที่เครียดขนาดนั้น เพราะเอาเข้าจริงๆ ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เรื่องอะไรสักเรื่องมากๆ เขาจะสามารถย่อยเรื่องนั้นมาให้เข้าใจง่ายและสนุกได้”

เรื่องที่พวกเขาสนใจและวางแผนไว้ในเซสชั่นต่อไป มีตั้งแต่เรื่องหนังที่เชื่อมโยงกับสังคม เรื่องวิถีเพศ เรื่องมานุษยวิทยา จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม เรื่องกฎหมาย ไปจนถึงหมวดศิลปะ วรรณกรรม หนัง เพลง เรียกว่าหลากหลายครบทุก Genre ตั้งแต่เนิร์ดจัดๆ จนถึงเนิร์ดกำลังดี เข้าถึงง่าย แต่ทุกศาสตร์ยืนยันว่ามาจากตัวจริง ไม่ทำทรง!

“เมื่อความสนใจของเราไม่เหมือนกัน นั่นแปลว่าทุกๆ เซสชั่นจะไม่ใช่ของทุกคนแน่นอน โปรดักต์ของเราจึงเป็น Topic ที่จะดึงคนเข้ามาที่นี่ได้ ไม่ใช่ตัวแบรนด์หรือสถานที่ หรือแม้แต่ตัววิทยากรเองก็ตาม ผมว่าสิ่งเหล่านั้นคือส่วนรองจากเนื้อหา สุดท้ายแล้วหัวใจสำคัญคือเนื้อหาที่ทำให้คนเลือกว่าเขาจะออกจากบ้านมาหรือไม่มา”

ด้านคล้ายจันทร์ก็มองว่า นักวิชาการหลายคนเป็นตัวจริง แต่อาจไม่ได้มีชื่อเสียงในวงกว้างมากนัก ทั้งคู่เลยอยากให้พื้นที่นี้ของพวกเขา เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวจริงเหล่านั้นนำองค์ความรู้ที่เขามี มาขยายออกนอกวงเดิมๆ อยากให้ทั้งตัวคนเล่าและคนฟังได้ ‘เปิดใจ’ ลองรู้จักกัน ไปด้วยกัน

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าชื่อเสียงของคนพูดมาพร้อมกับ Follower ของเขา แต่เราอยากให้พื้นที่นี้เป็นโชว์เคสของทั้งคนและรู้ใหม่ๆ มากกว่า ซึ่งผมว่ามันจะดีกับคนฟังและกับตัวคนพูดด้วยว่าเขาจะสามารถประยุกต์ หรือย่อยความรู้ที่เขามีให้มันสนุกได้มากน้อยแค่ไหน เขาจะสื่อสารกับ Audience อื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ในวงตัวเองได้ยังไง”

“ถ้าถามว่าอยากให้คนมาได้ประสบการณ์แบบไหน เราอยากให้คนที่มาได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องนั้นๆ กันได้จริงๆ พอเล็กเชอร์จบก็สามารถนั่งต่อยาวๆ พูดคุยกันได้เลย อยากให้มันเป็นการ Kickstart ให้คนเอาไปต่อยอดอะไรได้ ซึ่งพื้นที่แบบนี้ในเมืองไทยผมว่ามันยังไม่มีมากเท่าไร”

บาร์ฐกถา ไม่ได้เป็นชื่ออีเวนต์ ไม่ใช่บาร์ พวกเขาตั้งโจทย์ว่าขอเเค่เป็นโลเคชั่นที่มาง่าย จุคนได้ และหากเป็นกิจกรรมของชุมชนในย่านได้ด้วยในอนาคตยิ่งดี โดยใช้ Mutual Bar สุขุมวิท 24 เป็นฐานที่มั่นก่อนในช่วงเริ่มต้น ด้วยความเหมาะเจาะของขนาดและบรรยากาศของบาร์ใจกลางเมืองที่เป็นมิตรต่อเหล่าคนเนิร์ด

คล้ายจันทร์เล่าประสบการณ์ที่เธอเคยไปใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์ก เมืองที่มีกิจกรรมให้คนออกมาแฮงก์เอาต์ได้ทั้งวัน มีกลุ่มล้มวงถกเถียง (Group Discussion) มีกลุ่มสอนภาษา งานฝีมือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปิดเป็นสาธารณะให้คนทั่วไปเข้าได้โดยไม่เสียเงิน แม้แต่ห้องสมุดก็ยังเข้าฟรี

ทั้งสองมองว่าสิ่งเหล่านี้คือพื้นที่ที่ยังขาดไปในกรุงเทพฯ และโปรเจกต์ของพวกเขาก็จะต้องการเป็นทางเลือกให้กับการแฮงเอาต์ของคนเมืองอีกทาง

“ผมว่าเมืองในต่างประเทศเขาสามารถเกิดพื้นที่กิจกรรมเหล่านี้ได้ กรุงเทพฯ อาจจะยาก เพราะเงื่อนไขของเมืองไม่ได้ตอบโจทย์ขนาดนั้น เมืองที่มันเอื้อกับคนเดินถนน กับขนส่งมวลชน เทียบกับเมืองที่เอื้อกับแค่รถยนต์ ผมว่ามันส่งผลต่อและทำให้วิถีชีวิตของเราต่างกันมากนะ แล้วการเปิดพื้นที่สาธารณะมันก็ย่อมง่ายกว่าถ้าเมืองมันเอื้อ สุดท้ายแล้วผมว่ากรุงเทพฯ ขาดพื้นที่สาธารณะ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่สวน แต่หมายถึงพื้นที่ที่ทำให้คนอยากออกจากบ้าน ออกจากคอนโดฯ ไม่ใช่แค่ไปห้างฯ แต่เป็นพื้นที่กิจกรรมที่คนได้มาเจอกัน มาเจอความรู้ใหม่ๆ”

ทั้งคู่ไม่หวงไอเดียและยินดีมากด้วยหากใครจะนำไปทำบ้าง เพื่อให้เกิดพื้นที่แบบนี้เยอะๆ ให้เมืองมีฟังก์ชั่นอื่นๆ บ้าง

“เราว่าปากท้องสำคัญ แต่สิ่งที่เยียวยาจิตใจคนก็สำคัญมาก ผมว่ามันต้องไปควบคู่กัน ซึ่งรัฐฯ ก็ต้องทำให้ Well-being ของคนเมืองดีด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรือแค่แจกเงินให้เขาไปกินไปใช้อย่างเดียว แต่มันคือการทำให้เมืองพร้อมอยู่ และทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้ได้ เมืองมันถึงจะเฮลธ์ตี้”

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของกิจกรรมได้ที่ : https://www.instagram.com/bar.thakatha/

บทความต้นฉบับได้ที่ : Bar Thakatha บาร์ฐกถา โปรเจกต์ ‘บาร์เล็กเชอร์’ ของคนเนิร์ด ที่ตั้งใจทำเรื่องเนิร์ดๆ ให้ม่วนจอยย่อยง่าย

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...