โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ระวังบุคคลที่สามแทรกแซง ‘อดีต เสธ.ทร.’ เตือนประเด็นพรมแดนไทย-กัมพูชา หลังยกเลิก MOU44 ชี้ไทยไม่มีความจำเป็นต้องเข้ากระบวนการ ‘ประนอมภาคบังคับ’ แนะใช้การคุยแบบทวิภาคีจะปลอดภัยและมั่นใจได้มากกว่า

The Structure

อัพเดต 10 พ.ค. เวลา 17.58 น. • เผยแพร่ 10 พ.ค. เวลา 10.58 น. • The Structure

ท่ามกลางความตึงเครียดและข้อถกเถียงกรณีข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ล่าสุด พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาให้ข้อคิดเห็นเชิงลึกทางกฎหมายและยุทธศาสตร์

โดยชี้ชัดว่า ประเทศไทย “ไม่มีความจำเป็น” และ “ไม่ควร” เดินเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ตามที่กัมพูชาอาจพยายามริเริ่ม

🔴 ทำไมไทย “ไม่จำเป็น” ต้องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ?

พล.ร.อ.พัลลภ อธิบายผ่านช่องโหว่ของเงื่อนไขเวลาทางกฎหมายว่า แม้ UNCLOS ในข้อ 298 วรรค 1(a)(i) จะระบุถึงการประนอมภาคบังคับสำหรับรัฐภาคีที่ปฏิเสธการขึ้นศาล แต่กฎหมายระบุข้อยกเว้นชัดเจนว่า กลไกนี้จะบังคับใช้กับ “ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นหลังจาก UNCLOS มีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น”

▪️ ข้อพิพาทนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เมื่อกัมพูชาประกาศเขตทะเลอาณาเขตและไหล่ทวีปที่ละเมิดอธิปไตยเหนือ “เกาะกูด” ของไทย ในขณะที่ UNCLOS เพิ่งประกาศใช้ในปี 2525 และมีผลบังคับใช้จริงในเดือนพฤศจิกายน 2537

▪️ กัมพูชาไม่มีสิทธิบีบไทย: ตามข้อ 298 วรรค 3 เมื่อข้อพิพาทนี้เกิดขึ้น “ก่อน” กฎหมายบังคับใช้ กัมพูชาจึงไม่มีสิทธินำข้อพิพาทนี้เข้าสู่กลไกระงับข้อพิพาทใดๆ ตาม UNCLOS หากทางการไทยไม่ให้ความยินยอม

🔴 ทำไมไทย “ไม่ควร” เสี่ยงเอาอธิปไตยไปวางไว้กับบุคคลที่สาม?

นอกจากข้อต่อสู้ทางกฎหมายแล้ว ในมิติความมั่นคงและยุทธศาสตร์ อดีต เสธ.ทร. มองว่ามีความเสี่ยงสูงเกินไป หากไทยยอมรับกระบวนการที่มีคนกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผล 3 ประการ:

1. เป็นเรื่องของ “อธิปไตยโดยสมบูรณ์” ไม่ใช่แค่ขุมทรัพย์ใต้ทะเล: พื้นที่พิพาทไม่ได้มีแค่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) หรือไหล่ทวีปที่รัฐมีเพียงสิทธิในทรัพยากร แต่ครอบคลุมลึกเข้ามาถึง “ทะเลอาณาเขต” และ “น่านน้ำภายใน” บริเวณหลักเขต 73 จังหวัดตราด ซึ่งไทยมีอธิปไตยเต็มใบ การแบ่งเขตดินแดนระดับนี้ควรเป็นบทสนทนา “ทวิภาคี” ระหว่างสองประเทศเท่านั้น

2. บทเรียนจากอดีตและ “แต้มต่อ” ที่ไม่เท่ากัน: พล.ร.อ.พัลลภ ตั้งข้อสังเกตถึงความยุติธรรมและความเป็นกลางของบุคคลที่สาม โดยระบุว่าไทยเคยมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์จากกระบวนการลักษณะนี้ นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตอย่างแหลมคมว่า ไทยไม่มีกลไกเม็ดเงินนอกระบบ (ที่ท่านเปรียบเปรยว่าเป็น “เงิน Scammer”) เพื่อใช้ล็อบบี้หรือสมนาคุณผู้เกี่ยวข้องเหมือนบางประเทศ การเดินเข้าสู่สนามนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะลำเอียง

3. สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ: การเข้าสู่กระบวนการของคณะกรรมาธิการประนอมฯ มีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่สูงมาก ซึ่งต้องใช้ภาษีประชาชนไปจ่ายในกระบวนการที่ไทยมีสิทธิชอบธรรมในการ “ปฏิเสธ” ตั้งแต่ต้น

🔴 ทางออกที่แท้จริง: สิ้นสุด MOU44 สู่การเจรจาด้วยความจริงใจ

ในช่วงท้ายของการวิเคราะห์ พล.ร.อ.พัลลภ สรุปสถานการณ์ปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจว่า “ขณะนี้ไม่มี MOU44 แล้ว”

ทางออกที่ดีที่สุดภายใต้กรอบ UNCLOS (ข้อ 283) คือทั้งสองประเทศต้องแลกเปลี่ยนทัศนะและกลับเข้าสู่โต๊ะ “เจรจาทวิภาคี”

อดีต เสธ.ทร. ทิ้งท้ายว่า หากกัมพูชามีความจริงใจในการแก้ปัญหาเพื่อบรรลุผลอันเที่ยงธรรม (Equitable Solution) การเจรจาแบ่งเขตทั้งทะเลอาณาเขต, EEZ และไหล่ทวีป จะใช้เวลาไม่นาน และจะนำไปสู่ความชัดเจนทางเขตแดน ปิดสวิตช์ความขัดแย้งทางทะเลระหว่างสองประเทศอย่างถาวร โดยไม่ต้องพึ่งพากลไกบังคับหรือบุคคลที่สามแต่อย่างใด

#TheStructure
#TheStructureNews
#พัลลภตมิศานนท์ #ชายแดไทยกัมพูชา #MOU44

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...