รฟท.เปิดแผนรับมือหลังราคาดีเซลพุ่ง เตรียมปรับเพิ่ม-ลดขบวนรถไฟตามปริมาณผู้โดยสาร ยันน้ำมันมีพอให้บริการ
วันที่ 16 มีนาคม 2569 นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6/2569 ว่า หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อและส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านรายได้และรายจ่ายขององค์กรที่อาจจะขาดทุนเพิ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงถือเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของการให้บริการเดินรถไฟ
นายอนันต์ ระบุว่า ในส่วนของกรมการขนส่งทางรางได้มีแนวทางรองรับภายใต้ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ที่จะมีผลบังคับใช้ วันที่ 27 มีนาคม 2569 ตามแนวทาง และตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางรางฯ นั้น กรมรางจะกำหนดและประกาศค่าพิกัดสูงสุดสำหรับค่าโดยสาร และค่าขนส่งสินค้าเป็นเพดานไว้ ซึ่ง รฟท.จะมาดูว่าราคาตลาดกับราคาค่าโดยสารที่จะให้มีความสมดุลคือเท่าไร
นายอนันต์ ระบุต่อว่า รฟท.มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง (ดีเซล) ประมาณ 8-9 ล้านลิตรต่อเดือน โดย รฟท.มีสัญญาซื้อตรงน้ำมันกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีการซัพพลายเป็นรายเดือน โดยมีการตกลงราคาที่มีส่วนลดจากราคาตลาดเล็กน้อย หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายกว่า 240 ล้านบาทต่อเดือน หลังจากนี้หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นก็อาจต้องประเมินตัวเลขผลการดำเนินงานอีกครั้ง
สำหรับแผนการรับมือหากสถานการณ์ราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน ในด้านการบริหารจัดการเดินรถ หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น รฟท.จะพิจารณาเพิ่มขบวนรถเพื่อรองรับความต้องการ แต่หากจำนวนผู้โดยสารลดลงก็อาจมีการปรับลดบางเที่ยวขบวน เพื่อให้การบริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมจะต้องเร่งหารายได้เพิ่มมาเสริมผลดำเนินการงานเช่นกัน ส่วนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ที่จะมีผู้โดยสารเดินทางจำนวนมาก และขบวนรถโดยสารมักเต็มทุกปี ยืนยันว่า รฟท.ยังคงเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนตามปกติ และยังมีน้ำมันใช้บริการเพียงพอ