โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คนไทย 2 ใน 3 มีเงินสำรองไม่ถึง 3 เดือน ไม่พอรับมือเหตุฉุกเฉิน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 มีนาคม 2569 เวลา 17.20 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เจาะวิกฤตความเปราะบางครัวเรือนไทย เมื่อเงินออม 2 ใน 3 ไม่พอใช้เกิน 90 วัน เสี่ยงติดหล่มหนี้หากรายได้สะดุด เผยสถิติโรคร้ายแรงคร่าชีวิตเฉลี่ย 227 รายต่อวัน กลายเป็น 'ต้นทุนที่มองไม่เห็น' กัดเซาะความมั่งคั่งของครอบครัว “เคทีซี” แนะกลยุทธ์ 50-30-20 และ Advance Care Plan บริหารความเสี่ยงกระแสเงินสด-ภาระทางใจ

16 มีนาคม 2569 - ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2568 กำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก เมื่อข้อมูลเชิงสถิติล่าสุดจากสวนดุสิตโพลล์สะท้อนภาพความเปราะบางทางการเงิน (Financial Fragility) ของประชากรในระดับที่น่ากังวล โดยพบว่า คนไทยกว่า 48.32% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีพเกิน 1 เดือน ขณะที่อีก 35.24% มีเงินสำรองครอบคลุมเพียง 1-3 เดือนเท่านั้น

ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าประชากรถึง 2 ใน 3 ของประเทศ กำลังเดินอยู่บนเส้นขนานของความเสี่ยง หากเกิดภาวะว่างงานฉับพลันหรือวิกฤตสุขภาพ งบประมาณในครัวเรือนจะเข้าสู่สภาวะ "ติดลบ" ทันทีภายในไตรมาสแรก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงขีดความสามารถในการชำระหนี้และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวม

Hidden Cost of NCDs ‘ต้นทุนสุขภาพ’ ตัวแปรฉุดสถานะการเงินครัวเรือน

นอกจากปัจจัยด้านรายได้ "ต้นทุนสุขภาพ" กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งสถานะทางการเงิน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น มะเร็ง และโรคหลอดเลือดสมอง ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ

โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยถึง 227 รายต่อวัน ภาระค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นสวนทางกับเงินออมที่มีจำกัด ทำให้ครัวเรือนไทยต้องเผชิญกับ "แรงกดดันสองทาง" (Double Pressure) คือทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น และผลผลิตทางการทำงาน (Productivity) ที่ลดลง การวางแผนบริหารความเสี่ยงจึงไม่ใช่เรื่องการตลาด แต่คือกลยุทธ์การอยู่รอดทางธุรกิจของระดับครัวเรือน

ความกังวลใหญ่ของคนไทยอยู่ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ สุขภาพ การเงิน และเหตุไม่คาดคิด ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ติดอาวุธ ‘สภาพคล่อง’ ผ่านโมเดล 50-30-20 สกัดวงจรหนี้ในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ปรับโมเดลการจัดสรรรายได้แบบระบบปิด เพื่อป้องกันการรั่วไหลของกระแสเงินสดผ่านสูตร 50–30–20 (Fixed Costs 50% / Lifestyle 30% / Savings & Investment 20%) โดยมีเป้าหมายเร่งด่วนคือการสร้าง Liquidity Buffer หรือเงินสำรองฉุกเฉินให้ครอบคลุมรายจ่ายอย่างน้อย 3-6 เดือน

นอกจากนี้ การจัดการหนี้สิน (Debt Management) ยังต้องทำควบคู่ไปกับการออมเชิงรุก โดยเน้นการปิดยอดหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงก่อน (High-Interest Debt) เพื่อลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มพื้นที่ว่างให้กับงบประมาณส่วนเกินสำหรับการออมในอนาคต

Advance Care Plan บริหารวาระสุดท้าย ด้วย ‘สมุดเบาใจ’

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การตื่นตัวเรื่อง "สมุดเบาใจ" หรือ เอกสารแสดงเจตนาล่วงหน้า (Advance Care Plan) ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งในมุมมองเชิงบริหารจัดการ ถือเป็นการลด "ต้นทุนความไม่แน่นอน" (Uncertainty Cost) ให้กับผู้อยู่เบื้องหลัง

การระบุรูปแบบการรักษาที่ต้องการหรือไม่ต้องการอย่างชัดเจน ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระทางใจของครอบครัว แต่ยังเป็นการวางแผนด้านงบประมาณรักษาพยาบาลในช่วงสุดท้ายของชีวิต ไม่ให้กลายเป็นภาระหนี้สินก้อนใหญ่ที่ส่งต่อให้คนรุ่นหลัง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัยทางใจ" ที่ปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มนำมาปรับใช้ในรูปแบบ Work–Life Integration เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...