เหลียวซ้าย แลขวา ศึกหนัก “รัฐบาลอนุทิน”
การบ้านการเมืองในช่วงนี้ ไม่ต้องบอกก็พอรู้ได้ว่าระดับบิ๊ก ๆ ท่านรัฐมนตรีทั้งหลายคงนั่งก้นไม่ติดเก้าอี้ เพราะต้องเจอศึกหนัก ทั้งศึกใน-ศึกนอก ที่เกี่ยวโยงเดิมพันด้วยชีวิตคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มส่งผลกระทบถึงประเทศไทยโดยตรงแล้ว
ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่าสงครามในตะวันออกกลางคงใช้เวลาไม่นาน จบได้ในเวลาสั้น ๆ อีกทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เกิดแบบฉุกละหุก ทำให้รัฐบาลรักษาการณ์ภายใต้การนำของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้มีเวลาเตรียมตัวมากนัก
แต่ปัจจุบันสงครามยืดเยื้อมามากกว่าครึ่งเดือนแล้ว ผลกระทบเริ่มลามไปหลายประเทศ เพราะอิหร่านไปประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งยังมีการโจมตีแหล่งผลิตก๊าซและน้ำมันกันไปมาทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ลามไปจนถึงการที่อิหร่านประกาศว่า หากใครเป็นศัตรูกับตนก็อย่าคิดว่าจะผ่านช่องแคบนี้ไปได้ ทำให้เดือดร้อนหลายประเทศทั่วโลก เพราะปัจจุบันโลกเราใช้การขนส่งทางเรือเป็นหลัก และความเดือดร้อนยิ่งมากขึ้นไปอีก เมื่อเป็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะช่องแคบดังกล่าวเป็นช่องทางเดินเรือสำคัญที่ช่วยประหยัดทั้งต้นทุนขนส่งและประหยัดเวลาของเรือบรรทุกสินค้าที่จะวิ่งเชื่อมระหว่างเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ
แน่นอนว่าเมื่อช่องแคบนี้ปิดตัวลง การขนส่งหลายอย่างก็หยุดชะงักแทบ 100% ส่งผลให้สินค้าต่าง ๆ เริ่มขาดแคลน โดยเฉพาะน้ำมัน ตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์แล้วเมื่อสินค้าเหลือน้อยลง แต่ความต้องการยังมีเท่าเดิม ก็ส่งผลให้ราคาของชนิดนั้นแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราเริ่มเห็นสินค้าหลายชนิดทยอยปรับตัวขึ้นหรือบางชนิดของเริ่มขาดแคลน อย่างเช่นกรณี SCG สั่งปิดโรงงานโอเลฟินส์ชั่วคราว เพราะขาดวัตถุดิบ และการทยอยออกมาบอกของกระทรวงพาณิชย์ว่าสต๊อกของชนิดต่าง ๆ จะเหลือใช้ได้กี่วัน รวมไปถึงราคาน้ำมันที่จะปรับตัวขึ้น โดยล่าสุดคาดกันว่าพรุ่งนี้น้ำมันดีเซล อาจขึ้นไปแตะลิตรละ 33 บาท
ผลกระทบดังกล่าวเป็นเสมือนสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออกของรัฐบาล และจะเป็นเกมวัดฝีมือการบริหารของรัฐบาลอนุทิน อย่างแท้จริง ที่พูดเช่นนี้ เพราะเมื่อเหลียวซ้าย แลขวาแล้ว รัฐบาลล้วนเจอโจทย์หนักทั้งนั้น
โจทย์ประการแรก การที่รัฐบาลบอกว่าจะหาตลาดใหม่เพื่อดึงสินค้าที่ขาดเข้ามาทดแทน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอย่าลืมว่า ทั่วโลกก็เจอศึกนี้เหมือนกับเรา และประเทศต่าง ๆ ก็ต้องสต๊อกสินค้าไว้ให้คนในประเทศตัวเองเช่นกัน นี่ยังไม่นับรวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการซื้อสินค้า เช่น มูลค่าสินค้าที่อาจแพงขึ้นตามปัจจัยทางการเมืองโลก ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลเสี่ยงเจอกับการโขกราคามโหฬารจากประเทศคู่ค้า, ความยากลำบากในการขนส่ง หรือแม้กระทั่งการแบ่งฝ่ายทางการเมืองโลกที่หากยืนกันคนละฝั่งก็ไม่ยินยอมขายสินค้าให้ ซึ่งจะเล่าในฉากทัศน์ต่อไป
โจทย์ประการที่สอง ปัจจุบันรัฐบาลเริ่มมีแนวคิดกู้เงินผ่านการออก พ.ร.ก. เพื่อนำเงินมาพยุงราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปัจจุบันเราใช้กองทุนน้ำมันฯ เข้ามาอุดหนุน เพื่อตรึงราคาไว้ และมีแนวคิดจะกู้เงินมาช่วยพยุงเพิ่ม แน่นอนว่าในระยะสั้นเราสามารถอุดรูรั่วนี้ ไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบชั่วคราว แต่อย่าลืมว่าในปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ก็ติดลบอยู่แล้วกว่า 10,000 ล้านบาท หากต้องกู้เพิ่มก็เท่ากับคนไทยจะเป็นหนี้เพิ่มใช่หรือไม่? โจทย์ข้อนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบันคงไม่ได้อยู่ใช้หนี้ หากแต่อาจเป็นรัฐบาลในช่วงอายุหน้าหรือคนไทยรุ้นถัดไปที่ต้องคอยแบกรับหนี้มหาศาลเพื่อนำเงินมาคืนให้วิกฤตนี้ในภายหลังจริงหรือไม่?
โจทย์ข้อนี้จะสะท้อนถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคตอย่างรุนแรง เพราะต้องไม่ลืมด้วยว่าไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย คนทำงานน้อยลง แต่คนชรามากขึ้น นั่นจะแปลว่า ประเทศจะมีรายได้ลดลง แต่มีเงินที่ต้องเอามาดูแลคนชรามากขึ้น เช่นนี้รัฐบาลจะแก้กับดักเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร?
โจทย์ประการที่สาม ที่ได้เกริ่นค้างไว้ในช่วงแรก คือ การแสดงจุดยืนบนประชาคมโลก นักวิเคราะห์การเมืองทราบกันดีว่า อิหร่านมีใครหนุนหลัง ส่วนอิสราเอลมีใครหนุนหลัง และทั้งคู่กำลังต้องการแย่งชิงความเป็นเบอร์หนึ่งของโลกใบนี้ใช่หรือไม่?
กระทรวงการต่างประเทศไทย และหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่น ๆ อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และแม้กระทั่งกองทัพทราบข้อนี้ดี ปัญหา คือ รัฐบาลไทยจะแสดงท่าทีหรือจุดยืนอย่างไรต่อสถานการณ์โลกอันเปราะบางเช่นนี้ที่จะทำให้ไทยได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและไม่สุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเครื่องมือหรือเป้าโจมตี เหมือนที่เราได้บทเรียนมาจากครั้งล่าสุดจากการยิงใส่เรือสินค้าไทยแล้วว่า อิหร่านมองไทยเป็นศัตรู
โจทย์ประการที่สี่ คือ วิกฤตความเชื่อมั่นรัฐบาล จากสถานการณ์ล่าสุด เราได้เห็นประชาชนแสดงความวิตกกังวล ออกมากักตุนสินค้า จนรัฐบาลต้องแถลงย้ำหลายรอบว่า ขอประชาชนอย่ากักตุนสินค้า โจทย์ข้อนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลใช่หรือไม่? นี่ยังไม่ต้องนับรวมความไม่เชื่อมั่นทางการเมืองอื่น ๆ เอาเพียงแค่ด้านเศรษฐกิจและการจัดการสถานการณ์ในภาวะวิกฤตก็พอแสดงให้เห็นแล้วว่า ประชาชนไม่วางใจในคำพูดและฝีมือของรัฐบาลใช่หรือไม่?
รัฐบาลอนุทิน 1 กำลังจะหมดไป และรัฐบาลอนุทิน 2 จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ หากไม่มีอะไรพลิกโผในการเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 มีนาคมนี้ หากแต่สิ่งที่น่าเป็นกังวล คือ การรับมือกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเป็นโจทย์ใหญ่ประลองกำลังรัฐบาลอนุทินว่าจะพาด้ามขวานนี้ก้าวข้ามวิกฤตไปได้อย่างไร?