โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (6)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 02.00 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

พระสารสาสน์พลขันธ์

: จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (6)

ความกล้าหาญของพระสารสาสน์ฯ อดีตครูโรงเรียนนายร้อยทหารบก นักการทูตผู้ลาออกจากราชการเพื่อเดินไปบนเส้นทางนักปฏิวัติด้วยการชักชวนนักเรียนไทยในยุโรปร่วมมือกันปฏิวัติสยาม พร้อมเขียนบทความปลุกเร้าการปฏิวัติจากปารีสเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในสยามช่วงระบอบเก่า หนึ่งในข้อเสนอที่ก้าวหน้าของเขาในครั้งนั้น คือ การปรับปรุงรายได้ของรัฐว่า ควรมีการเก็บ “อากรมรฎก” และ “อากรรายได้” โดยให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีมรดก หรือเขาเรียกว่า “อากรมรดกของผู้ตาย (death duties) หรือ “มรฎกภาคหลวง” ขึ้นเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม

โต๊ะเสวยสมัยพระจุลจอมเกล้าฯ

เสนอเก็บภาษีมรดก

พระสารสาสน์ฯ ให้เหตุผลว่า ด้วยรัฐมีความชอบธรรมที่จะจัดเก็บภาษีมรดกจากทุกคนรวมทั้งคนต่างชาติในสยาม เพราะว่าทรัพย์เหล่านี้เป็น “อดิเรกลาภ” เป็นสิ่งที่ได้มาจากประเทศ จึงควรแบ่งคืนให้ประเทศจึงจะยุติธรรมขึ้นแก่สังคม ผู้รับมรดก ผู้มั่งคั่งก็ไม่เดือดร้อนเพราะเขาเหล่านั้นมิได้เป็นคนหาทรัพย์นั้น แต่หากทรัพย์นั้นเกิดขึ้นจากการที่รัฐเข้าสนับสนุนจึงทำให้เจ้ามรดกนั้นเกิดทรัพย์ขึ้นมาได้ เขายกตัวอย่างการกำหนดเกณฑ์จัดเก็บมรดกว่า ให้พิจารณาจากมูลค่าของมรดกโดยจัดเก็บแบบอัตราก้าวหน้า (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ วันที่ 20 พฤษภาคม 2471)

การรีดนาทาเร้นราษฎรครั้งระบอบเก่า ศรีกรุง 5 สิงหาคม 2474 เครดิตภาพ : Matthew Copeland

เขายกตัวอย่างว่า รัฐพึงจัดเก็บภาษีนี้ เมื่อมรดกกองนั้นมีมูลค่าเกินกว่า 5,000 บาทขึ้นไป หากมีมูลค่าเกินกว่า 1,000,000 บาทให้จัดเก็บกึ่งหนึ่ง แต่ถ้าผู้รับมรดกนั้นเป็นผู้สืบโลหิตให้เก็บเพียงหนึ่งในสี่ เขาเห็นว่าถ้ามีคนคัดค้านโดยให้เหตุผลว่า “คนสยามเป็นชั้นมัธยมกันมาก”

แต่เขาก็ยังคงยืนยันให้รัฐเก็บภาษีมรดกต่อไปโดยให้เหตุผลว่า “ไม่ควรให้มีการทำนาบนหลังคน” และควรทำควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้คนทำการค้า เขาเห็นว่าผู้มีทรัพย์ก็จะมีมากขึ้น รัฐก็จะจัดเก็บ “มรฎกภาคหลวง” นี้ได้มากตามไปด้วย (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ วันที่ 20 พฤษภาคม 2471)

รวมทั้งการจัดเก็บภาษีรายได้ หรือ “อากรรายได้” เขาเห็นว่าการจัดเก็บอากรรายได้เป็นมาตรการที่เป็นธรรมกว่าเงินค่ารัชชูปการ ซึ่งก่อความเดือดร้อนให้กับพวก “หาเช้ากินค่ำ” เพราะหากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่ต้องเสีย ตามหลัก “ใครมีมากเสียมาก” ดังนั้น หากรัฐทำตามแนวทางดังกล่าวจะสามารถสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมและสามารถมีรายได้มากขึ้น ไม่ใช่การดำเนินนโยบายหารายได้ในขณะนั้นที่ พระสารสาสน์ฯ วิจารณ์นโยบายที่ผ่านมาว่า “รัฐบาลเก็บภาษีคนมั่งมีและคนจนเท่าๆ กัน” ไม่สามารถสร้างความเท่าเทียมกันและเพิ่มรายรับของรัฐได้ (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ 1 มิถุนายน 2471)

พระสารสาสน์ฯ เห็นว่ารัฐบาลสยามก่อนปฏิวัติมีลักษณะ “ตั้งตาตั้งหูใส่แต่ฝรั่ง เชื่อฝรั่ง กลัวฝรั่ง” แต่มองข้ามประเทศเพื่อนบ้าน เช่น แหลมมลายู พม่า อินเดีย จีน ที่มีลักษณะภูมิอากาศคล้ายคลึงสยาม เขาตั้งคำถามว่า เหตุใดเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นจึงดีกว่าสยาม ดังนั้น รัฐบาลควรกลับมาพิจารณาใคร่ครวญเพื่อนบ้าน มิใช่ “ข้ามหัวไปดูแต่ยุโรป อเมริกา”

เขาเสนอว่ารัฐบาลควรสนใจแนวทางการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียที่มีความก้าวหน้า “รัฐบาลควรจัดตั้งให้มีหูตาตามเมืองสำคัญๆ เช่น ไซ่ง่อน สิงคโปร์ ย่างกุ้ง กัลกัตตา เพื่อรวบรวมข้อมูลความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้ทราบ” (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ 16 พฤษภาคม 2471)

ราษฎรในพระนครครั้งระบอบเก่า 2474

ในระหว่างที่เขาอยู่ในฝรั่งเศส เขาได้แต่งนวนิยายขึ้นเรื่องหนึ่งชื่อ Whom The God Deny เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกอบกู้และการเสียสละในการกอบกู้เอกราชของ “มิสาปุระประเทศ” (อินเดีย?-ผู้เขียน) ต่อมาเขียนจบในระหว่างที่เขาลี้ภัยไปยังญี่ปุ่น

นวนิยายการเมืองเรื่องการกู้ชาติ ชื่อ Whom The Gods Deny ที่เขียนค้างเมื่ออยู่ที่ฝรั่งเศสต่อจนสำเร็จ เขาได้เขียนคำอุทิศให้แก่ รพินทรนาถ ฐากูร ด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจในการเผยแพร่วัฒนธรรมของท่าน โดยเนื้อหาในนวนิยายเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกอบกู้และการเสียสละในการกอบกู้เอกราชของ “มิสาปุระประเทศ” โดยมีเจ้าหญิง “ศรีสิมาเทวี” ผู้รักชาติเป็นตัวเอก และมีพระอมรมหาเดช กงสุลใหญ่ของสยามประจำกรุงกัลกัตตามีส่วนในความช่วยเหลือ เรื่องจบลงด้วยการกอบกู้เอกราชของประเทศนั้นต้องแลกด้วยชีวิตของเจ้าหญิงที่เสียสละชีวิต

ระหว่างที่เขาลาออกจากราชการและเดินทางรณรงค์การปฏิวัติสยามด้วยการแจกจ่ายหนังสือเล่มเล็กในอังกฤษและยุโรปแก่เหล่านักเรียนไทยอยู่นั้น เขาเล่าว่าเคยศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ที่อังกฤษและฝรั่งเศสด้วย (พระสารสาสน์ฯ, 2481, กราวหน้าพากย์) อย่างไรก็ตาม นายปรีดี พนมยงค์ เห็นว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสารสาสน์ฯ เป็นอีกส่วนหนึ่งแยกจากคณะราษฎร โดยพระสารสาสน์ฯ เป็น “นักปฏิวัติ” เช่นกัน (ปรีดี พนมยงค์, 2517, 1957)

สำหรับความเคลื่อนไหวการปฏิวัติสยามนั้นมีนายปรีดี พนมยงค์ ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาซึ่งพบกันที่ปารีสเป็นผู้ที่มีความคิดเหมือนกับเขา ภายหลังที่นายปรีดีจบการศึกษาด้านกฎหมายและกลับไปสอนกฎหมายที่โรงเรียนกฎหมายแล้ว นายปรีดีผสมผสานหลักประชาธิปไตยในการสอนและเขียนบทความที่เต็มไปด้วยความคิดประชาธิปไตยลงในวารสาร

โคลด สารสาสน์ ได้กล่าว ในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรสามารถโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สำเร็จ และได้กล่าวชื่นชมความชาญฉลาดของพระยาทรงสุรเดชในการวางแผนการปฏิวัติ ตลอดจนได้กล่าวชมเชย “หลวงประดิษฐฯ ว่าเป็นประหนึ่งเทพีแห่งปัญญา (Minerva)” (Phra Sarasas, 1942, 231)

พระบรมฉายาลักษณ์หมู่กับพระราชโอรสในยุโรป

ตำแหน่งใหม่ภายหลังการปฏิวัติ 2475

หลังการปฏิวัติ 2475 พระสารสาสน์ฯ เปลี่ยนบทบาทจากนักปฏิวัติทางไกลในต่างแดนมาสู่ศูนย์กลางแห่งอำนาจการเมือง ด้วยการเดินทางกลับมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐการ (29 มีนาคม-22 กันยายน พ.ศ.2477) ในรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา เมื่อกลับมาสยามแล้ว เขาสมัครเข้าเป็นสมาชิกสโมสรคณะราษฎรในฐานะกรรมการกิตติมศักดิ์ของสโมสรคณะราษฎร เมื่อปี 2477 (หจช.สบ.3.10/10 เอกสารส่วนบุคคลของพระยานิติศาสตร์ไพศาล เรื่องสภานายกสมาคมคณะราษฎร (2475-2478))

โดยนายปรีดีเป็นผู้โทรเลขเรียกพระสารสาสน์ฯ กลับมาสยาม แม้ว่าเขามิได้เสนอชื่อพระสารสาสน์ฯ โดยตรง แต่เขาเป็นผู้ให้การ “สนับสนุน” โดยให้เหตุผลว่าขณะนั้นพระสารสาสน์ฯ ได้ศึกษาค้นคว้าด้านเศรษฐกิจสมควรมาช่วยบริหารประเทศ (นายปรีดี, 2517, 36)

เมนูอาหาร งานจัดเลี้ยงที่ดุสิตธานี (2462) เครดิตภาพ : ศิลปวัฒนธรรม นวนิยายดินฟ้าไม่อาทรของพระสารสาสน์ฯ

ขณะที่พระสารสาสน์ฯ เป็นรัฐมนตรีเศรษฐการนั้น เกิดการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ของกรรมกรรถไฟกรรมกรรถรางและลุกลามไปยังกรมไปรษณีย์โทรเลข (สังศิต พิริยะรังสรรค์, 2529; 8; ควง อภัยวงศ์, 2500, 54) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การดูแลของกระทรวงเศรษฐการนั้น อย่างไรก็ตาม พระสารสาสน์ฯ ได้ประณามการกระทำที่ไม่เป็นมิตรในการนัดหยุดงานของกรรมกรครั้งนั้นอย่างรุนแรง (Virginia Thomson, 1957, 616-617) แต่นายปรีดีเห็นว่าพระสารสาสน์ฯ “บำเพ็ญตนเป็นกรรมกร” ทำตนเป็นครูของพวกกรรมกร ชอบอุปการะเลี้ยงดูกรรมกรและชาวนา ในสมัยที่เขาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐการได้ยกเงินเดือนให้กับชาวนาและกรรมกร นายปรีดีเห็นว่า อุดมการณ์ทางการเมืองพระสารสาสน์ฯ “เป็น Socialist” ด้วย (ปรีดี, 2517, 40, 30, 57)

ชีวิตอันน่าตื่นเต้นของพระสารสาสน์ฯ อดีตครูโรงเรียนนายร้อยทหารบก นักการทูต นักปฏิวัติมาสู่รัฐมนตรีเศรษฐการสมัยปฏิวัติ 2475 ผู้มาก่อนกาลจะเป็นอย่างไรต่อนั้น ติดตามความโลดโผนนี้ได้ในตอนหน้า

พระปกเกล้าฯ และพระสารสาสน์ฯ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (6)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...