โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

W:EALIVE 2025 เวิลด์ทัวร์แรกของเวนดี้ ที่พิสูจน์ว่าเสียงของเธอโอบกอดเราทุกคน

The Momentum

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 17.22 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 09.45 น. • THE MOMENTUM

การพบกันครั้งนี้ของไทยลัฟวี่กับ ‘เวนดี้’ (WENDY) คือการพบกันครั้งแรกในฐานะ ‘ศิลปินเดี่ยว’ หลังเธอตัดสินใจออกจากต้นสังกัดเดิม

เหตุการณ์ไม่ต่อสัญญาครบ 5 คนของ Red Velvet อาจทำให้แฟนคลับจำนวนมากรู้สึกใจหาย เพราะมีสมาชิกวงถึง 2 คน เลือกเดินบนเส้นถนนสายใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นเหล่าลัฟวี่ (ชื่อแฟนคลับของ Red Velvet) ก็พอได้อุ่นใจอยู่บ้าง เพราะเวนดี้กับเยริออกจากค่ายด้วยเงื่อนไขคล้ายกับวงรุ่นพี่อย่าง Girls’ Generation ที่เรามักเรียกกันว่า ‘ออกจากค่าย แต่ไม่ออกจากวง’

ระหว่างที่รอให้สักวันหนึ่ง Red Velvet จะกลับมาพบกับแฟนๆ ครบทั้ง 5 คน เราก็จะได้เห็นสมาชิกทุกคนในบทบาทที่แตกต่างไปจากเดิม ทั้งการก้าวเดินในสายการแสดงมากขึ้น ออกยูนิตดูโอ้หรือการมุ่งสู่ศิลปินเดี่ยวแบบเต็มตัว

W:EALIVE 2025 คือชื่อเวิลด์ทัวร์ครั้งแรกของเวนดี้หลังย้ายไปยังต้นสังกัดใหม่ เปิดฉากอีกหนึ่งเส้นทางสายดนตรี จากการเป็นเมนโวคัลของวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง สู่ ‘เวนดี้’ ศิลปินเดี่ยวมากความสามารถ ที่ถ่ายทอดบทเพลงหลากหลายเรื่องราว ทำให้เราได้รู้จักและเห็นตัวตนของเธอชัดเจนยิ่งกว่าเก่า แม้จะเคยเห็นเธอปล่อยอัลบั้มเดี่ยวมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม

และในค่ำคืนนั้น การพบกับเวนดี้คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าเสียงของเธอยังคงโอบกอดทุกคนอยู่เสมอ

2025 WENDY 1st WORLD TOUR WEALIVE In Bangkok

เมื่อเสียงเพลย์ลิสต์ที่เปิดคลอระหว่างรอคอนเสิร์ตค่อยๆ เบาลง ทุกอย่างเข้าสู่ความเงียบพร้อมไฟที่มืดสนิท เวนดี้ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าพร้อมกับเพลง Fireproofโชว์เสียงร้องก้องกังวานสะกดผู้ชมแบบไม่มีเสียงดนตรี เริ่มต้นคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรี ก่อนจะต่อด้วยเพลง Hate²และ Queen Of The Partyที่รู้สึกมีชีวิตชีวา

ความรู้สึกตื่นเต้นจากการรักเขาข้างเดียวมันเป็นอย่างไร Why Can’t You Love Me?จะชวนย้ำถึงความรู้สึกที่ว่านี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น กับดนตรีแนวป็อป-อาร์แอนด์บี และเสียงหวานๆ ที่เล่าเรื่องราวการออกเดตครั้งแรกกับคนที่ชอบ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ เช่นเดียวกับ Best Ever ที่ชวนให้รู้สึกถึงความเบาสบาย

Chapter Youกับ His Car Isn’t Yoursถือเป็น 2 บทเพลงจากเพลงหน้า B (B-Side) ที่ถูกหลายคนพูดถึง ทั้งคู่มีความเหมือนกันตรงที่มีเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ มีเนื้อหากินใจ แฟนอินเตอร์สามารถเข้าถึงความหมายที่เวนดี้ต้องการสื่อได้ทันทีตั้งแต่การฟังครั้งแรก ซึ่ง Chapter Youถือเป็นเพลงคลั่งรักที่เล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ซึ่งเวนดี้ย้ำว่า นี่คือเพลงโปรดที่สุดเพลงหนึ่งของเธอ ส่วน His Car Isn’t Yoursเล่าถึงการยังไม่ลืมรักครั้งเก่า และต่อให้จะเริ่มต้นใหม่อย่างไร คนใหม่จะดีแค่ไหน แต่ถ้าเขาไม่ใช่คนเก่าเราก็ยังไม่สามารถเปิดใจรับใครได้ในตอนนี้

https://youtu.be/mekhUYX_XZ8?si=7YESbUremROz4huG

https://youtu.be/psuY8oO2Gig?si=Vq9iH1yJLepr_wAv

ส่วน Better Judgementกับแนวดนตรีโซล-อาร์แอนด์บี และเพลง Vermilionที่มีจังหวะดนตรีแบบป็อปบัลลาด-อาร์แอนด์บี เมื่อได้ฟัง 2 เพลงนี้แบบต่อกัน ชั่วเวลาหนึ่งทำให้รู้สึกเหมือนว่า ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในคอนเสิร์ต แต่กำลังนั่งอยู่ในบาร์หรู ดื่มด่ำกับความไพเราะ และฟังดนตรีที่ดีที่สุด

เชื่อว่าหนึ่งในพาร์ตที่หลายคนรู้สึกตราตรึงที่สุด อาจจะเป็นช่วงที่เธอร้องเพลง Like Water และ When This Rain Stops 2 เพลงโปรโมตจากโซโลเดบิวต์มินิอัลบั้มชุดแรก กับแนวเพลงบัลลาดและอะคูสติกป็อป-บัลลาด เพื่อโชว์พลังเสียงอย่างเต็มที่ เสียงร้องแสนละมุนเคล้าความหมายของเนื้อเพลงชวนให้อบอุ่นใจ เหมือนกับว่าเธอกำลังถ่ายทอดความรู้สึกรักและขอบคุณผู้คนที่คอยอยู่เคียงข้างเธอ ตามด้วย Believeจากอัลบั้มล่าสุดที่ฉีกแนวจาก 2 เพลงก่อนหน้าเล็กน้อย เพราะเป็นอัลเทอเนทีฟ ป็อป ตอกย้ำให้เห็นว่า การร้องของเธอทรงพลังมากแค่ไหน

https://youtu.be/tknKZe_TyqU?si=N6tUNEdq95CyYKCh

และพอไม่ได้ดูเซตลิสต์ว่า เวนดี้จะร้องเพลงอะไรบ้าง จึงรู้สึกเซอร์ไพรส์ไม่น้อยว่า เธอเลือกเอาเพลงประกอบภาพยนตร์และซีรีส์ (Ost.) มาร้องให้ลัฟวี่ฟังด้วย โดยเริ่มต้นจาก Goodbye ถ่ายทอดความรู้สึกของการจากลาที่แสนเจ็บปวด จากนั้นพาย้อนอดีตไปนานกว่าทุกครั้งด้วยเพลง Because I Love Youเพราะเป็น Ost.ที่เวนดี้ขับร้องตั้งแต่สมัยเป็น SM Rookies ก่อนขยับมาเป็นเพลงที่สดใสขึ้นอย่าง If I Could Read Your Mind และทิ้งท้ายเซตลิสต์ Ost.ด้วย Two Wordsกับความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจ

มีช่วงหนึ่งเวนดี้ถามทุกคนว่า ได้ฟังเพลงโปรดในใจแล้วหรือยัง เพลงที่ชอบถูกร้องไปแล้วใช่ไหม ในมุมมองส่วนตัวที่ประทับใจกับพาร์ตบัลลาดมากที่สุด จึงตอบเธอในใจไปว่า ‘ได้ฟังแล้ว’ แต่พอเธอเอ่ยชื่อเพลงถัดไปที่จะร้อง กลายเป็นว่าเรายังมีเพลงโปรดที่ยังไม่ได้ฟังอยู่ เพลงนั้นคือ Airport Goodbyes ดนตรีสบายๆ กับเสียงร้องหวานๆ หวนให้รู้สึกถึงความเหงา เวิ้งว้าง ชวนคิดถึง ที่ขออนุมานไปเองว่า นี่คงเป็นหนึ่งในเพลงที่ลัฟวี่และเมนน้องวานเปิดฟังตอนอยู่ในสนามบิน ตอนอยู่ต่างแดนที่ห่างไกลจากบ้าน หรือตอนอยู่บนเครื่องบินที่กำลังจะ Take Off สู่น่านฟ้า

ขณะที่ยังคงดื่มด่ำกับบรรดาเพลงโปรดติดท็อปลิสต์ที่เธอร้องออกมาอย่างต่อเนื่อง Light Me Upคือเพลงถัดมา และเป็นเพลงที่มีความหมายมากมายต่อลัฟวี่เพราะนี่คือเพลงของ Red Velvet ที่ชวนให้นึกถึงแสงแดดอบอุ่นส่องประกายกระทบผิวจนเงาแสนมืดหม่นหายไป แล้วมองเห็นแต่ความงดงามและคนสำคัญที่อยู่เคียงข้าง ซึ่งเวนดี้เคยได้ร้องโซโล่เพลงนี้ไปแล้วเมื่อตอนวันเกิดของเธอในปี 2022

และแน่นอนว่า การที่เธอเลือกเปลี่ยนเนื้อเพลงจากคำว่า Boy เป็น Girl ทำให้ศิลปินเดี่ยวเวนดี้ได้รับเสียงกรี๊ดจากเหล่าลัฟวี่หญิงทุกช่วงวัยไปแบบเต็มๆ เชื่อเลยว่าหลายคนคงอยากจะเป็นหญิงสาวในบทเพลงคนนั้น คนที่ส่องแสงสว่างแสนอบอุ่นให้กับเวนดี้และ Red Velvet

https://youtu.be/B-1pGaN7cQE?si=ipps8xceLQV--BjF

Ooh girl come and light me up

(ที่รัก เธอเข้ามาเป็นแสงส่องประกายให้กับฉัน)

캄캄한 세상을 밝혀줘

(ส่องแสงให้กับโลกที่มืดมน)

Ooh girl 커질수록

(ที่รัก เธอช่างสดใส)

더 환히 빛난 사랑의 빛이죠

(ความรักจะส่องประกายยิ่งกว่าสิ่งใด)

หลังอิ่มเอมกับบทเพลงที่ชวนให้คิดถึงเมมเบอร์ และสัญญาที่เวนดี้ให้ไว้ว่า ในอนาคตเธอจะพาเมมเมอร์มาเจอทุกคนอย่างแน่นอน จังหวะถูกโหมให้สนุกขึ้นกว่าเดิมด้วย Wish You Hellเพลงไตเติลจากมินิอัลบั้มชุดที่ 2 กับกลิ่นอายแบบป็อปร็อกเต็มไปด้วยความสนุก สดใส แสบซน เผยให้เห็นเสน่ห์ต่างไปจากเพลงโซโล่ก่อนหน้าที่เน้นบัลลาด แถมเนื้อเพลงยัง Empowering ต่อความเป็นตัวเองในทุกคาแรกเตอร์ แน่นอนว่าในเพลงนี้เราจะได้เห็นเวนดี้เต้นแบบไอดอลอีกครั้ง และจบพาร์ตด้วยความรู้สึกตื่นตัวกับเพลง Sunkiss

ความน่ารักของเธอยังปรากฏอย่างต่อเนื่องและมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านเพลง Best Friendที่เวอร์ชันออริจินัลเธอร้องคู่กับซึลกิ เพื่อนสนิทในวงที่อายุเท่ากันและถูกมองว่า ทั้งคู่คือความสบายใจของกันและกัน แต่เมื่อซึลกิไม่อยู่ เพื่อนสนิทที่สุดของเวนดี้เวลานี้ก็คือไทยลัฟวี่ และเราไม่ได้คิดไปเองว่าเป็นเพื่อนสนิทของเธอ เพราะจอมอนิเตอร์ 2 ฝั่งถูกแบ่งให้กับลัฟวี่ทุกคนที่อยู่ในฮอลล์ และอีกฝั่งคือตัวของเธอเองที่ร้องเพลงคู่กันจนจบ

จากนั้นThe Roadพาเราไปยังการเดินบนถนนเส้นเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เธอสะกดผู้ชมได้อยู่หมัดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สร้างความรู้สึกสะเทือนใจถึงรักครั้งเก่า และเมื่อเพลงนี้จบลง เวนดี้ขอให้ลัฟวี่ช่วยร้องเพลงสุดท้ายอย่าง Existential Crisis ที่ถือว่าเป็น 2 เพลงที่อารมณ์แตกต่างกันมากที่สุดในเซตลิสต์นี้เลยก็ว่าได้ เพราะ The Roadคือการคิดถึงวันเก่าๆ แต่ Existential Crisisชูความมั่นใจไม่จมอยู่กับอดีต ย้ำกับตัวเองว่า สิ่งที่พบเจอมามันก็แค่ความสับสนบ้าคลั่งในบางช่วงเวลา แต่สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ประกอบร่างสร้างเราให้เติบโต

อันที่จริง Existential Crisis คือเพลงปิดจบคอนเสิร์ตแรกในไทยของเวนดี้ในฐานะศิลปินเดี่ยว แต่ด้วยเสียงเรียกร้องของแฟนๆ ที่ยังคงอัดแน่นด้วยอารมณ์แห่งความคิดถึง เวนดี้จึงกลับขึ้นเวที แล้วขอให้ทุกคนเลือกเพลงที่อยากฟังอีกครั้งจากเซตลิสต์ทั้งหมด โดยเธอจะพูดชื่อเพลงแล้ววัดคะแนนนิยมจากเสียงกรี๊ด ก่อนจะได้คำตอบว่า มี 2 เพลงที่ไทยลัฟวี่ส่งเสียงกรีดร้องลั่นฮอลล์ นั่นคือ Light Me Upและ Wish You Hellเสียงดังสนั่นแบบเป็นที่แน่ชัดเลยว่า 2 เพลงนี้คือผู้เข้ารอบสุดท้าย

แต่ก่อนจะคิดว่าเพลงไหนคือผู้ชนะหนึ่งเดียว เวนดี้เลือกตัดปัญหาที่ยากเกินไปด้วยการแถมให้ไทยลัฟวี่ทั้ง 2 เพลง ปิดฉากเวิลด์ทัวร์ในไทยไปได้อย่างสวยงามและน่าประทับใจที่สุด

https://youtu.be/TC7ktCNcE3M?si=cGtHTgCf1prJiOZX

ไดอารีของดีเจวานดี

ไม่ใช่แค่เพลงเพราะๆ ของเวนดี้เท่านั้นที่สร้างความประทับใจ แต่ตัวตนของเธอถือว่าเปล่งประกายยิ่งกว่า ตลอดคอนเสิร์ตเราจะได้เห็นเลยว่า เวนดี้เป็นเด็กสาวพูดเก่ง อัธยาศัยดี หัวเราะง่าย และหาเรื่องราวมากมายมาพูดคุยกับไทยลัฟวี่ได้ตลอดเวลา ความรู้สึกตอนเห็นเธอพูดคุยบนเวที คล้ายกับกำลังเห็นเด็กซนๆ คนหนึ่งที่พูดเจื้อยแจ้ว ทำให้เวลาฟังมักเผลอยิ้มตามอยู่บ่อยๆ

เวนดี้อธิบายความหมายของชื่อคอนเสิร์ตว่า W:EALIVE คือการรวมกันของคำว่า Wendy และ We alive จึงเป็นเหตุผลที่เธอเลือกเพลงเปิดเป็น Fireproofย้ำให้ทุกคนได้รู้ว่า ความฝันไม่มีวันสิ้นสุด และการมีชีวิตของเธอก็เพื่อร้องเพลง พร้อมกับสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดี เพื่อร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีเสียง จะร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆ จนแก่ และหวังว่าแฟนๆ จะคอยอยู่เคียงข้างเพื่อฟังเพลงของเธอไปนานๆ แถมยังย้ำกับทุกคนว่า เก่งมากๆ ที่ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งดีและร้ายมาจนถึงช่วงสิ้นปี

เธอยังเล่าอีกหลายอย่าง ทั้งการอวดว่าเพลย์ลิสต์ก่อนเริ่มคอนเสิร์ตที่ทุกคนได้ยินเป็นเพลงที่เธอเลือกเองทั้งหมด ทำให้ทุกคนได้เห็นรสนิยมการฟังเพลงของเธอชัดขึ้น หรือความพยายามพูดประโยคภาษาไทยยาวๆ ให้ฟัง รวมถึงเวลาที่ล่ามแปลสิ่งที่เธอพูดเป็นภาษาไทย เด็กสาวแสนซนก็พยายามจะงับคำศัพท์ อยากพูดภาษาไทยคุยกับแฟนๆ ตลอดเวลา

ด้วยความที่เธอหลงรักเทศกาลคริสต์มาสเอามากๆ เธออวดกับทุกคนว่า สำหรับตัวเองแล้วคริสต์มาสเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และในเมื่อมาทัวร์คอนเสิร์ตที่ไทยในเดือนธันวาคม เธอจึงอยากร้องเพลงเพลงหนึ่งให้ทุกคนได้ฟัง เพลงที่เข้ากับบรรยากาศช่วงสิ้นปีอย่าง All I Want for Christmas Is Youให้แฟนๆ ได้ฟังกันแบบที่ไม่มีที่ไหนได้รับ สร้างเสียงกรี๊ดจนลั่นฮอลล์ แถมผู้คนก็แซวกันว่า เผ่าชุดแดงได้เข้ามาในคอนเสิร์ตก่อนจะถึงวันคริสต์มาสเสียอีก และถ้าเวนดี้อยากให้วันนี้เป็นคริสต์มาส ลัฟวี่ก็จะบอกว่า วันนี้คือวันคริสต์มาส

ไม่เพียงเท่านี้ VCR ของเวนดี้เผยให้เห็นตัวตนอีกบทบาทหนึ่ง นอกจากจะเป็นไอดอลวงเกิร์ลกรุ๊ปและศิลปินเดี่ยว อีกหนึ่งสิ่งที่เธอทำได้ดีมากคือการเป็นดีเจ ดังนั้น VCR ช่วงพักเบรกสั้นๆ จึงมาในรูปแบบรายการวิทยุของดีเจวานดี เธอจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยน้ำเสียงของดีเจคลื่นวิทยุ ทั้งประสบการณ์การยืนอยู่บนเวทีนานนับสิบปี ความสุขที่ได้รับจากการทำงานและได้รับจากแฟนคลับ เผยให้เห็นเวนดี้เวอร์ชันต่างๆ ที่ไม่ว่ามุมไหนเธอก็เป็นที่รักของลัฟวี่เสมอมา

แต่เมื่อคอนเสิร์ตจบลงจนถึงเวลาต้องลาจาก เธอก็ยังคงสร้างความประทับใจไม่หยุดหย่อนด้วยการจบคอนฯ แบบจำไม่ลืม เพราะอยู่ๆ เวนดี้ปรากฏตัวขึ้นตรงบัตรดอยที่นั่งบนสุด แล้วค่อยๆ เดินไล่จากซ้ายไปขวา จากบนสุดลงมาข้างล่าง เพื่อให้ตัวเธอและลัฟวี่ได้บอกลากันอย่างใกล้ชิด แบบที่ไม่มีใครคิดว่าจะได้รับจากเวนดี้มากขนาดนี้

ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมซ้ำแล้วซ้ำอีก ถือเป็นคอนเสิร์ตทิ้งท้ายสิ้นปี 2025 ที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับเราเลยก็ว่าได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...