ลุ้นมิ.ย.นี้ เปิดประมูลสร้าง ‘ไฮสปีดไทย-จีน เฟส 2’ แตะ 3.4 แสนล้าน
โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย มูลค่าโครงการกว่า 3.4 แสนล้านบาท ล่าสุดกระทรวงคมนาคมได้รับแจ้งความคืบหน้าของโครงการแล้ว
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการประกวดราคา โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อยู่ระหว่างการทบทวนเงื่อนไขสัญญาร่างเอกสารการประกาศประกวดราคา (TOR) และขอบเขตของงาน (Scope of Work) ในประเด็นมาตรฐานความปลอดภัยและเงื่อนไขการยกเลิกสัญญาจ้างให้ครบถ้วนรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด
ทั้งนี้ตามแผนคาดว่า รฟท.จะทบทวนเงื่อนไขสัญญาและขอบเขตงานแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ ก่อนเริ่มกระบวนการประกวดราคาได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในเดือนตุลาคม 2569 คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2574
สำหรับสัญญางานโยธาแบ่งเป็น 8 สัญญา ประกอบด้วย สัญญาที่ 1 ช่วงนครราชสีมา-โนนสูง ระยะทาง 39.1 กม. วงเงิน 31,030 ล้านบาท สัญญาที่ 2 ช่วงโนนสูง-บัวลาย ระยะทาง 54.9 กม. วงเงิน 33,920 ล้านบาท สัญญาที่ 3 ช่วงบัวลาย-บ้านแฮด: ระยะทาง 68.38 กม. วงเงิน 33,110 ล้านบาท
สัญญาที่ 4 ช่วงบ้านแฮด-นํ้าพอง ระยะทาง 54.35 กม. วงเงิน 33,415 ล้านบาท สัญญาที่ 5 ช่วงนํ้าพอง-อุดรธานี ระยะทาง 64.52 กม. วงเงิน 31,850 ล้านบาท สัญญาที่ 6 ช่วงอุดรธานี-สระใคร ระยะทาง 60.48 กม. วงเงิน 33,490 ล้านบาท สัญญาที่ 7 ช่วงสระใคร-หนองคาย ระยะทาง 15.38 กม. วงเงิน 32,939.86 ล้านบาท สัญญาที่ 8 ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย วงเงิน 7,700 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า ในส่วนของการประมูลงานติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ ตามผลการศึกษาของ รฟท. โดยเอกชนผู้ร่วมลงทุนจะต้องลงทุนประมาณ 79,804.49 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายงานเสนอผู้ว่าการ รฟท. เพื่อพิจารณาเสนอคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย (บอร์ดรฟท.) พิจารณาให้ความเห็นชอบได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ ก่อนเสนอต่อกระทรวงคมนาคมเห็นชอบต่อไป
ทั้งนี้จะเริ่มคัดเลือกเอกชนและลงนามในสัญญาร่วมลงทุนภายในตุลาคม 2570 ใช้เวลาดำเนินการคัดเลือกประมาณ 18 เดือน และลงนามสัญญาร่วมลงทุน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2572 และให้เอกชนเริ่มดำเนินการได้ภายใน เมษายน 2572
ขณะที่การเวนคืนที่ดินของโครงการฯ ภายใต้วงเงิน 12,418.61 ล้านบาท มีพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และจังหวัดหนองคาย ประกอบด้วยที่ดิน จำนวน 1,991 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1,345 ไร่ และสิ่งปลูกสร้าง 1,428 รายการ
อย่างไรก็ดีปัจจุบัน รฟท. ได้รายงานเสนอต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อขอออกร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในพื้นที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างกระทรวงคมนาคมพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป
“ปัญหาการลงนามในบางสัญญากรณีที่โครงการรถไฟไฮสปีดไทย-จีน ระยะที่ 1 ที่ยังติดปัญหาบางสัญญา ทำให้ไม่สามารถลงนามสัญญาได้ ยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการในเฟส 2 เนื่องจากมีการแยกสัญญาประมูลและพื้นที่ชัดเจน” แหล่งข่าว ระบุ
ด้านแนวเส้นทางการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย มีระยะทางประมาณ 357 กม. จำนวน 5 สถานี ประกอบด้วย 1.สถานีบัวใหญ่ 2.สถานีบ้านไผ่ 3.สถานีขอนแก่น 4.สถานีอุดรธานี และ 5.สถานีหนองคาย ซึ่งเชื่อมต่อการเดินทางจากไทยไปลาวและจีน
สำหรับโครงการไฮสปีดไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย วงเงินลงทุน 341,351 ล้านบาท โดยตลอดเส้นทางทั้ง 2 ระยะ จะใช้ขบวนรถไฟรวมทั้งหมด 18 ขบวน ซึ่งเป็นมาตรฐานของจีน เบื้องต้นจะมีการสั่งซื้อขบวนรถไฟเพิ่ม 14 ขบวน จากเดิมที่มีขบวนรถไฟเพียง 4 ขบวน
ที่ผ่านมารฟท.ได้คาดการณ์การผู้โดยสารและค่าโดยสารเมื่อเปิดให้บริการในปีแรกจะมีปริมาณผู้โดยสารตลอดสายช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย ประมาณ 7,000 คนต่อวัน ซึ่งแบ่งการเปิดให้บริการออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการในระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา อยู่ที่ประมาณ 5,000-6,000 คนต่อวัน ในปีที่เปิดให้บริการ
นอกจากนี้ในปีแรกที่เปิดให้บริการจะมีปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการช่วงนครราชสีมา-หนองคาย (ตลอดสาย) กว่า 1,000 คนต่อวัน ส่วนค่าโดยสารจะต้องมีการปรับปรุง เนื่องจากข้อมูลเดิมอิงจากผลการศึกษาเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว ซึ่งจะมีการทบทวนตัวเลขผู้โดยสารและค่าโดยสารใหม่ในการศึกษาปัจจุบันอีกครั้ง
อย่างไรก็ดีเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเป็นโครงการยุทธศาสตร์การพัฒนาเส้นทางสายใหม่ One Belt One Road (OBOR) โดยจะเป็นการเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางและขนส่งระหว่าง 3 ประเทศ ไทย-ลาว–จีน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน พร้อมทั้งกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ด้วยการเชื่อมโยงเมืองหลัก เมืองรอง และพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้เข้าถึงกันอย่างไร้รอยต่อ
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,198 วันที่ 7-9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569