คุยกับ 'ร้านยากรุงเทพ' ร้านขายยาอายุ 28 ปี ที่มี 'เทคโนโลยี' อยู่ใน DNA
สัมภาษณ์พิเศษ
หลังผ่านยุคของโควิด-19 มาแล้ว อะไร ๆ ในชีวิตก็เข้าสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ แม้กระทั่งการรับคำปรึกษาและซื้อยากับเภสัชกร โดยไม่ต้องไปร้านขายยา ก็ทำได้ผ่านระบบที่เรียกว่า “Telepharmacy” หรือบริการเภสัชกรรมทางไกล
หนึ่งในระบบ Telepharmacy ที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อผ่านหู และใช้บริการยามเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ คือระบบของ “ร้านยากรุงเทพ” ร้านยาสัญชาติไทย ที่เปิดมาแล้วกว่า 28 ปี มีภาพจำโดดเด่นจากการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ชูวิทย์ วัยศิริโรจน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพดรักสโตร์ จำกัด เจ้าของ“ร้านยากรุงเทพ” หลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ที่มาของการพัฒนาแอป และหลักการทำธุรกิจที่ให้คุณค่ากับการ “ช่วยคน” มากกว่าผลกำไร
ที่มาของ “ร้านยากรุงเทพ”
“ชูวิทย์” เล่าว่า“ร้านยากรุงเทพ” ก่อตั้งในปี 2541 จากความตั้งใจของคุณหมอท่านหนึ่ง ที่เห็นปัญหาความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐช่วงวิกฤตการณ์“ต้มยำกุ้ง” พอได้พบกับพี่ชายของตนที่เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ก็ตัดสินใจทำร้านขายยาด้วยกัน เพื่อลดภาระของแพทย์ในการดูแลผู้ป่วย และช่วยให้เคสที่จำเป็นจริง ๆ ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
โดยสาขาแรกให้บริการที่ “สุขุมวิท 71” ก่อนจะขยายไปที่สุขุมวิท 101 และสุขุมวิท 103 ในช่วง 4-5 ปีต่อมา ซึ่งเป็นช่วงที่ตนเริ่มมาช่วยงานในร้าน ดูแลเรื่องการจัดร้าน และคิดกระบวนการทำงาน ก่อนที่ราว ๆ ปี 2548 จะตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาช่วยกิจการเต็มตัว
ส่วนเหตุผลที่ตั้งชื่อว่า “ร้านยากรุงเทพ” เพราะต้องการสร้างความเชื่อมั่นกับคนในชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก และการรับรู้ของคนยุคนั้นมองว่าอะไรต่อท้ายด้วยคำว่า “กรุงเทพ” จะน่าเชื่อถือ และมั่นใจในคุณภาพได้ ขณะเดียวกันสีประจำร้านก็เลือกใช้ “สีฟ้า” ที่สื่อถึงความสะอาดและสดใส ทำให้โดดเด่นจากร้านอื่น ๆ ที่นิยมใช้“สีเขียว” เนื่องจากสื่อถึงยาและการรักษาโรค
“ช่วงนั้นร้านขายยาในตลาดมี 2 แบบ คือบริการดีแต่ไม่มีเภสัชกรอยู่ประจำร้าน กับขายโดยเภสัชกรที่ยึดหลักวิชาชีพแบบเคร่งครัด ทำให้ผู้ป่วยซื้อยาได้ยาก เราจึงเข้าไปอยู่ตรงกลางด้วยบริการที่เข้าถึงง่ายและมีความรู้
ขณะที่เวลาในการให้บริการไม่ได้ตั้งใจเปิด 24 ชั่วโมงตั้งแต่แรก แต่ด้วยทำเลที่ตั้งเป็นย่านที่คนใช้ชีวิตตลอดทั้งคืน ช่วงหลังเที่ยงคืนที่ปิดร้านไปแล้วก็ยังมีคนมาเคาะประตูซื้อยา จึงตัดสินใจปรับเวลาเปิดร้านเป็น 24 ชั่วโมง”
“เทคโนโลยี” อยู่ใน DNA
“ชูวิทย์” บอกว่า สิ่งที่ทำให้ร้านยากรุงเทพแตกต่างจากร้านขายยาอื่น ๆ คือการใช้ “เทคโนโลยี” อยู่ใน DNA ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งบริษัท ด้วยความที่พี่ชายเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ จึงมีการพัฒนาระบบหลังบ้านเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอยู่แล้ว เพียงแต่เทคโนโลยีที่ใช้เปลี่ยนยุคมาเรื่อย ๆ จากที่ต้องอัพเดตระบบรายสาขา ก็ต้องเชื่อมระบบบนคลาวด์แทน
พร้อมทั้งพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้เภสัชกรหน้าร้านทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ระบบตรวจสอบยา (Drug Interaction) หากมีการเลือกชนิดยาที่ผู้ป่วยแพ้ หรือกลุ่มยาที่ทำปฏิกิริยาต่อกัน จะแสดงข้อมูลให้เภสัชกรทราบก่อนจ่ายยาทันที โดยอิงจากฐานข้อมูลสมาชิกที่มีกว่า 1 ล้านคน
นอกจากนี้ยังมองไปถึงการนำ AI มาต่อยอดการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีม Back Office เช่น การวิเคราะห์การสั่งสินค้าเข้าร้าน เพื่อให้สต็อกมีความแม่นยำ ลดรอบการส่งสินค้า และประหยัดต้นทุนน้ำมันมากขึ้น เป็นต้น
“แนวคิดในการพัฒนาระบบต่าง ๆ คือ Centralized Management Decentralized Service ส่วนกลางมีหน้าที่ทำระบบให้ทุกสาขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งหลาย ๆ อย่างก็พัฒนามาจากฟีดแบ็กของทีมหน้าร้านด้วย”
“แอป” คือ Next S-Curve
“ชูวิทย์” พูดถึงกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาแอป “ร้านยากรุงเทพ” ว่า เป็น“Next S-Curve” ที่ช่วยสร้างการเติบโตและขยายฐานธุรกิจเดิมให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น บางคนไม่เคยมาที่สาขาเลย แต่เป็นลูกค้าที่ใช้บริการผ่านแอปตลอด โดยตั้งแต่ให้บริการในปี 2564 มียอดดาวน์โหลดแล้วกว่า 7 แสนครั้ง ขณะที่ยอดขายของช่องทางออนไลน์เติบโตเร็วมากประมาณ 30% ต่อปี
“ช่วงที่พัฒนาแอปเห็นแล้วว่าอีคอมเมิร์ซโตเร็วแน่ แต่ให้พัฒนาด้วยไอเดียของซูเปอร์แอปเลยก็ไม่ไหว จึงเริ่มพัฒนาจากระบบ Telepharmacy พูดคุย รับคำปรึกษา และรอรับยาที่บ้าน โดยให้ลาลามูฟ (Lalamove) เป็นผู้จัดส่ง ก่อนจะเพิ่มเรื่องการซื้อสินค้ากลุ่มไม่ใช่ยาเข้ามาทีหลัง ซึ่งในอนาคตเตรียมเพิ่มฟีเจอร์อื่น ๆ อีก เพื่อให้เป็นแอปที่ช่วยดูแลเรื่องสุขภาพด้วย เช่น แจ้งเตือนทานยาให้ตรงเวลา เป็นต้น”
ขณะเดียวกันยังพัฒนาระบบในรูปแบบของ Web App เพิ่มความคล่องตัวในการเชื่อมต่อระบบกับพาร์ตเนอร์รายต่าง ๆ เพื่อส่งเสริม “Health Ecosystem” ในประเทศไทย โดยล่าสุดประกาศความร่วมมือกับแอป “ทรูมันนี่” (TrueMoney) เพื่อให้บริการมินิแอปบนนั้น
“ความตั้งใจของเรา คือการเป็น First Mile Care หรือด่านแรกในการดูแลสุขภาพสำหรับคนในชุมชน ถ้าเป็นอาการที่ร้านยาดูแลไม่ได้จริง ๆ ก็มีพาร์ตเนอร์ผู้ให้บริการ Telemedicine ที่พร้อมส่งต่อให้ไปรับการรักษา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเข้าถึงการรักษาได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องไปแออัดที่โรงพยาบาล”
ลุยเพิ่มสาขา Standalone
ปัจจุบันสาขาของร้านยากรุงเทพมีอยู่ประมาณ 90 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น สมุทรปราการ และปทุมธานี แบ่งเป็นสาขาที่บริหารเอง 80 สาขา และระบบแฟรนไชส์ 10 สาขา ซึ่งการขยายธุรกิจด้วยโมเดลแฟรนไชส์ยังมีปัญหาเรื่องส่วนแบ่งกำไรและค่าใช้จ่าย เพราะยอดหลังหักส่วนแบ่งยังไม่ครอบคลุมต้นทุนการโอเปอเรตสาขา
“เมื่อก่อนเคยมีสูงสุด 100 สาขา แต่เมื่อมีการประกาศใช้หลักวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน หรือ GPP (Good Pharmacy Practice) ที่กำหนดให้ร้านยาต้องมีเภสัชกรอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลาที่เปิดทำการ ก็ตัดสินใจยุบสาขาใกล้เคียง และจัดสรรกำลังคนให้พอดีกับช่วงที่ให้บริการ ซึ่งปัจจุบันเรามีเภสัชกรฟูลไทม์ 240 คน พาร์ตไทม์ 300-400 คน การันตีว่าร้านของเราขาดชั่วโมงการให้บริการน้อยที่สุด”
ขณะที่แผนการขยายสาขาในปีนี้ จะโฟกัสที่การเพิ่มจำนวนสาขา“Standalone” หรือสาขาขนาด 2 คูหาให้มากขึ้น จากที่มีอยู่แล้วราว 30 สาขา เพราะนอกจากเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า และช่วยสร้างการรับรู้แล้ว ยังสามารถบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกับพาร์ตเนอร์สร้างรายได้รูปแบบใหม่ ๆ ได้ มีทั้งมองหาทำเลใหม่ และปรับโฉมจากสาขาเก่าขนาด 1 คูหา ที่มีมากกว่า 60% ของจำนวนสาขาทั้งหมด
“การเลือกทำเลในการขยายสาขายังคงเน้นย่านชุมชนและจุดที่มีทราฟฟิกหนาแน่น ขณะเดียวกันก็ดูยอดการใช้งานแอปประกอบด้วย เพราะเป็นข้อมูลที่ช่วยระบุความต้องการในพื้นที่นั้น ๆ ได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญการตั้งสาขาใหม่ต้องช่วยเสริมโครงข่ายการจัดส่งยา เพราะถ้าสาขาอยู่ไกล ค่าส่งแพงลูกค้าคงไม่อยากมาซื้อกับเรา”
ยึดหลักการ “3H”
เมื่อถามถึงหลักการทำธุรกิจ “ชูวิทย์” บอกว่า จุดยืนของร้านยากรุงเทพคือการเป็นร้านยาเพื่อ“ชุมชน” แม้การเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงจะทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจสูงกว่าร้านยาอื่น ๆ ในตลาดกว่า 7% แต่สิ่งนี้กลายเป็น Branding ที่ทำให้คนจดจำเรา และสะท้อน Core Value ของบริษัทอย่างชัดเจน
โดย 28 ปีที่ผ่านมาร้านยากรุงเทพยึดหลักการบริหาร 3 ข้อ ภายใต้หลัก “3H” ประกอบด้วย 1.be Helpful, 2.do Health Care และ 3.where we Happy together ยึดประโยชน์เรื่องการช่วยเหลือคนและสุขภาพมาก่อนกำไรสูงสุด
“สิ่งที่คุณหมอผู้ก่อตั้งย้ำกับทุกคนอยู่ตลอด คือความเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ การดูแลและรักษาคนป่วยเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอันดับแรกเสมอ”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คุยกับ ‘ร้านยากรุงเทพ’ ร้านขายยาอายุ 28 ปี ที่มี ‘เทคโนโลยี’ อยู่ใน DNA
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net