ระวังบุคคลที่สามแทรกแซง ‘อดีต เสธ.ทร.’ เตือนประเด็นพรมแดนไทย-กัมพูชา หลังยกเลิก MOU44 ชี้ไทยไม่มีความจำเป็นต้องเข้ากระบวนการ ‘ประนอมภาคบังคับ’ แนะใช้การคุยแบบทวิภาคีจะปลอดภัยและมั่นใจได้มากกว่า
ท่ามกลางความตึงเครียดและข้อถกเถียงกรณีข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ล่าสุด พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาให้ข้อคิดเห็นเชิงลึกทางกฎหมายและยุทธศาสตร์
โดยชี้ชัดว่า ประเทศไทย “ไม่มีความจำเป็น” และ “ไม่ควร” เดินเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ตามที่กัมพูชาอาจพยายามริเริ่ม
🔴 ทำไมไทย “ไม่จำเป็น” ต้องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ?
พล.ร.อ.พัลลภ อธิบายผ่านช่องโหว่ของเงื่อนไขเวลาทางกฎหมายว่า แม้ UNCLOS ในข้อ 298 วรรค 1(a)(i) จะระบุถึงการประนอมภาคบังคับสำหรับรัฐภาคีที่ปฏิเสธการขึ้นศาล แต่กฎหมายระบุข้อยกเว้นชัดเจนว่า กลไกนี้จะบังคับใช้กับ “ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นหลังจาก UNCLOS มีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น”
▪️ ข้อพิพาทนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เมื่อกัมพูชาประกาศเขตทะเลอาณาเขตและไหล่ทวีปที่ละเมิดอธิปไตยเหนือ “เกาะกูด” ของไทย ในขณะที่ UNCLOS เพิ่งประกาศใช้ในปี 2525 และมีผลบังคับใช้จริงในเดือนพฤศจิกายน 2537
▪️ กัมพูชาไม่มีสิทธิบีบไทย: ตามข้อ 298 วรรค 3 เมื่อข้อพิพาทนี้เกิดขึ้น “ก่อน” กฎหมายบังคับใช้ กัมพูชาจึงไม่มีสิทธินำข้อพิพาทนี้เข้าสู่กลไกระงับข้อพิพาทใดๆ ตาม UNCLOS หากทางการไทยไม่ให้ความยินยอม
🔴 ทำไมไทย “ไม่ควร” เสี่ยงเอาอธิปไตยไปวางไว้กับบุคคลที่สาม?
นอกจากข้อต่อสู้ทางกฎหมายแล้ว ในมิติความมั่นคงและยุทธศาสตร์ อดีต เสธ.ทร. มองว่ามีความเสี่ยงสูงเกินไป หากไทยยอมรับกระบวนการที่มีคนกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผล 3 ประการ:
1. เป็นเรื่องของ “อธิปไตยโดยสมบูรณ์” ไม่ใช่แค่ขุมทรัพย์ใต้ทะเล: พื้นที่พิพาทไม่ได้มีแค่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) หรือไหล่ทวีปที่รัฐมีเพียงสิทธิในทรัพยากร แต่ครอบคลุมลึกเข้ามาถึง “ทะเลอาณาเขต” และ “น่านน้ำภายใน” บริเวณหลักเขต 73 จังหวัดตราด ซึ่งไทยมีอธิปไตยเต็มใบ การแบ่งเขตดินแดนระดับนี้ควรเป็นบทสนทนา “ทวิภาคี” ระหว่างสองประเทศเท่านั้น
2. บทเรียนจากอดีตและ “แต้มต่อ” ที่ไม่เท่ากัน: พล.ร.อ.พัลลภ ตั้งข้อสังเกตถึงความยุติธรรมและความเป็นกลางของบุคคลที่สาม โดยระบุว่าไทยเคยมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์จากกระบวนการลักษณะนี้ นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตอย่างแหลมคมว่า ไทยไม่มีกลไกเม็ดเงินนอกระบบ (ที่ท่านเปรียบเปรยว่าเป็น “เงิน Scammer”) เพื่อใช้ล็อบบี้หรือสมนาคุณผู้เกี่ยวข้องเหมือนบางประเทศ การเดินเข้าสู่สนามนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะลำเอียง
3. สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ: การเข้าสู่กระบวนการของคณะกรรมาธิการประนอมฯ มีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่สูงมาก ซึ่งต้องใช้ภาษีประชาชนไปจ่ายในกระบวนการที่ไทยมีสิทธิชอบธรรมในการ “ปฏิเสธ” ตั้งแต่ต้น
🔴 ทางออกที่แท้จริง: สิ้นสุด MOU44 สู่การเจรจาด้วยความจริงใจ
ในช่วงท้ายของการวิเคราะห์ พล.ร.อ.พัลลภ สรุปสถานการณ์ปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจว่า “ขณะนี้ไม่มี MOU44 แล้ว”
ทางออกที่ดีที่สุดภายใต้กรอบ UNCLOS (ข้อ 283) คือทั้งสองประเทศต้องแลกเปลี่ยนทัศนะและกลับเข้าสู่โต๊ะ “เจรจาทวิภาคี”
อดีต เสธ.ทร. ทิ้งท้ายว่า หากกัมพูชามีความจริงใจในการแก้ปัญหาเพื่อบรรลุผลอันเที่ยงธรรม (Equitable Solution) การเจรจาแบ่งเขตทั้งทะเลอาณาเขต, EEZ และไหล่ทวีป จะใช้เวลาไม่นาน และจะนำไปสู่ความชัดเจนทางเขตแดน ปิดสวิตช์ความขัดแย้งทางทะเลระหว่างสองประเทศอย่างถาวร โดยไม่ต้องพึ่งพากลไกบังคับหรือบุคคลที่สามแต่อย่างใด
#TheStructure
#TheStructureNews
#พัลลภตมิศานนท์ #ชายแดไทยกัมพูชา #MOU44