โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ราคาดีเซลพุ่ง 14.30 บ. ทุบจีดีพีไทยร่วง 0.56% เปิดธุรกิจ 10 สาขา รับแรงกระแทก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ราคาดีเซลพุ่ง ทุบจีดีพีไทยร่วง 0.56% การบริโภคหายเฉียดแสนล้าน ห่วงสงครามลากยาวถึงสิ้นปี ศก.เสี่ยงติดลบ 1.6% เปิดธุรกิจ 10 สาขา รับแรงกระแทก

นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย จากราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นว่า สงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลกระทบการเดินเรือ และราคาพลังงานทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่ม 48% จากลิตรละ 29.94 บาท มาอยู่ที่ 44.24 บาท การเกิดปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติก และปัญหาปุ๋ยยูเรียตึงตัว

โดยธุรกิจ 10 สาขาแรก ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ได้แก่ 1.โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม 2.การขนส่งทางทะเล 3.การขนส่งทางชายฝั่ง และทางน้ำภายในประเทศ 4.การขนส่งทางอากาศ 5.การขนส่งทางรถไฟ 6.การขนส่งทางบก 7.การทำเหมืองแร่ดีบุก 8.การทำประมงในทะเลและชายฝั่ง 9.การขนส่งสินค้าทางบก และ 10.การผลิตยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี ทั้งนี้ สาขาขนส่ง ครอง 5 ใน 10 อันดับต้นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล

นายวิเชียรกล่าวว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ทุก 1 บาท จะฉุดจีดีพีลดลง 0.04% และมีผลต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.32% ดังนั้นในภาพรวมขณะนี้ น้ำมันดีเซลปรับราคาขึ้นไปแล้ว 14.30 บาทต่อลิตร จะฉุดให้จีดีพีของไทย ลดลง 0.56% และดันเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นพุ่งขึ้น 4.56% รวมทั้งยังทำให้การบริโภคภาคเอกชน ให้ลดลง 97,500 ล้านบาทด้วย

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดทำการประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ไว้ 3 กรณี ตามระยะเวลาของความขัดแย้ง ดังนี้

กรณีที่ 1.ความขัดแย้งระยะปานกลาง ระยะเวลา 3 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 1.91% ฉุด GDP ลดลง 1.07% กรณีที่ 2.ความขัดแย้งยืดเยื้อ ระยะเวลา 6 เดือน โอกาสเกิด 45% คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน จะเพิ่มขึ้น 2.82% ฉุดจีดีพีลดลง 2.31% กรณีที่ 3.ความขัดแย้งไม่มีกำหนดยุติ ระยะเวลาครอบคลุมช่วงที่เหลือของปีนี้ โอกาสเกิด 10% อัตราเงินเฟ้อ เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 3.67% ฉุดจีดีพีลดลง 3.24%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง จบได้ภายใน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 1% จากเดิมคาดไว้โต 2% แต่หากสงครามจบใน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยจะติดลบ 0.3% และกรณีเลวร้าย สงครามลากยาวถึงสิ้นปี เศรษฐกิจอาจติดลบ 1.6%

ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่า เศรษฐกิจไทยจะเกิดภาวะ Stagflation ว่า ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation แต่เป็นภาวะที่มีแรงกดดันเสี่ยงทำให้เกิด Stagflation เนื่องจากเกิด Stagflation ต้องเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 4 ข้อ คือ เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ประมาณ 1-2% ภาวะเงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมายต่อเนื่อง อัตราการว่างงานสูง แต่ไทยยังถือว่าต่ำ และเหตุการณ์ข้างต้นจะต้องเกิดพร้อมกันติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ไตรมาส ขณะนี้เศรษฐกิจไทยเข้าเกณฑ์เพียง 1 เงื่อนไข คือ จีดีพีโต 1.5% ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพ

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 4 ด้าน ได้แก่

1.ด้านน้ำมัน รัฐบาลควรช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง เช่น การจ่ายเงินอุดหนุนตามเที่ยววิ่งรถจริง, ลดปริมาณลดวิ่งเปล่า ด้วย Matching Platform ผ่านกรมการขนส่งทางบก

2.ด้านไฟฟ้า เร่งฟื้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 600 เมกะวัตต์, เลือก scenario 3 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อสกัด FT ไม่ให้สร้างต้นทุนรอบสอง

3.ด้านเม็ดพลาสติก จัดหาแนฟทา, โพรเพนจากสหรัฐ แอฟริกาตะวันตก หรืออินโดนีเซีย, จัดหา Priority Use List เช่น ยา น้ำเกลือ ถุงมือแพทย์ อาหารบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า

4.ปุ๋ย ล็อกสัญญาล่วงหน้าก่อนที่ตลาดโลกจะแย่งซื้อ, ตรึงราคาไม่เกิน 20% จากก่อนวิกฤต โดยรัฐเข้ามาชดเชยส่วนต่าง, ใส่ปุ๋ยในอัตรา 1/4 ของปกติ เป็นต้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ราคาดีเซลพุ่ง 14.30 บ. ทุบจีดีพีไทยร่วง 0.56% เปิดธุรกิจ 10 สาขา รับแรงกระแทก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...