โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ 'ร้านยากรุงเทพ' ร้านขายยาอายุ 28 ปี ที่มี 'เทคโนโลยี' อยู่ใน DNA

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 เม.ย. เวลา 09.15 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
ชูวิทย์ วัยศิริโรจน์

สัมภาษณ์พิเศษ

หลังผ่านยุคของโควิด-19 มาแล้ว อะไร ๆ ในชีวิตก็เข้าสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ แม้กระทั่งการรับคำปรึกษาและซื้อยากับเภสัชกร โดยไม่ต้องไปร้านขายยา ก็ทำได้ผ่านระบบที่เรียกว่า “Telepharmacy” หรือบริการเภสัชกรรมทางไกล

หนึ่งในระบบ Telepharmacy ที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อผ่านหู และใช้บริการยามเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ คือระบบของ “ร้านยากรุงเทพ” ร้านยาสัญชาติไทย ที่เปิดมาแล้วกว่า 28 ปี มีภาพจำโดดเด่นจากการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ชูวิทย์ วัยศิริโรจน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพดรักสโตร์ จำกัด เจ้าของ“ร้านยากรุงเทพ” หลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ที่มาของการพัฒนาแอป และหลักการทำธุรกิจที่ให้คุณค่ากับการ “ช่วยคน” มากกว่าผลกำไร

ที่มาของ “ร้านยากรุงเทพ”

“ชูวิทย์” เล่าว่า“ร้านยากรุงเทพ” ก่อตั้งในปี 2541 จากความตั้งใจของคุณหมอท่านหนึ่ง ที่เห็นปัญหาความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐช่วงวิกฤตการณ์“ต้มยำกุ้ง” พอได้พบกับพี่ชายของตนที่เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ก็ตัดสินใจทำร้านขายยาด้วยกัน เพื่อลดภาระของแพทย์ในการดูแลผู้ป่วย และช่วยให้เคสที่จำเป็นจริง ๆ ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

โดยสาขาแรกให้บริการที่ “สุขุมวิท 71” ก่อนจะขยายไปที่สุขุมวิท 101 และสุขุมวิท 103 ในช่วง 4-5 ปีต่อมา ซึ่งเป็นช่วงที่ตนเริ่มมาช่วยงานในร้าน ดูแลเรื่องการจัดร้าน และคิดกระบวนการทำงาน ก่อนที่ราว ๆ ปี 2548 จะตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาช่วยกิจการเต็มตัว

ส่วนเหตุผลที่ตั้งชื่อว่า “ร้านยากรุงเทพ” เพราะต้องการสร้างความเชื่อมั่นกับคนในชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก และการรับรู้ของคนยุคนั้นมองว่าอะไรต่อท้ายด้วยคำว่า “กรุงเทพ” จะน่าเชื่อถือ และมั่นใจในคุณภาพได้ ขณะเดียวกันสีประจำร้านก็เลือกใช้ “สีฟ้า” ที่สื่อถึงความสะอาดและสดใส ทำให้โดดเด่นจากร้านอื่น ๆ ที่นิยมใช้“สีเขียว” เนื่องจากสื่อถึงยาและการรักษาโรค

“ช่วงนั้นร้านขายยาในตลาดมี 2 แบบ คือบริการดีแต่ไม่มีเภสัชกรอยู่ประจำร้าน กับขายโดยเภสัชกรที่ยึดหลักวิชาชีพแบบเคร่งครัด ทำให้ผู้ป่วยซื้อยาได้ยาก เราจึงเข้าไปอยู่ตรงกลางด้วยบริการที่เข้าถึงง่ายและมีความรู้

ขณะที่เวลาในการให้บริการไม่ได้ตั้งใจเปิด 24 ชั่วโมงตั้งแต่แรก แต่ด้วยทำเลที่ตั้งเป็นย่านที่คนใช้ชีวิตตลอดทั้งคืน ช่วงหลังเที่ยงคืนที่ปิดร้านไปแล้วก็ยังมีคนมาเคาะประตูซื้อยา จึงตัดสินใจปรับเวลาเปิดร้านเป็น 24 ชั่วโมง”

“เทคโนโลยี” อยู่ใน DNA

“ชูวิทย์” บอกว่า สิ่งที่ทำให้ร้านยากรุงเทพแตกต่างจากร้านขายยาอื่น ๆ คือการใช้ “เทคโนโลยี” อยู่ใน DNA ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งบริษัท ด้วยความที่พี่ชายเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ จึงมีการพัฒนาระบบหลังบ้านเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอยู่แล้ว เพียงแต่เทคโนโลยีที่ใช้เปลี่ยนยุคมาเรื่อย ๆ จากที่ต้องอัพเดตระบบรายสาขา ก็ต้องเชื่อมระบบบนคลาวด์แทน

พร้อมทั้งพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้เภสัชกรหน้าร้านทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ระบบตรวจสอบยา (Drug Interaction) หากมีการเลือกชนิดยาที่ผู้ป่วยแพ้ หรือกลุ่มยาที่ทำปฏิกิริยาต่อกัน จะแสดงข้อมูลให้เภสัชกรทราบก่อนจ่ายยาทันที โดยอิงจากฐานข้อมูลสมาชิกที่มีกว่า 1 ล้านคน

นอกจากนี้ยังมองไปถึงการนำ AI มาต่อยอดการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีม Back Office เช่น การวิเคราะห์การสั่งสินค้าเข้าร้าน เพื่อให้สต็อกมีความแม่นยำ ลดรอบการส่งสินค้า และประหยัดต้นทุนน้ำมันมากขึ้น เป็นต้น

“แนวคิดในการพัฒนาระบบต่าง ๆ คือ Centralized Management Decentralized Service ส่วนกลางมีหน้าที่ทำระบบให้ทุกสาขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งหลาย ๆ อย่างก็พัฒนามาจากฟีดแบ็กของทีมหน้าร้านด้วย”

“แอป” คือ Next S-Curve

“ชูวิทย์” พูดถึงกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาแอป “ร้านยากรุงเทพ” ว่า เป็น“Next S-Curve” ที่ช่วยสร้างการเติบโตและขยายฐานธุรกิจเดิมให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น บางคนไม่เคยมาที่สาขาเลย แต่เป็นลูกค้าที่ใช้บริการผ่านแอปตลอด โดยตั้งแต่ให้บริการในปี 2564 มียอดดาวน์โหลดแล้วกว่า 7 แสนครั้ง ขณะที่ยอดขายของช่องทางออนไลน์เติบโตเร็วมากประมาณ 30% ต่อปี

“ช่วงที่พัฒนาแอปเห็นแล้วว่าอีคอมเมิร์ซโตเร็วแน่ แต่ให้พัฒนาด้วยไอเดียของซูเปอร์แอปเลยก็ไม่ไหว จึงเริ่มพัฒนาจากระบบ Telepharmacy พูดคุย รับคำปรึกษา และรอรับยาที่บ้าน โดยให้ลาลามูฟ (Lalamove) เป็นผู้จัดส่ง ก่อนจะเพิ่มเรื่องการซื้อสินค้ากลุ่มไม่ใช่ยาเข้ามาทีหลัง ซึ่งในอนาคตเตรียมเพิ่มฟีเจอร์อื่น ๆ อีก เพื่อให้เป็นแอปที่ช่วยดูแลเรื่องสุขภาพด้วย เช่น แจ้งเตือนทานยาให้ตรงเวลา เป็นต้น”

ขณะเดียวกันยังพัฒนาระบบในรูปแบบของ Web App เพิ่มความคล่องตัวในการเชื่อมต่อระบบกับพาร์ตเนอร์รายต่าง ๆ เพื่อส่งเสริม “Health Ecosystem” ในประเทศไทย โดยล่าสุดประกาศความร่วมมือกับแอป “ทรูมันนี่” (TrueMoney) เพื่อให้บริการมินิแอปบนนั้น

“ความตั้งใจของเรา คือการเป็น First Mile Care หรือด่านแรกในการดูแลสุขภาพสำหรับคนในชุมชน ถ้าเป็นอาการที่ร้านยาดูแลไม่ได้จริง ๆ ก็มีพาร์ตเนอร์ผู้ให้บริการ Telemedicine ที่พร้อมส่งต่อให้ไปรับการรักษา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเข้าถึงการรักษาได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องไปแออัดที่โรงพยาบาล”

ลุยเพิ่มสาขา Standalone

ปัจจุบันสาขาของร้านยากรุงเทพมีอยู่ประมาณ 90 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น สมุทรปราการ และปทุมธานี แบ่งเป็นสาขาที่บริหารเอง 80 สาขา และระบบแฟรนไชส์ 10 สาขา ซึ่งการขยายธุรกิจด้วยโมเดลแฟรนไชส์ยังมีปัญหาเรื่องส่วนแบ่งกำไรและค่าใช้จ่าย เพราะยอดหลังหักส่วนแบ่งยังไม่ครอบคลุมต้นทุนการโอเปอเรตสาขา

“เมื่อก่อนเคยมีสูงสุด 100 สาขา แต่เมื่อมีการประกาศใช้หลักวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน หรือ GPP (Good Pharmacy Practice) ที่กำหนดให้ร้านยาต้องมีเภสัชกรอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลาที่เปิดทำการ ก็ตัดสินใจยุบสาขาใกล้เคียง และจัดสรรกำลังคนให้พอดีกับช่วงที่ให้บริการ ซึ่งปัจจุบันเรามีเภสัชกรฟูลไทม์ 240 คน พาร์ตไทม์ 300-400 คน การันตีว่าร้านของเราขาดชั่วโมงการให้บริการน้อยที่สุด”

ขณะที่แผนการขยายสาขาในปีนี้ จะโฟกัสที่การเพิ่มจำนวนสาขา“Standalone” หรือสาขาขนาด 2 คูหาให้มากขึ้น จากที่มีอยู่แล้วราว 30 สาขา เพราะนอกจากเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า และช่วยสร้างการรับรู้แล้ว ยังสามารถบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกับพาร์ตเนอร์สร้างรายได้รูปแบบใหม่ ๆ ได้ มีทั้งมองหาทำเลใหม่ และปรับโฉมจากสาขาเก่าขนาด 1 คูหา ที่มีมากกว่า 60% ของจำนวนสาขาทั้งหมด

“การเลือกทำเลในการขยายสาขายังคงเน้นย่านชุมชนและจุดที่มีทราฟฟิกหนาแน่น ขณะเดียวกันก็ดูยอดการใช้งานแอปประกอบด้วย เพราะเป็นข้อมูลที่ช่วยระบุความต้องการในพื้นที่นั้น ๆ ได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญการตั้งสาขาใหม่ต้องช่วยเสริมโครงข่ายการจัดส่งยา เพราะถ้าสาขาอยู่ไกล ค่าส่งแพงลูกค้าคงไม่อยากมาซื้อกับเรา”

ยึดหลักการ “3H”

เมื่อถามถึงหลักการทำธุรกิจ “ชูวิทย์” บอกว่า จุดยืนของร้านยากรุงเทพคือการเป็นร้านยาเพื่อ“ชุมชน” แม้การเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงจะทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจสูงกว่าร้านยาอื่น ๆ ในตลาดกว่า 7% แต่สิ่งนี้กลายเป็น Branding ที่ทำให้คนจดจำเรา และสะท้อน Core Value ของบริษัทอย่างชัดเจน

โดย 28 ปีที่ผ่านมาร้านยากรุงเทพยึดหลักการบริหาร 3 ข้อ ภายใต้หลัก “3H” ประกอบด้วย 1.be Helpful, 2.do Health Care และ 3.where we Happy together ยึดประโยชน์เรื่องการช่วยเหลือคนและสุขภาพมาก่อนกำไรสูงสุด

“สิ่งที่คุณหมอผู้ก่อตั้งย้ำกับทุกคนอยู่ตลอด คือความเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ การดูแลและรักษาคนป่วยเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอันดับแรกเสมอ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คุยกับ ‘ร้านยากรุงเทพ’ ร้านขายยาอายุ 28 ปี ที่มี ‘เทคโนโลยี’ อยู่ใน DNA

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...