พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (6)
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
: จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (6)
ความกล้าหาญของพระสารสาสน์ฯ อดีตครูโรงเรียนนายร้อยทหารบก นักการทูตผู้ลาออกจากราชการเพื่อเดินไปบนเส้นทางนักปฏิวัติด้วยการชักชวนนักเรียนไทยในยุโรปร่วมมือกันปฏิวัติสยาม พร้อมเขียนบทความปลุกเร้าการปฏิวัติจากปารีสเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในสยามช่วงระบอบเก่า หนึ่งในข้อเสนอที่ก้าวหน้าของเขาในครั้งนั้น คือ การปรับปรุงรายได้ของรัฐว่า ควรมีการเก็บ “อากรมรฎก” และ “อากรรายได้” โดยให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีมรดก หรือเขาเรียกว่า “อากรมรดกของผู้ตาย (death duties) หรือ “มรฎกภาคหลวง” ขึ้นเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม
เสนอเก็บภาษีมรดก
พระสารสาสน์ฯ ให้เหตุผลว่า ด้วยรัฐมีความชอบธรรมที่จะจัดเก็บภาษีมรดกจากทุกคนรวมทั้งคนต่างชาติในสยาม เพราะว่าทรัพย์เหล่านี้เป็น “อดิเรกลาภ” เป็นสิ่งที่ได้มาจากประเทศ จึงควรแบ่งคืนให้ประเทศจึงจะยุติธรรมขึ้นแก่สังคม ผู้รับมรดก ผู้มั่งคั่งก็ไม่เดือดร้อนเพราะเขาเหล่านั้นมิได้เป็นคนหาทรัพย์นั้น แต่หากทรัพย์นั้นเกิดขึ้นจากการที่รัฐเข้าสนับสนุนจึงทำให้เจ้ามรดกนั้นเกิดทรัพย์ขึ้นมาได้ เขายกตัวอย่างการกำหนดเกณฑ์จัดเก็บมรดกว่า ให้พิจารณาจากมูลค่าของมรดกโดยจัดเก็บแบบอัตราก้าวหน้า (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ วันที่ 20 พฤษภาคม 2471)
เขายกตัวอย่างว่า รัฐพึงจัดเก็บภาษีนี้ เมื่อมรดกกองนั้นมีมูลค่าเกินกว่า 5,000 บาทขึ้นไป หากมีมูลค่าเกินกว่า 1,000,000 บาทให้จัดเก็บกึ่งหนึ่ง แต่ถ้าผู้รับมรดกนั้นเป็นผู้สืบโลหิตให้เก็บเพียงหนึ่งในสี่ เขาเห็นว่าถ้ามีคนคัดค้านโดยให้เหตุผลว่า “คนสยามเป็นชั้นมัธยมกันมาก”
แต่เขาก็ยังคงยืนยันให้รัฐเก็บภาษีมรดกต่อไปโดยให้เหตุผลว่า “ไม่ควรให้มีการทำนาบนหลังคน” และควรทำควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้คนทำการค้า เขาเห็นว่าผู้มีทรัพย์ก็จะมีมากขึ้น รัฐก็จะจัดเก็บ “มรฎกภาคหลวง” นี้ได้มากตามไปด้วย (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ วันที่ 20 พฤษภาคม 2471)
รวมทั้งการจัดเก็บภาษีรายได้ หรือ “อากรรายได้” เขาเห็นว่าการจัดเก็บอากรรายได้เป็นมาตรการที่เป็นธรรมกว่าเงินค่ารัชชูปการ ซึ่งก่อความเดือดร้อนให้กับพวก “หาเช้ากินค่ำ” เพราะหากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่ต้องเสีย ตามหลัก “ใครมีมากเสียมาก” ดังนั้น หากรัฐทำตามแนวทางดังกล่าวจะสามารถสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมและสามารถมีรายได้มากขึ้น ไม่ใช่การดำเนินนโยบายหารายได้ในขณะนั้นที่ พระสารสาสน์ฯ วิจารณ์นโยบายที่ผ่านมาว่า “รัฐบาลเก็บภาษีคนมั่งมีและคนจนเท่าๆ กัน” ไม่สามารถสร้างความเท่าเทียมกันและเพิ่มรายรับของรัฐได้ (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ 1 มิถุนายน 2471)
พระสารสาสน์ฯ เห็นว่ารัฐบาลสยามก่อนปฏิวัติมีลักษณะ “ตั้งตาตั้งหูใส่แต่ฝรั่ง เชื่อฝรั่ง กลัวฝรั่ง” แต่มองข้ามประเทศเพื่อนบ้าน เช่น แหลมมลายู พม่า อินเดีย จีน ที่มีลักษณะภูมิอากาศคล้ายคลึงสยาม เขาตั้งคำถามว่า เหตุใดเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นจึงดีกว่าสยาม ดังนั้น รัฐบาลควรกลับมาพิจารณาใคร่ครวญเพื่อนบ้าน มิใช่ “ข้ามหัวไปดูแต่ยุโรป อเมริกา”
เขาเสนอว่ารัฐบาลควรสนใจแนวทางการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียที่มีความก้าวหน้า “รัฐบาลควรจัดตั้งให้มีหูตาตามเมืองสำคัญๆ เช่น ไซ่ง่อน สิงคโปร์ ย่างกุ้ง กัลกัตตา เพื่อรวบรวมข้อมูลความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้ทราบ” (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ 16 พฤษภาคม 2471)
ในระหว่างที่เขาอยู่ในฝรั่งเศส เขาได้แต่งนวนิยายขึ้นเรื่องหนึ่งชื่อ Whom The God Deny เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกอบกู้และการเสียสละในการกอบกู้เอกราชของ “มิสาปุระประเทศ” (อินเดีย?-ผู้เขียน) ต่อมาเขียนจบในระหว่างที่เขาลี้ภัยไปยังญี่ปุ่น
นวนิยายการเมืองเรื่องการกู้ชาติ ชื่อ Whom The Gods Deny ที่เขียนค้างเมื่ออยู่ที่ฝรั่งเศสต่อจนสำเร็จ เขาได้เขียนคำอุทิศให้แก่ รพินทรนาถ ฐากูร ด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจในการเผยแพร่วัฒนธรรมของท่าน โดยเนื้อหาในนวนิยายเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกอบกู้และการเสียสละในการกอบกู้เอกราชของ “มิสาปุระประเทศ” โดยมีเจ้าหญิง “ศรีสิมาเทวี” ผู้รักชาติเป็นตัวเอก และมีพระอมรมหาเดช กงสุลใหญ่ของสยามประจำกรุงกัลกัตตามีส่วนในความช่วยเหลือ เรื่องจบลงด้วยการกอบกู้เอกราชของประเทศนั้นต้องแลกด้วยชีวิตของเจ้าหญิงที่เสียสละชีวิต
ระหว่างที่เขาลาออกจากราชการและเดินทางรณรงค์การปฏิวัติสยามด้วยการแจกจ่ายหนังสือเล่มเล็กในอังกฤษและยุโรปแก่เหล่านักเรียนไทยอยู่นั้น เขาเล่าว่าเคยศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ที่อังกฤษและฝรั่งเศสด้วย (พระสารสาสน์ฯ, 2481, กราวหน้าพากย์) อย่างไรก็ตาม นายปรีดี พนมยงค์ เห็นว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสารสาสน์ฯ เป็นอีกส่วนหนึ่งแยกจากคณะราษฎร โดยพระสารสาสน์ฯ เป็น “นักปฏิวัติ” เช่นกัน (ปรีดี พนมยงค์, 2517, 1957)
สำหรับความเคลื่อนไหวการปฏิวัติสยามนั้นมีนายปรีดี พนมยงค์ ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาซึ่งพบกันที่ปารีสเป็นผู้ที่มีความคิดเหมือนกับเขา ภายหลังที่นายปรีดีจบการศึกษาด้านกฎหมายและกลับไปสอนกฎหมายที่โรงเรียนกฎหมายแล้ว นายปรีดีผสมผสานหลักประชาธิปไตยในการสอนและเขียนบทความที่เต็มไปด้วยความคิดประชาธิปไตยลงในวารสาร
โคลด สารสาสน์ ได้กล่าว ในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรสามารถโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สำเร็จ และได้กล่าวชื่นชมความชาญฉลาดของพระยาทรงสุรเดชในการวางแผนการปฏิวัติ ตลอดจนได้กล่าวชมเชย “หลวงประดิษฐฯ ว่าเป็นประหนึ่งเทพีแห่งปัญญา (Minerva)” (Phra Sarasas, 1942, 231)
ตำแหน่งใหม่ภายหลังการปฏิวัติ 2475
หลังการปฏิวัติ 2475 พระสารสาสน์ฯ เปลี่ยนบทบาทจากนักปฏิวัติทางไกลในต่างแดนมาสู่ศูนย์กลางแห่งอำนาจการเมือง ด้วยการเดินทางกลับมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐการ (29 มีนาคม-22 กันยายน พ.ศ.2477) ในรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา เมื่อกลับมาสยามแล้ว เขาสมัครเข้าเป็นสมาชิกสโมสรคณะราษฎรในฐานะกรรมการกิตติมศักดิ์ของสโมสรคณะราษฎร เมื่อปี 2477 (หจช.สบ.3.10/10 เอกสารส่วนบุคคลของพระยานิติศาสตร์ไพศาล เรื่องสภานายกสมาคมคณะราษฎร (2475-2478))
โดยนายปรีดีเป็นผู้โทรเลขเรียกพระสารสาสน์ฯ กลับมาสยาม แม้ว่าเขามิได้เสนอชื่อพระสารสาสน์ฯ โดยตรง แต่เขาเป็นผู้ให้การ “สนับสนุน” โดยให้เหตุผลว่าขณะนั้นพระสารสาสน์ฯ ได้ศึกษาค้นคว้าด้านเศรษฐกิจสมควรมาช่วยบริหารประเทศ (นายปรีดี, 2517, 36)
ขณะที่พระสารสาสน์ฯ เป็นรัฐมนตรีเศรษฐการนั้น เกิดการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ของกรรมกรรถไฟกรรมกรรถรางและลุกลามไปยังกรมไปรษณีย์โทรเลข (สังศิต พิริยะรังสรรค์, 2529; 8; ควง อภัยวงศ์, 2500, 54) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การดูแลของกระทรวงเศรษฐการนั้น อย่างไรก็ตาม พระสารสาสน์ฯ ได้ประณามการกระทำที่ไม่เป็นมิตรในการนัดหยุดงานของกรรมกรครั้งนั้นอย่างรุนแรง (Virginia Thomson, 1957, 616-617) แต่นายปรีดีเห็นว่าพระสารสาสน์ฯ “บำเพ็ญตนเป็นกรรมกร” ทำตนเป็นครูของพวกกรรมกร ชอบอุปการะเลี้ยงดูกรรมกรและชาวนา ในสมัยที่เขาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐการได้ยกเงินเดือนให้กับชาวนาและกรรมกร นายปรีดีเห็นว่า อุดมการณ์ทางการเมืองพระสารสาสน์ฯ “เป็น Socialist” ด้วย (ปรีดี, 2517, 40, 30, 57)
ชีวิตอันน่าตื่นเต้นของพระสารสาสน์ฯ อดีตครูโรงเรียนนายร้อยทหารบก นักการทูต นักปฏิวัติมาสู่รัฐมนตรีเศรษฐการสมัยปฏิวัติ 2475 ผู้มาก่อนกาลจะเป็นอย่างไรต่อนั้น ติดตามความโลดโผนนี้ได้ในตอนหน้า
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (6)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly