โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯเตรียม จม.แจ้งยกเลิก‘MOU 44’ ย้ำ“Thailand First” ชง พ.ร.บ.ค้างท่อ 31 ฉบับให้สภาฯ 12 พ.ค.นี้

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 20.29 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. เวลา 23.15 น.

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯเตรียมส่งหนังสือแจ้งกัมพูชา-ไทยยกเลิก ‘MOU 44’ แล้ว
  • พร้อมหารือ ‘ฮุน มาเนต’ ย้ำจุดยืน “Thailand First”
  • ยึดกรอบ ‘UNCLOS’ ดูแลผลประโยชน์ชาติแทน MOU 44
  • รับปาก คนไทยได้ดูถ่ายทอดฟุตบอลโลก
  • มอบ ‘ภราดร’ ประสานฝ่ายค้าน – ยัน ครม. ไม่หนีกระทู้สด
  • มติ ครม.ชง พ.ร.บ.ค้างท่อ 31 ฉบับ ส่งสภา ฯพิจารณาต่อ 12 พ.ค.นี้
  • ยกเลิกระเบียบสำนักนายกฯ 8 ฉบับ ล้าสมัย-ลดซ้ำซ้อน
  • เชื่อมข้อมูลภาครัฐ ยกระดับความโปร่งใสสู่มาตรฐาน OECD
  • แก้ระเบียบ “แบ่งปันข้อมูลดิจิทัล” เชื่อม ‘Big Data’ รับมือภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล และมอบหมายให้ ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ

เตรียมส่งหนังสือแจ้งกัมพูชา ยกเลิก ‘MOU 44’ แล้ว

นายอนุทิน กล่าวว่า “วันนี้ ที่ประชุม ครม. เห็นชอบการยกเลิก MOU 44 ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งใดๆ กับประเทศกัมพูชา แต่เป็นแนวนโยบายของผมเองว่า อะไรก็ตามที่ดำเนินมาแล้ว กรณีนี้ 25 ปี ความคืบหน้า-ความก้าวหน้าของเรื่องนี้ยังไม่ไปถึงไหนแล้ว และมีตัวอ้างอิงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมา เช่น UNCLOS เราก็เอามาเป็นตัวอ้างอิงด้วย เพื่อเอามาเป็นตัวอ้างอิงร่วมกัน เพราะทั้งสองประเทศเป็นประเทศภาคี”

ถามต่อว่า กรณีสมเด็จฮุน เซน (ประธานวุฒิสภากัมพูชา) ระบุว่า หากยกเลิก MOU 44 จะทำให้เกิดปัญหาข้อพิพาทมากขึ้น ทำให้นายอนุทิน ตอบว่า “อันนี้ต้องไปสัมภาษณ์ท่าน”

ถามว่า ยังต้องมีการเจรจาอีกหรือไม่ ในเมื่อมีความเห็นต่างจากอีกฝ่าย นายอนุทิน ตอบว่า “มันยังไม่ได้มีการเจรจาอะไร”

ผู้สื่อข่าวจึงขยายความว่า หมายถึงเดินหน้าเจรจาควบคู่ไปกับ MOU 44 โดย นายอนุทิน กล่าวว่า “เป็นบริบทใหม่ อย่าเอาไปผูกกับตัวเดิม สำหรับประเทศไทย MOU 44 ไม่มีแล้ว”

เมื่อถามว่าขั้นตอนหลังจากนี้เป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า MOU 44 เป็นสิ่งที่เราตั้งขึ้นมา เพื่อแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเลอย่างไร ตรงนี้ถ้าจะคุยกันใหม่ ก็ต้องมีการหารือกันใหม่…อาจจะเป็น MOU 70 ก็ว่ากันใหม่”

ถามต่อว่า ตามขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมาย ถือว่า (การยกเลิก MOU 44) มีผลวันนี้หรือไม่ โดยนายอนุทิน ตอบว่า “ยัง เราต้องแจ้งให้คู่ MOU ของเราได้รับทราบ ถึงจะออกหนังสือ”

พร้อมหารือ ‘ฮุน มาเนต’ ย้ำจุดยืน “Thailand First”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการประชุมอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ นายกฯ จะได้พบกับนายกฯ กัมพูชา (ฮุน มาเนต) จะหยิบเรื่อง MOU 44 ไปคุยกันด้วยหรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ยังไงมันก็ต้องได้เจอในวง panel discussion กันอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา การเจรจา การพบปะ หารือ หรืออย่างไรก็ตาม…สิ่งที่ผมให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน คนไทยทุกคนคือ Thailand First จะไม่มีอะไรที่ประเทศไทยต้องสูญเสีย”

ถามต่อว่า สถานการณ์ชายแดนจะตึงเครียดขึ้นหรือไม่ เตรียมรับมืออย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกวันนี้เรามีการเฝ้าระวังตามแนวชายแดน ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทอยู่แล้ว ฝั่งความมั่นคงและทหารก็รักษาแนวชายแดนของเราอย่างเต็มที่ ไม่มีสิ่งใดน่ากังวล ผมสอบถามทางกองทัพแทบทุกสัปดาห์ สถานการณ์…จะว่าแล้ว ดีขึ้นด้วยซ้ำ”

ยึดกรอบ ‘UNCLOS’ ดูแลผลประโยชน์ชาติแทน MOU 44

ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทย และกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ “MOU 44” โดยมีมติให้ปรับแนวทางไปใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินการ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอและการให้ข้อมูลของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการปรับกรอบการดำเนินการให้ทันต่อสถานการณ์ และยึดโยงกับกฎหมายสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การยกเลิก MOU 44 เป็นการ “ปรับกรอบ” ความร่วมมือ มิใช่การยุติความสัมพันธ์หรือการยุติเจรจา โดยไทยยังคงเดินหน้าพูดคุยกับกัมพูชา แต่เปลี่ยนมาใช้กลไกภายใต้ UNCLOS ซึ่งมีความชัดเจน ครบถ้วย และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาพื้นที่ทางทะเลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ MOU 44 เดิม มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม จึงมีความจำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนแนวทาง เพื่อให้การดำเนินการในระยะต่อไปเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน และสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทย

โฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และพร้อมใช้กระบวนการภายใต้ UNCLOS ซึ่งครอบคลุมทั้งข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐภาคี โดยเฉพาะการกำหนดให้กรณีอ้างสิทธิทับซ้อน ต้องใช้การเจรจาหารือเป็นแนวทางหลัก

นอกจากนี้ ไทยได้แจ้งไปยังกัมพูชาในระดับไม่เป็นทางการแล้ว และจะดำเนินการแจ้งอย่างเป็นทางการต่อไป พร้อมทั้งเตรียมทาบทามให้ใช้กรอบ UNCLOS ร่วมกันในการเจรจา ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคและกฎหมาย เพื่อรองรับการดำเนินการภายใต้กรอบใหม่อย่างเป็นระบบและรอบด้าน

“การเปลี่ยนผ่านจาก MOU 44 ไปสู่กรอบ UNCLOS เป็นการยกระดับเครื่องมือในการเจรจา บนพื้นฐานของกฎหมายสากลที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด ไม่ใช่การยุติความร่วมมือ ไทยยังคงเดินหน้าการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ยันเกษตรกรมีปุ๋ยใช้ ก่อนฤดูเพาะปลูก

ผู้สื่อข่าวถามถึงผลการหารือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) โดยนายอนุทิน ตอบว่า “ท่านก็เป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร ก็ต้องหาหนทางที่ดีที่สุด เพื่อจะแบ่งเบาภาระ”

“เรื่องปุ๋ยมี 2 ประเด็น หนึ่ง ราคา สอง ปริมาณที่ต้องหาเข้ามาให้ได้ มีทั้งประเภทที่นำเข้ามาแล้วมันทันเวลาไหม ทันฤดูกาลไหม ถ้านำเข้าไม่ได้จะต้องไปเพิ่มกำลังการผลิตด้านไหนเพื่อให้เกษตรกรได้ปุ๋ยทันเวลาในการผลิตในฤดูเพาะปลูก ไม่ใช่ได้มาตอนผ่านพ้นฤดูเพาะปลูกแล้ว” นายอนุทิน กล่าว

ถามย้ำว่า นายกฯ มั่นใจว่าจะมีปุ๋ยใช้ทันฤดูกาลเพาะปลูก นายอนุทิน ตอบว่า “รัฐบาลมีหน้าที่ต้องแก้ไขปัญหาทุกอย่างของพี่น้องประชาชนให้ผ่านพ้นไปได้”

รับปาก คนไทยได้ดูถ่ายทอดฟุตบอลโลก

เมื่อถามว่า ปัจจุบันใกล้ช่วงบอลโลก รัฐบาลจะมีนโยบายทำให้ประชาชนได้ดูบอลโลกหรือไม่ หลังจากถามจบ นายอนุทิน หันหลังไปถามคณะรัฐมนตรีด้านหลังว่า “ปีไหนนะ” จากนั้นผู้สื่อข่าวพูดว่า ปี 2026 ทำให้นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ต้องทำให้มี”

ถามว่าวิธีการเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกรัฐบาลก็ทำให้คนไทยได้ดูบอลโลก แล้วรัฐบาลผมจะมีข้อยกเว้นได้เหรอ”

เมื่อถามย้ำเรื่องวิธีการ นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวว่ากัน”

สั่งตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาติดตั้ง ‘โซลาร์ รูฟท็อป’

ด้าน ดร.รัชดา รายงานข้อสั่งการของนายกฯ ว่า สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานที่ต้องพึ่งพาจากการนำเข้ามาเป็นพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ รูฟท็อป และจากการติดตามพบว่า ประชาชนให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากขึ้น

ดังนั้น นายกฯ ได้สั่งการในที่ประชุม ครม. ให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้มีศูนย์ให้คำปรึกษาแบบเบ็ดเสร็จหรือ One Stop Service เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ทั้งความเหมาะสมในการติดตั้ง ความคุ้มค่า ขั้นตอนต่างๆ และมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ โดยปัจจุบันมีมาตรการชักจูงให้ประชาชนติดโซลาร์รูฟท็อปผ่านธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน

มอบ ‘ภราดร’ ประสานฝ่ายค้าน – ยัน ครม. ไม่หนีกระทู้สด

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า “นายกฯ เน้นย้ำเรื่องการตอบกระทู้สด โดยรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับการตอบกระทู้สด แต่เข้าใจในภารกิจของ ครม.”

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า “นายกฯ มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ) ประสานกับฝ่ายค้านเรื่องกระทู้สดว่าจะมีการบริหารจัดการอย่างไรเพื่อจัดสรรเวลาให้ตรงกัน อย่างไรก็ตาม บางเรื่องมีการติดภารกิจ ขอให้สร้างความเข้าใจกับฝ่ายค้านให้เป็นที่เข้าใจว่ารัฐบาลนี้ และ ครม. ไม่มีการหนีกระทู้สดอย่างแน่นอน”

“นายกฯ ย้ำว่าอยากให้การประสานระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การตอบกระทู้สดเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงแก่ประชาชน” ดร.รัชดา กล่าว

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ และ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ชง พ.ร.บ.ค้างท่อ 31 ฉบับ ส่งสภา ฯพิจารณาต่อ 12 พ.ค.นี้

ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติให้พิจารณาการ ‘ร้องขอต่อรัฐสภา’ เพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จำนวนทั้งสิ้น 31 ประกอบ ด้วย

1) ร่าง พ.ร.บ. ที่ค้างการพิจารณาให้ร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล เช่น ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 พ.ศ. …. ของกระทรวงยุติธรรม ร่าง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. …. ของ สำนักงาน ก.พ.ร. ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ….) พ.ศ. …. (หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์) ของกระทรวงการคลัง ร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. …. ของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ ….) พ.ศ. …. ของกระทรวงยุติธรรม ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ของกระทรวงสาธารณสุข ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ …) พ.ศ. ….. ของสำนักงาน ปปง. และร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม (ฉบับที่ …) พ.ศ. ….. เป็นต้น

ในส่วน ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ครม. มีมติร้องขอให้สภา พิจารณาด้วยต่อไป เพราะเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อชัวิตประชาชน อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในเรื่อง เช่น การเก็บค่าธรรมเนียม เพื่ออากาศสะอาดยังขาดความชัดเจน และอาจซ้ำซ้อนกับการเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันกับกองทุนอื่น กองทุนฯ ยังไม่ผ่านการพิจารณาจาก คกก. กลั่นกรองการจัดตั้งทุนหมุนเวียน ความรับผิดโทษทางอาญาสูงมากมือเทียบเคียงกับกฎหมายต่างประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าสนับสนุน พ.ร.บ. ดังกล่าวต่อไป เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และผลประโยชน์ของประเทศ

นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบที่จะนำเสนอร่าง พ.ร.บ. ต่อรัฐสภาอีก 10 ฉบับ ซึ่งสภาฯ ได้มีมติรับหลักการไว้แล้ว เช่น ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ร่าง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ พ.ศ. …) เป็นต้น

โดย ร่าง พ.ร.บ.ทั้งหมด จะนำไปร้องขอต่อรัฐสภาภายใน 12 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร (สผ.) หรือวุฒิสภา ดำเนินการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต่อไป

ยกเลิกระเบียบสำนักนายกฯ 8 ฉบับ ล้าสมัย-ลดซ้ำซ้อน

ดร.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่ได้แถลงไว้เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย โดยทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลำดับรองที่กำหนดกระบวนงานและขั้นตอนต่าง ๆ

โดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ถูก “ยกเลิก” จำนวน 8 ฉบับ มีดังนี้

1. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเร่งรัดการปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2521

เดิมระเบียบดังกล่าว กำหนดให้มีคณะกรรมการเร่งรัดการปฏิบัติราชการ (ครป.) มีอำนาจหน้าที่เร่งรัดการปฏิบัติการที่เกี่ยวกับประชาชน ส่วนราชการอื่นหรือรัฐวิสาหกิจ และภายในส่วนราชการ

เหตุผลที่พิจารณายกเลิกคือ ไม่มีความจำเป็นและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และมีความซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐไว้ครอบคลุมแล้ว เช่น การอนุญาตการรับจดทะเบียน การวินิจฉัยอุทธรณ์ เป็นต้น

2) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

เดิมระเบียบดังกล่าว กำหนดให้มี “คณะกรรมการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการ” (กศร.) และ “สำนักงานคณะกรรมการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการ” (สศร.) ภายใต้สังกัด สศช. เพื่อทำหน้าที่พิจารณาการจัดตั้งศูนย์ราชการทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด และโครงการเฉพาะ

เหตุผลที่พิจารณายกเลิกคือ การจัดระบบศูนย์ราชการบรรลุผลตามเป้าหมายแล้ว ประกอบกับ มติ ครม. (25 ต.ค 2564) เห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบนี้ โดยมอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทย รับช่วงต่อในการดูแล โดยปรับรูปแบบเป็นคำสั่งหรือประกาศในระดับกระทรวงแทน

3) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ. 2549 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

เดิมระเบียบดังกล่าว กำหนดให้มีคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) และสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)

เหตุผลที่พิจารณายกเลิกคือ มีความซ้ำซ้อนกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ในการเสนอแนะนโยบาย วางแนวทางประสานงาน และผลักดันแผนแม่บทวัฒนธรรมของชาติอยู่แล้ว

4) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

เดิมระเบียบดังกล่าว กำหนดให้มี “คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน” (ปจช.) และ สำนักงานโฉนดชุมชน ภายใต้สังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) โดยทำหน้าที่ ประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เจ้าของที่ดิน และชุมชน เพื่อให้ประชาชนที่รวมตัวกันเป็นชุมชนมีสิทธิ์ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ

เหตุผลที่พิจารณายกเลิกคือ มีความซ้ำซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งมีกฎหมายรองรับที่ชัดเจนกว่า คือ พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดมาตรการและแนวทางการกระจายการถือครองที่ดินไว้อย่างเป็นธรรมอยู่แล้ว

5) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

เดิมระเบียบดังกล่าวกำหนดให้มี “คณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.)” ทำหน้ากำหนดนโยบายและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญา

เหตุผลที่พิจารณายกเลิกคือ มีความซ้ำซ้อนกับภารกิจของ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่

  • พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  • พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  • พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

รวมทั้งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวด้วยแล้ว

6) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสนับสนุนการปฏิบัติงานติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม พ.ศ. 2564

เดิมระเบียบดังกล่าวกำหนดให้มี “คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม” (ค.พ.ศ.) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของ ค.พ.ศ. มีหน้าจัดทำนโยบาย แผนแม่บท และแผนปฏิบัติการระดับชาติเกี่ยวกับการติดตามคนหายและพิสูจน์ศพนิรนาม เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ

เหตุผลที่พิจารณายกเลิกคือ มีความซ้ำซ้อนกับบทบาทหน้าที่ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการฯ พ.ศ. 2561 ซึ่งกลไกที่มีอยู่ครอบคลุมอยู่แล้ว

7) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน พ.ศ. 2547

เดิมระเบียบดังกล่าวกำหนดให้มี “คณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน” (กบพร.) และ “สำนักงานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน” (สพธ.) ใน สศช.

เหตุผลที่พิจารณายกเลิก คือ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และบรรลุผลตามเป้าหมายแล้ว

8) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พ.ศ. 2545

เดิมระเบียบดังกล่าว กำหนดให้มี “คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” (กพข.) และ “สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” (สพข.) ใน สศช. ทำหน้าที่ในการกำหนดกรอบ ทิศทาง และยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

เหตุผลที่พิจารณายกเลิกคือ มีความซ้ำซ้อน กับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตาม พ.ร.บ.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. 2560

“การยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี 8 ฉบับ เพื่อปฏิรูปกฎหมายให้มีความทันสมัยและลดความซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการและลดภาระงบประมาณแผ่นดิน โดยเน้นการคงไว้ซึ่งระบบคณะกรรมการเพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญฯ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

เชื่อมข้อมูลภาครัฐ ยกระดับความโปร่งใสสู่มาตรฐาน OECD

ดร.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง พ.ศ. …. ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1. กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ในความดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐที่ร้องขอ

2. กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ร้องขอมีหน้าที่รักษา และไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลดังกล่าว

3. กำหนดให้การรักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) กำหนดเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับจัดทำและให้บริการภาครัฐแก่ประชาชนโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ สร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ

นอกจากนี้ยังช่วยลดการทุจริตคอร์รัปชันและยังเป็นอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคเอกชน ตลอดจนสนับสนุนสนับสนุนการเข้าสู่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และเป็นเพียงเป็นการ Open Government Partnership (OGP)

แก้ระเบียบ “แบ่งปันข้อมูลดิจิทัล” เชื่อม ‘Big Data’ รับมือภัยพิบัติ

ดร.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. สาระสำคัญ คือ การกำหนดกลไกการแบ่งปันแลกเปลี่ยนเชื่อมโยง และบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ เช่น กำหนดให้มีระบบกลาง เพื่อการแบ่งปันข้อมูล หลักเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการแบ่งปันข้อมูล เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดทำและครอบครองข้อมูลดิจิทัลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการบริหารจัดการข้อมูลที่ดีสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ตามเป้าหมายและนโยบายของรัฐบาลในการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะราชการทันใจ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยได้นำข้อมูลขนาดใหญ่หรือ big data และเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อยกระดับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวยังคงมีปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ ทำให้การแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่สามารถนำทรัพยากรข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงวิเคราะห์เพื่อยกระดับการบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดังนั้น รัฐบาล จึงมี “ความจำเป็นเร่งด่วน” ที่จะต้องมีกลไกในการบริหารจัดการข้อมูล สำหรับกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในระยะเฉพาะหน้า และเพื่อเตรียมการรับมือภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะยาว

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ เช่น

  • กำหนดคำนิยาม ด้านข้อมูลดิจิทัล ระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลและสำนักงาน “สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่องค์การมหาชน” (สขญ.)
  • กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำครอบครอง นำส่ง หรือเชื่อมโยงข้อมูลที่ดิจิทัล ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เมื่อมีการร้องขอจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่ได้รับคำขอใช้ข้อมูลดังกล่าว
  • กำหนดกรณีที่หน่วยงานของรัฐอาจปฏิเสธการแบ่งปันข้อมูลที่ได้รับการวิเคราะห์ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ เพื่อลดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • กำหนดให้ สขญ. ต้องจัดให้มีระบบกลางเพื่อแบ่งปันข้อมูลรวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการบริหารจัดการข้อมูลดิจิทัลที่ สนข. ได้รับการแบ่งปันจากหน่วยงานรัฐตลอดจนการกำหนดหน้าที่และอำนาจของสำนักงาน
  • กำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล รวมทั้งอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ เช่น การออกระเบียบข้อบังคับประกาศ ให้คำแนะนำ เป็นต้น

นอกจากนี้ บทเฉพาะกาลได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ เช่น กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมการปกครอง กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ดำเนินการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐกับระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลและนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบการภายใน 60 วันนับแต่วันที่ระเบียบมีผลบังคับใช้

หากไม่พร้อมต้องรีบแจ้งภายใน 15 วันเพื่อหารือและทำความตกลงแต่การดำเนินการในการสร้างความพร้อมต่อไป

“ร่างระเบียบฯ ดังกล่าว จะเป็นกลไกสำคัญช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการเสนอร่างกฎหมายให้กระชับและมีผลบังคับใช้กับหน่วยงานของรัฐได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นและทันต่อการรับมือกับสถานการณ์ที่จำเป็นต้องมีการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานอย่างเร่งด่วนเพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาล” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ผ่านร่างเอกสารสุดยอดอาเซียน ชูแก้กฎบัตร-รับมือวิกฤตโลก

ดร.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์ที่จะมีการรับรองในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 จำนวนทั้งสิ้น 5 ฉบับ แบ่งเป็น ร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะตกลงกัน 1 ฉบับและร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรอง 4 ฉบับ ดังนี้:

1. ร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะตกลงกัน 1 ฉบับ ได้แก่ ร่างพิธีสารเซบูเพื่อแก้ไขกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงได้ (CEBU Protocal To Amend the Chater of the Association of Southeast Asian Nations)

  • เพื่อเพิ่มสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ – เลสเต เป็นประเทศสมาชิกอาเซียน และแก้ไขธงและดวงตาอาเซียน โดยเพิ่มรวงข้าวและดวงตราอาเซียน เป็น 11 รวง เท่ากับประเทศสมาชิกอาเซียน

2. ร่างเอกสารที่ผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรอง 4 ฉบับ ได้แก่

(1) ร่างปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล (ASEAN Leaders’ Declaration on Maritime Cooperation)

  • เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางทะเล เศรษฐกิจทางทะเล และสิ่งแวดล้อมทางทะเล

(2) ร่างแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการดำเนินการสำคัญ เพื่อความเข้มแข็งของภูมิภาคในการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภูมิภาค (ASEAN Leaders’ Statement on Priority Actions for Regional Resilience in Response to the Implications of the Situation in the Middle East on the Region) เพื่อบูรณาการความร่วมมือภายใต้สามเสาประชาคมอาเซียน สร้างความเข้มแข็งและเตรียมความพร้อมให้แก่อาเซียน ในการตอบสนองต่อผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและวิกฤตอื่น ๆ

(3) ร่างแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมืออาเซียนในการตอบโต้ภัยพิบัติ: พิธีสารเชิงยุทธศาสตร์อาเซียนสำหรับการจัดการภาวะฉุกเฉิน และการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน (ASEAN Leaders’ Statement on the ASEAN Convergence on Disaster Response: The ASEAN Strategic Protocol for Emergency and Comprehensive Transformation (ASPECT) Framework

  • เพื่อกระชับความร่วมมือในการรับมือกับภัยธรรมชาติ ภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยทางชีวภาพ และภัยอื่น ๆ ให้รวดเร็วและทันการณ์

(4) ร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเสริมพลังเยาวชนในการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างความเข้มแข็งด้านการรับมือภัยพิบัติ (The ASEAN Declaration on the Empowerment of Youth in Climate Action and Disaster Resilience)

  • เพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของเยาวชนและการมีส่วนร่วม ด้านการจัดการความเสี่ยงจากภูมิอากาศและภัยพิบัติระดับชุมชน ระดับชาติ และระดับภูมิภาค

ทั้งนี้ ครม. ยังเห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมให้ความตกลงและรับรองต่อร่างเอกสารดังกล่าว และ ให้ กต. จัดทำสัตยาบันสารและมอบให้เลขาธิการอาเซียนในฐานะผู้เก็บรักษา (depositary) หลังจากที่เอกสารได้รับการตกลงกันโดยฉันทามติจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียนแล้ว

“ร่างเอกสารฯ ทั้ง 5 ฉบับนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันผลประโยชน์ของประเทศไทยในเวทีอาเซียน เช่น สร้างความเข้มแข็งด้านพลังงานและอาหาร ส่งเสริมการค้าและการลงทุนภายในอาเซียน เสริมสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงทางทะเล ตลอดจนการรับมือกับภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

กสม.แนะ เปิด ‘เฮียริ่ง’ ในระนอง-ชุมพร ก่อนทำ ‘แลนด์บริดจ์’

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบข้อเสนอแนะกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) จังหวัดชมพร – ระนอง ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ มีดังนี้

1.สั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดระนองเละชุมพร ต่อทิศทางการพัฒนาในระดับโครงสร้าง หรือในภาพรวมในฐานะที่เป็นสิทธิในการกำหนดอนาคตและเจตจำนงของตนเอง รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของตนอย่างเสรี เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ และให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพร่วมกำหนดแผนพัฒนาของจังหวัดชุมพรและระนอง ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ที่ปรากฏในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ซึ่งจัดทำโดย สคช. เมื่อปี 2564 – 2565 ต่อไป

2. นำผลผลการจัดรับฟังความคิดเห็นเละรายงานการศึกษา มาประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป ทั้งนี้ ต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลัก รับเรืองนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงคมนาคม สรุปผลการพิจารณา หรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

มอบ สคบ.จี้หน่วยงานรัฐ เร่งทำตามข้อเสนอแนะ ผผ.ใน 30 วัน

นางสาวพลอยทะเลกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีกรณีที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วน ตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (เรื่อง แนวทางการคุ้มครองและมาตรการเยียวยาผู้บริโภคแบบบูรณาการ) ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.) เสนอ รวมทั้ง ให้สำนักนายกรัฐมนตรี (นร.) [สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)] เป็นหน่วยงานหลักรับข้อเสนอแนะของ ผผ. ในเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สภาองค์กรของผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ นร. (สคบ.) สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้ สลค. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดิน มีดังนี้

1. การคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทย (ไทย) ในปี 2522 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในด้านพิทักษ์สิทธิความปลอดภัยในการบริโภค ข้อมูลข่าวสาร ความเป็นธรรมในการทำสัญญา และการได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหายอย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองผู้บริโภคของไทยในปัจจุบันยังคงเผชิญปัญหาและข้อจำกัดในหลายมิติ เช่น

(1) ด้านโครงสร้างและกลไกการบริหารจัดการ

(2) ด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค

(3) ด้านทรัพยากรและฐานข้อมูล

2. เพื่อให้มีแนวทางการคุ้มครองและมาตรการเยียวยาผู้บริโภคแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ ผผ. จึงเสนอรายงานพร้อมข้อเสนอแนะ เรื่อง แนวทางการคุ้มครองและมาตรการเยียวยาผู้บริโภคแบบบูรณาการ ได้แก่

(1) การปรับโครงสร้างของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาคและการขับเคลื่อนนโยบาย

(2) การพัฒนา สคบ. สู่รูปแบบ One Stop Service

(3) การจัดทำวาระแห่งชาติ/วาระจังหวัด แผนการปฏิบัติงานและคู่มือมาตรฐานระดับจังหวัด

(4) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบแจ้งเตือนภัย (Rapid Alert System)

(5) การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

(6) การกำหนดให้มีมาตรการคุ้มครองและเยียวยาผู้บริโภคที่บังคับได้

(7) การจัดให้มีหน่วยงานกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภคระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ

(8) การเสริมสร้างองค์ความรู้เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้บริโภคให้รู้เท่าทัน (Smart Consumer)

รับรองปฏิญญา ‘IMRF’ คุ้มครองแรงงาน–ต้านค้ามนุษย์

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาความคืบหน้าของเวทีทบทวนการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 หรือ International Migration Review Forum: IMRF และร่างคำมั่นโดยสมัครใจของไทย เพื่อให้คณะผู้แทนไทยร่วมรับรองและประกาศในเวที IMRF ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 5–8 พฤษภาคม 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ร่างปฏิญญาดังกล่าวมีสาระสำคัญเพื่อยืนยันหลักการของข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ หรือ GCM โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การเคารพสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองผู้โยกย้ายถิ่นฐาน โดยเฉพาะสตรีและเด็กหญิง การส่งเสริมช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานที่ถูกต้อง การคุ้มครองแรงงานโยกย้ายจากการถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจัดหางานอย่างไม่เป็นธรรม และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการชายแดนภายใต้กรอบกฎหมายและจริยธรรม

สำหรับคำมั่นโดยสมัครใจของไทย มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งในการตอบสนองต่อการค้ามนุษย์ในบริบทของการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ ผ่านกลไกการส่งต่อข้ามชาติ โดยยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และเปิดให้หน่วยงานรัฐ ภาคส่วนต่าง ๆ และสังคมมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้สะท้อนบทบาทของไทยในประชาคมระหว่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างสมดุล ทั้งด้านมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน ความมั่นคง การคุ้มครองแรงงาน และการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า ร่างปฏิญญาและร่างคำมั่นโดยสมัครใจของไทยไม่เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ และไม่มีถ้อยคำที่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ “รัฐบาลย้ำว่า การโยกย้ายถิ่นฐานต้องไม่ใช่ช่องว่างของการเอารัดเอาเปรียบหรือค้ามนุษย์ แต่ต้องเป็นระบบที่ปลอดภัย เป็นธรรม และคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน” นางสาวลลิดา กล่าว

ตั้ง ‘รุ่งเรือง กิจผาติ’ เลขาฯ สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ

นางสาวลลิดา กล่าวว่าวันนี้ ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ นายชุตินทร คงศักดิ์ และนายวีระพงษ์ ประภา เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

1. นายกุลเศขร์ ลิมปิยากร รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง (นักวิชาการคลังทรงคุณวุฒิ) กรมบัญชีกลาง ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568

2. นางวชิรญา เพิ่มภูศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ (นักวิเคราะห์รัฐวิสาหกิจทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

โดยรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

3. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้

1. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

2. นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นายรุ่งเรือง กิจผาติ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายไวฑิต โอชวิช ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. เลื่อน นางวาสนา ทองจันทร์ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวง ตำแหน่งเลขที่ 7 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

2. เลื่อน นางจิตติมา กรีอารี ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ตำแหน่งเลขที่ 4 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายภาณุ พรวัฒนา ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย (นายพลพีร์ สุวรรณฉวี)

2. นายสุธรรม จริตงาม ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย (นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

8. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอแต่งตั้งให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามลำดับดังนี้

1. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

2. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

9. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ราย ดังนี้

1. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี(นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์)

2. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี)

3. นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

10. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอก ณัชธพงศ์ ประเสริฐโสภา ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงกลาโหม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอแต่งตั้ง พลตรี เฉลิม สีเจริญ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้ง นายพรพงศ์ กนิษฐานนท์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

13. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง พันตำรวจเอก อิทธิกร จิรัตนานนท์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

14. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี 4 ราย ดังนี้

1. นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์

2. นายสันติธาร เสถียรไทย

3. นายดนุพร ปุณณกันต์

4. พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

15. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ดังนี้

1. นายสุรพล โอภาสเสถียร

2. นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ

3. พลตำรวจตรี นพสิทธิ์ มิตรภักดี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

16. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย แทนตำแหน่งกรรมการที่ว่าง จำนวน 3 คน ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561 ดังนี้

1. นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์

2. นายภาณุพล รัตนกาญจนภัทร

3. นายเกรียงไกร พัฒนาภรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...