24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 6 เมษายน 2569
24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 6 เมษายน 2569
>> ถังน้ำมันเก่าขนาด 5,000 ลิตร ระเบิดสนั่น ขณะเชื่อมซ่อม ช่างเจ็บ-กระจกบ้านแตกยับ จ.สระแก้ว
08.00 น. รับแจ้งว่า เกิดเหตุระทึกกลางชุมชน หลังถังน้ำมันเบนซินเก่าขนาดประมาณ 5,000 ลิตร ระเบิดเสียงดังสนั่น ภายในพื้นที่บ้านห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ส่งผลให้ช่างที่กำลังปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บ และบ้านเรือนใกล้เคียงได้รับความเสียหายหลายหลัง
โดยชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเล่าว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังรุนแรงจนสะเทือน คิดว่าเป็นเหตุจากภายนอก ก่อนทราบภายหลังว่าเกิดขึ้นภายในบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่
จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า เจ้าของบ้าน ได้นำถังน้ำมันเบนซินเก่ามาใช้งาน โดยแจ้งว่ามีการล้างถังแล้ว ก่อนให้ช่างเข้าดำเนินการเชื่อมซ่อม ระหว่างปฏิบัติงานได้เกิดการระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ ช่างผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนแรงระเบิดส่งผลให้กระจกบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงแตกเสียหายหลายหลัง
ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการระเบิด หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป
>> เพลิงไหม้บ้านเรือน ซอย 20 มิถุนา เสียหายวอดทั้งหลัง
08.21 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน สถานที่เกิดเหตุ ซอย 20 มิถุนา แยก 5 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย พื้นที่เขตห้วยขวาง กทม.
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นเพิงพักไม้หลังคาสังกะสีปลูกติดกัน 2 หลัง ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในเพิงพักเสียหายทั้งหมด 1 หลัง และลุกลามรถจักรยานยนต์เสียหายทั้งหมด จำนวน 2 คัน ส่วนสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ขณะเกิดเหตุไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ
สำนักงานเขตห้วยขวาง นายสมบัติ เครือกีรติธรรม ผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง พร้อมด้วยนายสุชาติ คำภาพงษ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม เจ้าหน้าที่เทศกิจ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยห้วยขวาง และ สน.สุทธิสาร ลงพื้นที่เร่งให้การช่วยเหลือ
>> รมว.ยุติธรรม ถก DSI คลี่คดีกักตุนน้ำมัน เร่งสางปม “น้ำมันหาย” กว่า 57 ล้านลิตร จ่อพิจารณาคดีพิเศษ
10.00 น. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนคดีกักตุนน้ำมัน ครั้งที่ 1 เพื่อติดตามความคืบหน้า กรณีพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีแจ้งความเอาผิดบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ในข้อหากักตุนสินค้า โดยระบุว่า ขณะนี้ได้ตั้งวอร์รูมรวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน อาทิ กรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการขนส่ง เพื่อเร่งวิเคราะห์ข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันพบความผิดและน้ำมันสูญหายจริง แต่ต้องตรวจสอบตัวเลขให้ชัดเจนก่อนสรุป
ภายหลังการประชุม รมว.ยุติธรรม เผยว่า คดีอยู่ระหว่างสืบสวนเบื้องต้น และเตรียมเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ หากพบการกระทำผิดจะรวบรวมเป็นคดีเดียวกันทั้งหมด พร้อมเร่งตรวจสอบเส้นทางน้ำมันที่หายไปกลางทะเลกว่า 57 ล้านลิตร รวมถึงจำนวนเรือขนส่งใน 96 เที่ยว ขณะที่บริษัทที่ถูกกล่าวหาออกมาชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหาแล้ว โดยดีเอสไอจะเรียกให้ชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบพยานหลักฐานต่อไป ยืนยันเร่งรัดคดีเต็มที่ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าสถานการณ์น้ำมันช่วงสงกรานต์จะไม่กระทบประชาชน
>> สืบนครบาล 6 รวบขบวนการขนยาเสพติดตามแนวชายแดน พร้อมของกลางน้ำหนักรวม 1.6 ตัน
11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (ด้านความมั่นคง) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) เป็นประธานการแถลงผลการจับกุมคดียาเสพรายสำคัญ ของกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 กองบัญชาการตำรวจนครบาล ณ ลานอเนกประสงค์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.6 ซึ่งได้ร่วมกันสืบสวนขยายผลกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด จากการจับกุมแหล่งพักยาเสพติดรายใหญ่ย่านกำแพงแสน จ.นครปฐม จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 พร้อมด้วยของกลาง เคตามีน 750 กก., ยาไอซ์ 665 กก. และยาบ้า 1 ล้านเม็ด จึงได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่ากลุ่มเครือข่ายดังกล่าวรับยาเสพติดมาจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนฝั่งตะวันตก เจ้าหน้าที่จึงได้สะกดรอย เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดกลุ่มนี้
จนพบว่าเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 รถยนต์กระบะคันเป้าหมายได้ขนบรรทุกผักเต็มคันรถมาจากบริเวณแนวชายแดนภาคตะวันตก เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ขับรถยนต์ติดตาม สะกดรอย จนกระทั่งถึงบริเวณที่จับกุม จึงได้เข้าแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุม ชายคนหนึ่ง พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดน้ำหนักรวม 1,600 กก. แบ่งเป็น เคตามีน 900 กก., ไอซ์ 700 กก. และรถยนต์กระบะ 1 คัน ได้บริเวณภายในปั้มน้ำมัน LPG ใน ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา แจ้งข้อหา "ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้าและไอซ์)ฯ และร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 (เคตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายฯ"
>> กรมเจ้าท่า สั่งเจ้าท่าภูเก็ตตั้งกรรมการสอบหาสาเหตุ "เรือสปีดโบ๊ทระเบิด" บาดเจ็บ 5 เสียชีวิต 1 ราย จ.ภูเก็ต ขีดเส้นสรุปภายใน 7 วัน
11.00 น. นาย กริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า(จท.) เปิดเผยว่า สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต ได้รายงานเหตุเรือสปีดโบ๊ทเกิดระเบิดและเพลิงไหม้ บริเวณท่าเทียบเรือโคโค่เพียร์ ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
เรือลำที่เกิดเหตุชื่อ “เตกีล่า” ขนาด 11.18 ตันกรอส ประเภทเรือบรรทุกคนโดยสาร (เรือเร็ว/สปีดโบ๊ท 2 ท้อง) ทั้งนี้ขณะเกิดเหตุอยู่ระหว่างการซ่อมเครื่องยนต์ พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 5 ราย เป็นชาย 4 ราย หญิง 1 ราย และสูญหาย 1 ราย โดยเป็นคนประจำเรือและช่างซ่อมบำรุง
สำหรับผู้บาดเจ็บ 5 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว อย่างไรก็ตามส่วนผู้สูญหาย 1 ราย คือ นายคมเพชร ซึ่งเป็นไกด์ ซึ่งได้มีการค้นหา โดยคาดว่าอาจติดอยู่ภายในเรือ เนื่องจากแรงระเบิดและเพลิงไหม้ส่งผลให้โครงสร้างหลังคายุบตัวลงมาทับ เป็นอุปสรรคต่อการเข้าค้นหา เจ้าหน้าที่จึงต้องลากเรือออกจากจุดเกิดเหตุไปเกยตื้นบริเวณใกล้เกาะตะเภาใหญ่ เพื่อรื้อโครงสร้างและเร่งค้นหาผู้สูญหายต่อไป ภายหลังเกิดเหตุ เรือได้ถูกลากออกจากพื้นที่เพื่อควบคุมเพลิง ก่อนจะจมลงบริเวณใกล้เกาะตะเภาใหญ่ ขณะที่ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ล่าสุดเจ้าหน้าที่แจ้งว่าพบร่างไกด์ผู้ชายที่สูญหายแล้ว เสียชีวิตอยู่บนเรือในช่วงเวลาเกิดเหตุ
นายกริชเพชร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากกรณีใบอนุญาตใช้เรือหมดอายุ เนื่องจากเรือลำดังกล่าวจอดซ่อมเครื่องยนต์อยู่ และเตรียมดำเนินการต่อใบอนุญาตใช้เรือแต่เกิดเหตุก่อน อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้เจ้าท่าภูเก็ตตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อหาสาเหตุของการเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ในครั้งนี้ โดยให้รายงานผลภายใน 7 วัน เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคตต่อไป
>> อุบัติเหตุรถยนต์เหยียบคนข้ามถนน
11.30 น. ร.ต.อ.เอกชัย บุญรอดน้อย รอง สว.(สอบสวน) สภ.อู่ทอง รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถกระบะชนคนและมีผู้เสียชีวิต กลางถนนสายอู่ทอง - กระจัน ในพื้นที่ หมู่ที่ 6 ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะ ฟอร์ด สีดำ ป้ายทะเบียน กรุงเทพฯ จอดอยู่ในที่เกิดเหตุ ห่างออกไปพบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้หญิง อายุประมาณ 50 ปี ลักษณะถูกรถทับร่างจนเสียชีวิต ในส่วนสาเหตุที่แท้จริงในการเกิดเหตุ ต้องรอตรวจสอบจากกล้องหน้ารถ และกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุและสอบสวนอย่างละเอียดต่อไป
>> บช.น. เข้มมาตรการความปลอดภัย พื้นที่จัดงานสำคัญ สงกรานต์กรุงเทพ’ 69
11.45 น. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น./รองโฆษก บช.น. เปิดเผยถึงมาตรการการดูแลความปลอดภัยในเทศกาลสงกรานต์ของกรุงเทพฯ
พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า จากการวางแผนร่วมกับ กทม. จะมีมาตรการเข้มงวดในเรื่องของความปลอดภัยในพื้นที่จัดงานสำคัญ และพื้นที่จัดงานรายย่อย ทั้งการเพิ่มจุดคัดกรองเพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพ และบุคคลที่นำสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในงานเด็ดขาด รวมทั้งต้องมีเส้นทางฉุกเฉินเอาไว้รองรับสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย
ขณะเดียวกัน ยังได้มีข้อสั่งการห้ามไม่ให้มีการปิดถนนเล่นน้ำในพื้นที่ที่ไม่ใช่จุดจัดงานหลัก เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านการสัญจรของประชาชน เน้นย้ำห้ามปิดถนนเล่นน้ำโดยพละการ ส่วนพื้นที่ใดที่จะจัดงานรายย่อย ให้แจ้งขออนุญาตเป็นรายกรณีจากผู้อำนวยการเขตและตำรวจท้องที่ต่อไป
คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีผู้คนมาท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวที่จัดงานมากขึ้น เพราะมีการเพิ่มจุดจัดงานมากขึ้น รวมทั้งคนจะอยู่ในกรุงเทพฯมากขึ้น เพราะราคาน้ำมันแพง คนอาจออกต่างจังหวัดน้อยลง จึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยและการจัดการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงสงกรานต์ด้วย
ทั้งนี้ ในเรื่องของการขนส่งและเดินทางสัญจรไปต่างจังหวัด เข้มงวดเฝ้าระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ โดยต้องตรวจสภาพรถและสภาพคนขับให้พร้อมให้บริการแก่ประชาชนที่จะเดินทางกลับต่างจังหวัด
ส่วนประเด็นเรื่องการข่าว ตอนนี้ยังไม่พบการข่าวที่น่ากังวลว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงหรือการสร้างสถานการณ์ในช่วงสงกรานต์แต่อย่างใด
>> แก๊สรถยนต์รั่วไหล ใกล้เคียงวัดแสนเกษม (วัดสิบสาม) ถนนคลองสิบสาม
12.52 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุแก๊สรถยนต์รั่วไหว สถานที่เกิดเหตุ ใกล้เคียงวัดแสนเกษม (วัดสิบสาม) ถนนเลียบคลองสิบสาม แขวงคลองสิบสอบ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุ เป็นรถบรรทุกสิบล้อ สีขาว หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร รถใช้น้ำมัน ดีเซล และแก๊ส เอ็นจีวี เป็นเชื้อเพลิง
รถประสบอุบัติเหตุชนต้นไม้ ทำแก๊สรั่วไหล จำนวน 2 ถัง เจ้าหน้าที่ใช้น้ำทำการระบายแก๊สออกเป็นที่เรียบร้อย บริษัทเจ้าของรถบรรทุกได้ทำการ เคลื่อนย้ายรถคันดังกล่าวออกจากที่เกิดเหตุ
ในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 ราย (รายที่ 1) เป็นเพศชาย อายุประมาณ 44 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณลำตัวและขา อาสาสมัครนำส่งโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ (รายที่ 2) เป็นเพศหญิง อายุประมาณ 5 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณลำตัวและขา อาสาสมัครนำส่งโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยหนองจอก
>> รถตู้โดยสารตาก-แม่สอด ชนกับรถบรรทุก ริมถนนหมายเลข 12 มีผู้เสียชีวิต 5 และบาดเจ็บอีก 9 ราย จ.ตาก
14.40 น. .มูลนิธิตากร่วมใจสงเคราะห์ พ่งไล้เกาะ27 รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุ รถตู้โดยสารประจำทาง สายตาก-แม่สอด ชนกับรถบรรทุก และมีผู้เสียชีวิต ถนนทางหลวงหมายเลข 12 ตอนควบคุม แม่ละเมา-ตาก (ขาล่อง) กม.ที่ 84+637 ในพื้นที่ ตำบลแม่ท้อ อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก
ที่เกิดเหตุ พบรถตู้โดยสารประจำทาง หมายเลขทะเบียน ตาก ลักษณะชนเข้าท้ายรถบรรทุก ฮีโน่ สีขาว ป้ายทะเบียน ปทุมธานี
ตรวจสอบ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งหมด 9 คน ทางอาสาสมัครช่วยเหลือและนำส่ง รพ..สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพบว่า มีผู้เสียชีวิต ทั้งหมด 5 ราย โดยเป็น ผู้ชาย 1 ราย คนขับ และเป็นผู้หญิง 4 ราย ผู้โดยสาร ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ท้อ
>> กระบะชนกัน ก่อนเสียหลักชนเสาไฟ พลิกหงายท้อง ดับ 1 เจ็บ 1 บริเวณแยกบ้านกลึง บางบาล พระนครศรีอยุธยา
14.45 น. เจ้าหน้าที่สมาคมอยุธยารวมใจ หน่วยกู้ภัยอยุธยา รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุรถยนต์กระบะชนเสาไฟฟ้า บริเวณถนนเสนา–อยุธยา ใกล้แยกบ้านกลึง ตำบลพระขาว อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีผู้บาดเจ็บติดภายในรถ จึงเร่งนำอุปกรณ์ตัดถ่างเข้าช่วยเหลือ
ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะ สีเทา ป้ายทะเบียน พระนครศรีอยุธยา สภาพพลิกหงายท้องอยู่ริมทาง ภายในรถพบผู้บาดเจ็บติดอยู่ 2 ราย เป็นชาย 1 ราย และหญิง 1 ราย เจ้าหน้าที่ต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงสามารถนำตัวผู้บาดเจ็บหญิงออกจากรถได้สำเร็จ ก่อนประสานกู้ชีพโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา นำส่งรักษาอย่างเร่งด่วน ส่วนผู้บาดเจ็บ 1 ราย เป็นชายไทย มีอาการสาหัส และได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และห่างออกไป เป็นรถกระบะตู้ทึบ อีซูซุ สีเทา จอดอยู่ในสภาพด้านหน้าพังเสียหาย
จากการสอบสวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระขาว ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุมีรถกระบะอีกคันขับชนท้าย ทำให้รถคันดังกล่าวเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าจนพลิกคว่ำ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะได้ทำการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะเส้นทางสายรองและช่วงทางแยก เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา
>> เพลิงไหม้บ้านเรือน ลุกลามเสียหายวอดทั้ง 2 หลัง ที่บ้านหนองไฮ จ.อุดรธานี
16.05 น. รับแจ้งไฟไหม้บ้านลุกลามจำนวน 2 หลังคาเรือน ที่บ้านหนองไฮ ตำบลบ้านดุง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี
ที่เกิดเหตุ ลักษณะเป็นบ้านไม้ที่ปลูกติดกัน เพลิงลุกไหม้รุนแรง เจ้าหน้าที่อาสาวีอาร์กูัภัยบ้านดุงนำรถดับเพลิงเข้าระงับเหตุ ร่วมกับทีมดับเพลิง อบต.บ้านดุง,อบต.นาคำ และทีมดับเพลิงเทศบาลเมืองบ้านดุง ใช้เวลาประมาน 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงได้ ขณะเกิดเหตุยังไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนสาเหตุและรายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านดุง
>> พายุฤดูร้อนถล่มแม่อาย ลมกระโชกแรงซัดต้นไม้ล้มทับบ้านเรือนราษฎรเสียหายที่ตำบลบ้านหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
17.00 น. เกิดเหตุวาตภัยในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ หลังเกิดพายุฝนและลมกระโชกแรงพัดถล่มในหลายจุด ส่งผลให้ต้นไม้ขนาดใหญ่โค่นล้มทับบ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายบริเวณ บ้านโป่งพัฒนา (หย่อมบ้านสันติสุข) หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ แรงลมที่พัดกระโชกอย่างรุนแรงทำให้ต้นไม้ในพื้นที่หักโค่นลงมาทับที่พักอาศัยของชาวบ้าน ได้รับความเสียหายจำนวน 1 หลัง อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้นของผู้นำชุมชน ยืนยันว่าไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ด้านผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุในทันที พร้อมดำเนินการประสานงานไปยัง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านหลวง เพื่อแจ้งเหตุการณ์และขอความสนับสนุนในการเข้าสำรวจความเสียหายอย่างละเอียดต่อไป
>> ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯไปทรงวางพานพุ่มดอกไม้ ณ พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เนื่องในโอกาสวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์
17.29 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ณ ปฐมบรมราชานุสรณ์ สะพานพระพุทธยอดฟ้า และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร กับทรงกราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และปราสาทพระเทพบิดร พระบรมมหาราชวัง
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงปฐมบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางพุ่มดอกไม้ส่วนพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงวางพุ่มดอกไม้ส่วนพระองค์ เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองทิศ และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ ทรงกราบ จากนั้น ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และปราสาทพระเทพบิดร พระบรมมหาราชวัง
>> สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย้ำบังคับใช้ตาม กม.ปกติ ยันไม่มีการสั่งเพิ่มจุดตรวจ-เพิ่มสถิติการจับกุม
17.29 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมายจราจร และสร้างความเข้าใจ รวมถึงวินัยจราจรแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนโดยเคร่งครัด ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน ลดอุบัติเหตุและความสูญเสียเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ หลังจากสิ้นสุดช่วงมาตรการผ่อนผัน “เตือนก่อนปรับ” เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 และเริ่มเข้าสู่ช่วงการบังคับใช้กฎหมายจราจรตามปกติตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 นั้น จากสถิติการจับปรับใน 10 ข้อหาหลัก ตั้งแต่วันที่ 1-5 เมษายน 2569 ภาพรวมทั่วประเทศพบการกระทำความผิดข้อหา “ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร” มากที่สุด 16,101 ครั้ง รองลงมาคือข้อหา “ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด” 15,483 ครั้ง
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ย้ำว่า การดำเนินการกับผู้กระทำความผิดกฎหมายจราจรนั้นเป็นการปฏิบัติตามกฏหมายปกติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรใช้ดุลยพินิจตามความหนักเบาตามฐานความผิดได้ และยืนยันว่าเป็นการปฏิบัติตามปกติ ไม่มีการเพิ่มจุดตรวจหรือเพิ่มสถิติการจับกุมแต่อย่างใด มุ่งเน้นการเสริมสร้างวินัยจราจรโดยเฉพาะ 10 ข้อหาหลัก ที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อลดการสูญเสียชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนจากอุบัติเหตุจราจร โดยในปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเกือบ 13,000 ราย และบาดเจ็บกว่า 800,000 ราย ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับบาดเจ็บถึงทุพพลภาพถาวร อันส่งผลกระทบต่อครอบครัวและผู้ได้รับบาดเจ็บเอง
>> "ในหลวง-พระราชินี" โปรดเกล้าฯ "ครม.อนุทิน 2" เฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ พระราชทานโอวาท "นำพาชาติพ้นวิกฤต"
18.54 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำ คณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะรัฐมนตรีเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ ความว่า “ข้าพเจ้ายินดีที่ได้พบกับท่านทั้งหลาย ในโอกาสที่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นคณะรัฐมนตรี และมาถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อจะได้ไปทำหน้าที่ในการบริหารกิจการบ้านเมืองต่อไป
การทำหน้าที่ของท่านนั้น มีผลหลายอย่าง อย่างหนึ่ง คือ ผลต่อประชาชน ซึ่งควรจะต้องได้รับความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างหนึ่ง คือ ผลประโยชน์ต่อประชาธิปไตย ซึ่งควรจะต้องงอกงามไพบูลย์ในวิถีทางที่ถูกต้อง อีกอย่างหนึ่ง คือ ผลต่อประเทศชาติ ซึ่งควรจะต้องมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นและพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างยั่งยืน
หากทุกท่านปฏิบัติหน้าที่โดยระลึกผลประโยชน์ทั้ง 3 ส่วนนี้เป็นจุดหมายสูงสุด ก็จะสามารถรักษาคำปฏิญาณที่ให้ไว้ และนำพาชาติบ้านเมืองให้ผ่านพ้นอุปสรรคปัญหาต่างๆ ไปสู่ความวัฒนาสถาพรได้อย่างแท้จริง ขออำนวยพรให้ทุกท่านมีความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ และมีความสุข ความเจริญโดยทั่วกัน”
>> หนุ่มถูกแทงดับคาที่นอน ตร.คุมมือมีดสอบสวนเข้ม
02.30 น. รับแจ้งจากมูลนิธิร่วมกตัญญู ตรวจสอบเหตุคนถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีด และมีผู้เสียชีวิต ภายในซอยสุวินทวงค์ 64 พื้นที่ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร
ที่เกิดเหตุ ชั้นที่ 1 ของบ้านหลังหนึ่งที่หน้าบ้านเปิดกิจการขายชองชำ บนเตียงนอน ภายในห้องนอน พบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ชาย อายุประมาณ 25 - 30 ปี สภาพนอนหงาย ไม่สวมเสื้อ มีแผลถูกแทงด้วยอาวุธปลายแหลม ในส่วนของรายละเอียด และสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลำผักชี