กรมธุรกิจพลังงานยืนยันน้ำมันสำรองมี 100 วัน เร่งคลายล็อกขนส่ง 24 ชม. แก้ปัญหาขาดแคลนหน้าปั๊ม
กรมธุรกิจพลังงาน อัปเดตสถานการณ์พลังงานไทย ยันน้ำมันสำรองรวมน้ำมันระหว่างทางมีใช้เพียงพอถึง 100 วัน พร้อมจับมือ 4 หน่วยงานหลัก ผ่อนผันเวลาเดินรถขนส่งน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง เร่งกระจายน้ำมันสู่สถานีบริการทั่วประเทศ หลังยอดใช้บริการพุ่งสูงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือ ศบก. แถลงข่าวประจําวันที่ 19 มีนาคม 2569 โดยนายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ และ นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรายงานการลงพื้นที่ของกระทรวงพลังงานเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำมันและบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งมาตรการการควบคุมราคาสินค้าและค่าครองชีพจากกระทรวงพาณิชย์ ความคืบหน้าสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนโดยกระทรวงการต่างประเทศ
นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ณ วันที่ 19 มีนาคม 2569 ว่า ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองคงคลังอยู่ที่ 5,060 ล้านลิตร รองรับการใช้ได้ประมาณ 41 วัน และมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งรวมถึงแผนการนำเข้าที่ยืนยันแล้วอีก 7,396 ล้านลิตร ซึ่งใช้ได้ประมาณ 59 วัน ส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมทั้งสิ้นใช้ได้นานถึง 100 วัน จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
นายวุฒิทัตรายงานผลการดําเนินการ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ํามันว่า กรมธุรกิจพลังงานร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัด 76 จังหวัดลงพื้นที่สํารวจปัญหาการขาดแคลนน้ํามัน ณ สถานีบริการน้ํามันทั่วประเทศ ในช่วงระหว่างวันที่ 15 ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2569
โดยจากการสํารวจสถานีบริการน้ํามัน 2,649 แห่งทั่วประเทศ พบว่า มีสถานีบริการที่ปิดชั่วคราว 241 แห่ง หรือคิดเป็น 9.1% มีการเปิดให้บริการ สถานีบริการที่น้ํามันบางชนิดหมดหรือใกล้หมดมี จำนวน 1,912 แห่ง หรือคิดเป็น 72.2% และสถานีบริการที่เปิดให้บริการปกติ 496 แห่ง หรือ 19% โดยประมาณ
สาเหตุหลักมาจากปัญหาด้านการขนส่งที่เกิดจาก “คอขวด” ในการขนส่ง เนื่องจากน้ํามันเป็นวัตถุที่มีความไวไฟ ดังนั้นรถขนส่งน้ำมันเป็นรถเฉพาะทางด้านวิศวกรรมความปลอดภัย ทำให้ไม่สามารถเพิ่มจำนวนรถได้อย่างรวดเร็วในทันที ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นเดือนมีนาคม
สำหรับยอดการจำหน่ายเริ่มปรับตัวลดลงเข้าสู่สภาวะปกติ จากในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมายอดจำหน่ายอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติมาก โดยเฉพาะวันที่ 4 มีนาคม 2569 และล่าสุดในวันที่ 17 มีนาคม 2569
โดยในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ดีเซลเริ่มลดลงมาที่ 75 ล้านลิตรต่อวัน และกลุ่มเบนซิน 31 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเดือนกุมภาพันธ์ ยอดการใช้น้ํามันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวันน้ํามันเบนซินหรือแก๊สโซฮอล์อยู่ที่ประมาณ 34 ล้านลิตรต่อวัน
เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างรวดเร็ว นายวุฒิทัต กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการดังนี้
- ผ่อนผันเวลาเดินรถ 24 ชม.: ประสานความร่วมมือกับ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงคมนาคม และกรุงเทพมหานคร เพื่อขอยกเว้นข้อจำกัดเวลาเดินรถขนส่งน้ำมัน จากเดิมช่วงชั่วโมงเร่งด่วน คือช่วงตี 5 ถึง 10 โมงและช่วงบ่าย 3 โมงถึง 3 ทุ่มนี่ เป็นช่วงเวลาที่ไม่สามารถขนส่งน้ํามันได้ ให้การผ่อนผันเวลาเดินรถให้สามารถเดินรถได้ตลอด ตลอด 24 ชั่วโมง
- เพิ่มเที่ยวรถขนส่ง: กรมธุรกิจพลังงานได้ประสานทางผู้ค้าน้ํามันที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มเที่ยวรถวิ่งตั้งแต่ 10% จนถึงเท่าตัว ซึ่งจะช่วยให้เพียงพอต่อความต้องการ ของภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น
- ดูแลผู้ค้ารายย่อย (มาตรา 10): เร่งจัดสรรน้ำมันให้ครอบคลุมความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม รวมถึงเตรียมออกประกาศกระทรวงฯตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติการค้าน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ให้คลังน้ำมันแสดงราคาจําหน่ายหน้าคลังในแต่ละวัน พร้อมรายงานราคาจำหน่ายหน้าคลังทุกวัน และรวมถึงข้อมูลราคาจําหน่าย ตามสัญญาซื้อขายต่อกรมธุรกิจพลังงานด้วย
นายวุฒิทัต กล่าวว่า มาตรการดังการได้รวบรวมจากการติดตามสถานการณ์และหารือกับผู้ค้าตามมาตรา 10 (ผู้ค้าที่มีปริมาณการค้าต่อปีมากกว่า 30,000 ตัน แต่ไม่เกิน 100,000 ตัน) ของกรมธุรกิจพลังงาน ที่พบว่าผู้ค้าตามมาตรา 10 ที่ได้รับการจัดสรรน้ํามันปกติแต่ต้องการที่จะได้รับการจัดสรรเพิ่มเติมให้ครอบคลุมความต้องการน้ํามันในพื้นที่มีมากกว่าปกติ ส่วนผู้ค้าตามมาตรา 10 รายที่ได้รับน้ํามันลดลง ขอให้กรมธุรกิจพลังงานประสานกับผู้ค้ารายใหญ่ หรือผู้ค้าตามมาตรา 7 จัดสรรปริมาณน้ํามันให้กับผู้ค้าตามมาตรา 10 เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมแล้วก็ภาคเกษตรกรรมต่อไป อีกทั้งผู้ค้าตามมาตรา 10 ขอให้กรมธุรกิจพลังงานช่วยดูแลด้านราคา เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงในการขนส่ง และกํากับการจ่ายน้ํามัน
นอกจากนี้ กรมธุรกิจพลังงาน ยังคงเดินหน้าส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยปัจจุบันปรับสเปกไบโอดีเซลเป็น B7 และเตรียมผลักดัน B10 สําหรับรถยนต์ทั่วไปรวมถึง B20 สําหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่แล้วก็รวมถึงเรือด้วยในอนาคต สำหรับกลุ่มเบนซินได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำให้ราคา E20 ต่ำกว่าแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 ถึง 5 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น
นายวุฒิทัตยืนยันว่า การจัดหาน้ํามันดิบจากต่างประเทศ ยังเป็นไปตามปกติ และ ขอยืนยันว่าไม่มีการส่งออกน้ำมันทุกประเภทไปยังประเทศกัมพูชา ตามที่มีกระแสข่าวลือ และยังคงบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ในการตรวจสอบสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ
พาณิชย์เข้ม ส่งทีมตรวจทั่วประเทศ สั่งฟันปั๊มเล็ก-ร้านค้าไม่ติดป้ายราคา
กระทรวงพาณิชย์ สั่งการพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่เชิงรุก ตรวจสอบราคาสินค้าและค่าครองชีพท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน เผยผลตรวจกว่า 1,500 แห่ง พบสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าปลีกทำผิดกฎหมายฐานไม่ติดป้ายแสดงราคา พร้อมย้ำสินค้าอุปโภคบริโภคมีเพียงพอ ไม่พบการฉวยโอกาสขึ้นราคาผิดปกติ
ด้าน นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายนโยบายด่วนให้พาณิชย์จังหวัดบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อกำกับดูแลไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชนในช่วงที่ต้นทุนพลังงานมีความผันผวน
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบในช่วงเดือนมีนาคม รวมทั้งสิ้น 1,500 แห่ง เป็นสถานีบริการน้ำมัน 538 แห่ง, ร้านปุ๋ยเคมี 224 แห่ง และตลาดค้าปลีก-ส่ง 223 แห่ พบการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ดังนี้:
- การจับกุมเบื้องต้น พบผู้กระทำผิด 5 ราย โดยเป็นสถานีบริการน้ํามันท้องถิ่นขนาดเล็กในจังหวัดชุมพร, สระแก้ว, นครพนม และเชียงราย
- ร้านค้าปลีก ร้านค้าย่อย ไม่ปิดป้ายแสดงราคาตามมาตรา 28 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายทันที
การตรวจสอบล่าสุด (18-19 มีนาคม) โดยสํานักงานพาณิชย์จังหวัดประมงพื้นที่ตรวจสอบ 403 แห่ง แบ่งเป็น สถานีบริการน้ํามัน 302 แห่ง ร้านจําหน่ายปุ๋ยเคมี 53 แห่ง ตลาดค้าปลีกและค้าส่ง 48 แห่ง พบสถานีบริการน้ำมันรายย่อยใน จ.อุบลราชธานี กระทำผิด 1 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 28 และได้เปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย
สำหรับความกังวลเรื่องราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โฆษกกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า จากการตรวจสอบพบสัญญาณการปรับราคาในกลุ่ม ไข่ไก่ อาหารสด และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับค่าขนส่ง ซึ่งเป็นการปรับตัวตาม “ปัจจัยฤดูกาล” และยังไม่พบการปรับราคาที่ผิดปกติหรือสูงเกินกว่าโครงสร้างต้นทุนจริง
สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่าต้นทุนเนื้อสุกร อาหารทะเล และบรรจุภัณฑ์เริ่มปรับตัวสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังให้ความร่วมมือในการ “ตรึงราคา” ไว้ในระดับเดิมเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
นายนันทพงศ์ย้ําว่า กระทรวงฯได้ดําเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ บูรณาการการทํางานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กจร. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
โดยเน้นการดําเนินงานตรวจสอบใน 3 ประเด็น ได้แก่
1.การตรวจสอบการจําหน่ายสินค้าและบริการให้เป็นไปตามสินค้าที่แสดงตามป้ายและสอดคล้องกับต้นทุนจริง
2. ป้องกันการปฏิเสธการจําหน่าย และ
3.ติดตามสถานการณ์ปริมาณสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าสต็อกสินค้ายังมีเพียงพอ ต่อความต้องการของประชาชน
“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และขอให้บริโภคอย่างพอเหมาะพอควร หากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นธรรม ถูกเอาเปรียบ หรือพบร้านค้าไม่ติดป้ายแสดงราคา สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดทันที” นายนันทพงศ์ กล่าว
กต. ยกระดับคำเตือนสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรง เร่งอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง
กระทรวงการต่างประเทศแถลงสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเป็นวงกว้าง พร้อมยืนยันพบแรงงานไทยเสียชีวิต 1 รายในอิสราเอล เร่งประสานความช่วยเหลือและเดินหน้าอพยพคนไทยกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงพัฒนาการล่าสุดในพื้นที่ตะวันออกกลางว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความรุนแรง และมีการขยายวงการโจมตีจากเป้าหมายทางทหารไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงงานก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ทั้งในอิหร่าน เลบานอน ซาอุดีอาระเบีย ยูเออี กาตาร์ นอกจากนี้มีรายงานว่าเลบานอนยังคงถูกโจมตีอย่างหนักโดยอิสราเอล ทําให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นจํานวนมาก
กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ว่า สถานเอกอัครราชทูตได้รับแจ้งจากทางการอิสราเอลว่า มีแรงงานภาคเกษตรสัญชาติไทยเสียชีวิต 1 ราย เมื่อช่วงดึกของวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะนี้สถานทูตฯ ได้ติดต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตแล้ว และอยู่ระหว่างประสานงานกับกระทรวงแรงงานและทางการอิสราเอล เพื่อดำเนินการตามระเบียบและติดตามสิทธิประโยชน์รวมถึงค่าชดเชยอย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตในครั้งนี้
“สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอย้ําให้คนไทยพิจารณาออกนอกพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งติดตามข่าวสารและคําแนะนําจากช่องทางทางการอย่างเคร่งครัด รวมถึงลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบในพื้น” นายปาณิดลกล่าว
ในส่วนของการช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบ มีความคืบหน้าดังนี้
- กลับถึงไทยแล้ว: คนไทย 2 คนจากอิหร่านเดินทางถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้าวันนี้ โดยใช้เส้นทางข้ามพรมแดนไปยังตุรกี
- แผนอพยพเพิ่มเติม: กำลังประสานอพยพแรงงานไทยอีก 4 คนจากเมืองบันดาร์ อับบาส ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงในอิหร่าน โดยมีกำหนดข้ามพรมแดนเข้าตุรกีในวันที่ 23 มีนาคม 2569 เพื่อเดินทางกลับไทย
- ยอดรวมความช่วยเหลือ: ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ กระทรวงฯ ได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้คนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงกลับสู่ประเทศไทยหรือไปประเทศที่สามแล้วรวมทั้งสิ้น 1,173 คน
นายปาณิดลกล่าวว่า “ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางกลับ โปรดแจ้งลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะรานโดยเร็วที่สุดสําหรับผู้ที่ยังอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ขอย้ําอีกครั้งว่า ขอให้ติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างสม่ําเสมอ และปฏิบัติตามคําแนะนําของทางการอย่างเคร่งครัด สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ในตะวันออกกลางทุกแห่งยังคงพร้อมเดินหน้าให้ความช่วยเหลือ อํานวยความสะดวก และให้คําแนะนําแก่คนไทยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน”