เช้านี้ ค่าเงินบาท อ่อนค่า เปิด 32.28 บาท/ดอลลาร์
ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.18 บาทต่อดอลลาร์
23 เม.ย. 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.18 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Up ทดสอบโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.16-32.34 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกครั้ง สร้างความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะ ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งขึ้นทดสอบโซน 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
อย่างไรก็ดี แม้ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ จากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด หนุนให้เงินดอลลาร์สามารถปรับตัวแข็งค่าขึ้นกว่าบรรดาสกุลเงินหลัก ขณะเดียวกัน ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เหลือ โอกาส 26% ในการลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้) ได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทด้วยเช่นกัน
แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทว่า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนโดย รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ซึ่งการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อาทิ AMD +6.7%, Broadcom +5.1% และ Amazon +2.2% เป็นต้น ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.05% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.64%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.35% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นพลังงาน ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ และการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซน 4.34% อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง และยังคงทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาสการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งของ FED ในปีนี้ เหลือราว 26%
โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่
ทว่าเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ (ล่าสุด เราปรับมุมมองใหม่ว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กอปรกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่าบรรดาตลาดหุ้นอื่นๆ สร้างแรงกดดันต่อบรรดาสกุลเงินหลัก ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 98.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.2-98.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ทยอยปรับตัวลดลง ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้างสู่โซน 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้
ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงาน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนเมษายน ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งสหรัฐฯ ยูโรโซน และอังกฤษ ที่จะสะท้อนผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาคธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา
ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึงรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ
ทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนมีนาคม ที่อาจมีผลต่อการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน