โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ไม่ดื่มเหล้าก็เสี่ยง! เปิดความจริง “ไวรัสตับอักเสบ” ต้นเหตุ มะเร็งตับ ที่หลายคนมองข้าม

Thonburi Hospital

เผยแพร่ 05 พ.ค. เวลา 08.52 น. • โรงพยาบาลธนบุรี

“ตับ” เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดสารพิษ สร้างโปรตีน สะสมพลังงาน และช่วยในการย่อยอาหาร แต่เมื่อใดก็ตามที่ตับเกิดการอักเสบ หรือที่เรียกว่า ไวรัสตับอักเสบ

การทำงานของตับจะผิดปกติ และอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่าง มะเร็งตับ ได้โดยไม่รู้ตัว

ตับอักเสบคืออะไร ทำไมถึงอันตราย

ตับอักเสบ คือ ภาวะที่เซลล์ตับถูกทำลายและเกิดการอักเสบ ส่งผลให้ตับทำงานได้ลดลง
โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลัก

  • ตับอักเสบเฉียบพลัน: เกิดขึ้นรวดเร็ว อาจหายเองได้
  • ตับอักเสบเรื้อรัง: เป็นต่อเนื่องยาวนาน เสี่ยงพัฒนาเป็น
    👉 ตับแข็ง
  • 👉 มะเร็งตับ

ที่น่ากังวลคือ…ผู้ป่วยจำนวนมาก “ไม่รู้ตัว” เพราะอาการในระยะแรกมักไม่ชัดเจน

  • ไวรัสตับอักเสบมีทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ A, B, C, D และ E โดยแต่ละชนิดมีวิธีการติดต่อและความรุนแรงต่างกัน

1. ไวรัสตับอักเสบเอ (A)

  • ติดต่อผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน
  • อาการ: ไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ตัวเหลือง
  • ไม่มีการรักษาเฉพาะ แต่หายได้เอง
  • ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและสุขอนามัยที่ดี

2. ไวรัสตับอักเสบบี (B) — ตัวการสำคัญของมะเร็งตับ

  • ติดต่อทางเลือด เพศสัมพันธ์ เข็ม และแม่สู่ลูก
  • อาจกลายเป็นเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว
  • เสี่ยงสูงต่อ
    👉 ตับแข็ง
    👉 มะเร็งตับ
  • มีวัคซีนป้องกัน

3. ไวรัสตับอักเสบซี (C)

  • ติดต่อผ่านเลือดและเข็มฉีดยา
  • ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ
  • ทำลายตับแบบเรื้อรัง → พังผืด → ตับแข็ง → มะเร็งตับ
  • ปัจจุบัน มียารักษาที่หายขาดได้

4. ไวรัสตับอักเสบดี (D)

  • พบได้น้อย
  • ต้องเกิดร่วมกับไวรัสตับอักเสบบี
  • หากติดเชื้อ จะรุนแรงมากและลุกลามเร็ว

5. ไวรัสตับอักเสบอี (E)

  • ติดต่อผ่านอาหาร น้ำ และสัตว์
  • อาการคล้ายชนิดอื่น เช่น ตัวเหลือง คลื่นไส้
  • อาจรุนแรงในหญิงตั้งครรภ์

อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม แม้หลายคนจะไม่มีอาการ แต่สัญญาณที่ควรระวัง ได้แก่

  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปวดแน่นชายโครงขวา

หากมีความเสี่ยงหรืออาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

ตรวจพบได้อย่างไร

การวินิจฉัยโรคทำได้โดย

  • ตรวจเลือด (ดูค่าการทำงานของตับและหาเชื้อ)
  • อัลตราซาวด์ตับ
  • ตรวจพังผืดตับ (Fibroscan)

การตรวจสุขภาพประจำปีจึงสำคัญมาก เพราะช่วย “เจอโรคก่อนมีอาการ”

แนวทางการรักษา

ไวรัสตับอักเสบบี

  • ระยะเฉียบพลัน: พักผ่อน ดูแลร่างกาย
  • ระยะเรื้อรัง: ใช้ยาต้านไวรัส เพื่อลดความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็ง

ไวรัสตับอักเสบซี

  • ใช้ยาต้านไวรัสแบบรับประทาน
  • มีโอกาส รักษาหายขาดได้

ดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อเป็นตับอักเสบ

  • กินอาหารสะอาด ครบ 5 หมู่
  • งดแอลกอฮอล์ 100%
  • หลีกเลี่ยงยาสมุนไพร/อาหารเสริมที่ไม่จำเป็น
  • ออกกำลังกายพอดี ไม่หักโหม
  • ตรวจติดตามสม่ำเสมอทุก 3–6 เดือน

ป้องกันไว้ ดีกว่ารักษา

ลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีง่ายๆ

  • ฉีดวัคซีน (โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและเอ)
  • ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น
  • ใช้ถุงยางอนามัย
  • หลีกเลี่ยงการสัก/เจาะที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • ไม่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด

สรุป: โรคเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

ไวรัสตับอักเสบ โดยเฉพาะชนิด B และ C คือ “ภัยเงียบ” ที่ค่อย ๆ ทำลายตับโดยไม่แสดงอาการ กว่าจะรู้ตัวอีกที อาจเข้าสู่ระยะ ตับแข็งหรือมะเร็งตับแล้ว

👉 การตรวจสุขภาพ + การฉีดวัคซีน + การปรับพฤติกรรม
คือกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...