โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ttb ปรับกลยุทธ์เข้มข้น “ยกระดับ 3+” เดินหน้าช่วยลูกหนี้-หนุน SME-เร่งดิจิทัล

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 17 มีนาคม 2569 เวลา 0.55 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ttb ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Empower Your Real Change” โดยยังคงยึดแกนกลยุทธ์เดิมที่ธนาคารดำเนินมาต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปรับให้เข้มข้นขึ้นผ่านยุทธศาสตร์ “ยกระดับ 3+” ครอบคลุมการช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนลูกค้าที่มีวินัยทางการเงิน การต่อยอดการเติบโตในกลุ่มธุรกิจหลัก และการเร่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริการในยุคการแข่งขันสูงของอุตสาหกรรมการเงิน

วันที่ 13 มีนาคม 2569 ทีทีบีจัดงานแถลงข่าวกลยุทธ์และแผนธุรกิจ ทีทีบี ปี 2569 ‘Empower Your REAL Change เปลี่ยน…เพื่อยกระดับชีวิตทางการเงินคนไทยให้ดีขึ้น’ โดยนายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ และคณะผู้บริหาร

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกผันผวนจากความไม่สงบ เศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากจากการเปลี่ยนแปลงของดิจิทัล ความท้าทายเหล่านี้สะท้อนว่าระบบการเงินไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ธนาคารจึงต้องปรับบทบาทจากผู้ให้สินเชื่อมาเป็นพลังสำคัญ (Enabler) ที่ช่วยเสริมศักยภาพ (Empower) ให้ลูกค้าสามารถยกระดับชีวิตทางการเงินผ่านบริการที่สะดวก ปลอดภัย และเฉพาะบุคคลมากขึ้น

“ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน การชะลอตัวของการค้าโลก รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมการเงินที่กำลังเผชิญการแข่งขันจาก non-bank จากผู้เล่นใหม่ เช่น Virtual Bank แพลตฟอร์มดิจิทัล ลูกค้าสามารถมีตัวเลือกมากตัดสินใจได้ง่าย ไจนถึงเทคโนโลยี AI ที่จะ disrupt ให้การทําธุรกิจแบงก์เปลี่ยนไป” นายปิติกล่าว

ขณะเดียวกัน โครงสร้างเศรษฐกิจไทยและระบบธนาคารเองยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ได้แก่ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การเติบโตของชนชั้นกลางที่ชะลอลง รวมทั้ง การเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อและการเติบโตของระบบการเงินโดยรวม

“ธนาคารจึงเลือกแนวทาง ต่อยอดสิ่งที่ทำอยู่แล้วให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจหลัก มากกว่าการประกาศกลยุทธ์ใหม่ทุกปี ” นายปิติกล่าว

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี

ภายใต้แนวคิด Empower Your REAL Change ทีทีบีกำหนดทิศทาง ปี 2569 ผ่านกลยุทธ์ “ยกระดับ 3+”

ยกระดับการช่วยลูกหนี้และสนับสนุนลูกค้าดี

ยกที่ 1 คือ ยกระดับการช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนลูกค้า โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกค้าด้วยระบบการคิดดอกเบี้ยที่เป็นธรรมมากขึ้นผ่านกลไก Risk-based Pricing ให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมมากขึ้น พร้อมช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านการสนับสนุนการให้สินเชื่อเพื่อคู่ค้าภาครัฐและผนึกกำลังกับพันธมิตร

ธนาคารมีแนวทางยกระดับการช่วยเหลือลูกหนี้และการสนับสนุนลูกค้าใน 3 ด้านหลัก โดยแบ่งลูกหนี้ออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ

สำหรับลูกหนี้ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ ธนาคารจะยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้เปราะบาง นอกจากนี้ โครงการ “โค้ชปลดหนี้” ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทดลองดำเนินการภายในองค์กร จะถูกขยายผลไปสู่ลูกค้าและพันธมิตร เพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถจัดการภาระหนี้และกลับมามีวินัยทางการเงินได้อย่างยั่งยืน

ธนาคารต้องการสร้างแรงจูงใจให้กับลูกหนี้ที่มีประวัติการผ่อนชำระดี โดยที่ผ่านมา ลูกหนี้ที่ผ่อนชำระตรงเวลาอาจยังไม่ได้รับประโยชน์ที่ชัดเจนมากนัก โครงการนี้จึงมุ่งให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น ยิ่งเป็นลูกค้าที่ผ่อนดีและอยู่กับธนาคารนาน ก็จะยิ่งได้รับผลตอบแทนหรือสิทธิพิเศษมากขึ้น

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการกลับมาให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SME ซึ่งที่ผ่านมา ภาคธนาคารส่วนใหญ่ค่อนข้างระมัดระวังต่อการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารเชื่อว่าหากมีโครงการสนับสนุนที่มีเป้าหมายชัดเจน และเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย และภาคเอกชน ก็จะสามารถช่วยให้ SME ที่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

ขณะนี้มีการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาโครงการสนับสนุน SME โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังมีศักยภาพในการเติบโต แต่ยังติดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งคาดว่าจะมีมาตรการต่าง ๆ ทยอยประกาศออกมาในระยะต่อไป

ยกที่ 2 คือ ยกระดับการเติบโต และต่อยอดบนธุรกิจที่เชี่ยวชาญ โดยต่อยอดจากฐานลูกค้าที่ทีทีบีมีความเชี่ยวชาญทั้ง 6 Ecosystem ในปีนี้ได้มุ่งสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจใหม่ในกลุ่มมนุษย์เงินเดือน และลูกค้า Wealth พร้อมรองรับการเติบโตของลูกค้าเริ่มสร้างความมั่งคั่ง (Mass Affluent) ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในระบบเศรษฐกิจไทย

ธนนาคารต้องการผลักดัน Risk-Based Pricing เพื่อให้ลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อรถจักรยานยนต์ ให้สามารถซื้อรถจักรยานยนต์ได้ใน ราคาที่ถูกลงและเป็นธรรมมากขึ้น ปัจจุบันลูกค้าที่มีประวัติดีต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 24%

ธนาคารยังมีแผนขยายการดูแลลูกค้าไปยังกลุ่มที่มีเงินลงทุนระดับเริ่มต้น เช่น ผู้ที่มีเงินออมก้อนแรกประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ลูกค้ากลุ่มนี้สามารถต่อยอดการบริหารความมั่งคั่งได้ในระยะยาว

ที่ผ่านมา การดูแลลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งของสถาบันการเงินมักมุ่งเน้นผู้ที่มีสินทรัพย์ระดับหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาท เนื่องจากต้องใช้การดูแลแบบใกล้ชิด แต่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ธนาคารสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และแบ่งกลุ่มลูกค้าในระดับบุคคล (individual segmentation) ทำให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายได้มากขึ้น

นายปิติกล่าวว่า ธนาคารได้ซื้อกิจการบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต และมานำปรับบทบาท พร้อมรีแบรนด์ใหม่เป็น TTB Wealth เพื่อยกระดับการให้บริการด้านการบริหารความมั่งคั่งอย่างครบวงจร โดยแนวทางของธนาคารไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายหุ้นเท่านั้น เพราะการซื้อขายหุ้นสามารถทำผ่านช่องทางหรือโบรกเกอร์ใดก็ได้ และในตลาดก็มีผู้ให้บริการจำนวนมากอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ธนาคารต้องการสร้างความแตกต่างคือการก้าวไปสู่การเป็น Wealth Management และ Wealth Advisory อย่างแท้จริง

บทบาทของ TTB Wealth จึงมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาด้านการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม ทั้งการวางแผนการลงทุน การจัดพอร์ตสินทรัพย์ และการบริหารความเสี่ยง เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างและต่อยอดความมั่งคั่งได้ในระยะยาว

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ธนาคารสามารถดูแลลูกค้าได้ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่กลุ่มรายได้ปานกลางไปจนถึงกลุ่มมั่งคั่ง พร้อมสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงชีวิตได้ดียิ่งขึ้น

ใช้ดิจิทัลและ AI ยกระดับบริการ

ยกที่ 3 คือ ยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลที่ใช่และรู้ใจลูกค้า ผ่านแนวคิด Humanized Digital Banking ซึ่งมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยใช้ Data และ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งมอบประสบการณ์ทางการเงินแบบไร้รอยต่อ พร้อมออกแบบบริการทางการเงินให้สะดวก ปลอดภัย และเฉพาะบุคคลมากขึ้น

นายปิติกล่าวว่า TTB Touch ซึ่งเป็นบริการดิจิทัลของธนาคารยังคงพัฒนาและอัปเดตแพลตฟอร์มให้มีความสามารถเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันบริบทได้เปลี่ยนไป เพราะมีทั้ง เทคโนโลยี AI และแนวคิด Multi-Channel เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ลูกค้าไม่ได้ติดต่อธนาคารผ่านช่องทางเดียวอีกต่อไป บางครั้งลูกค้าโทรหา Contact Center บางครั้งไปที่ สาขา หรือมีพนักงานไปพบลูกค้าที่ออฟฟิศหรือที่บ้าน ขณะเดียวกันก็ยังใช้ Mobile Banking อยู่ด้วย

“คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ช่องทางดิจิทัลเหล่านี้จะเชื่อมต่อกันอย่างไรให้เป็นประสบการณ์เดียวกันสำหรับลูกค้า นี่คือเหตุผลที่เราพูดถึงแนวคิด “Humanized Digital Banking” หรือการทำให้ดิจิทัลแบงก์กิ้งมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น” นายปิติกล่าว

นอกจากนี้ ธนาคารไม่ได้มองเฉพาะ ลูกค้ารายย่อย เท่านั้น ความสามารถด้านดิจิทัลยังต้องตอบโจทย์ ลูกค้าธุรกิจ ด้วย และที่สำคัญคือ พนักงานของธนาคารเอง ก็ต้องมีเครื่องมือดิจิทัลที่ดีเพียงพอ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ดูแลและตอบสนองลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในอดีตธนาคารอาจจะเน้นการพัฒนา Mobile Banking เป็นหลัก แต่ปัจจุบันกำลังใช้ศักยภาพของทีมเทคโนโลยีภายในองค์กร เพื่อพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลด้วยตัวเองมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาโซลูชันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ

“จากเดิมที่เรา ซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ ตอนนี้เราเริ่ม พัฒนาเทคโนโลยีของเราเอง เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจและแนวทางการดูแลลูกค้าที่เราต้องการ เป้าหมายสำคัญคือทำให้ลูกค้า ใช้งานสะดวกขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น และได้รับบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากขึ้น” นายปิติกล่าว

“กลยุทธ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาโซลูชันและประสบการณ์ทางการเงิน แต่เป็นการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งเพื่อส่งเสริมศักยภาพให้ลูกค้าสามารถเติบโตไปพร้อมกับธนาคาร และยกระดับชีวิตทางการเงินของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง” นายปิติกล่าว

นอกจากนั้น ทีทีบียังให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน โดยดำเนินธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืนไปพร้อมกันภายใต้กรอบ B+ESG ซึ่งสะท้อนผลสำเร็จจากการครองอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ด้านการเงินที่เป็นธรรม Fair Finance Thailand และได้รับคะแนนอยู่ในระดับ Top 10% ของการประเมิน S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA)

นายปิติกล่าวว่า การขับเคลื่อนทั้ง 3 เรื่องนี้ สิ่งที่อยู่เป็นพื้นฐานสำคัญเสมอคือ ความเชื่อขององค์กร ว่า ต้องการเป็นองค์กรที่ทำธุรกิจบนหลักการที่สร้างประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งเรียกว่า B และ ESG

“เป้าหมายทางธุรกิจของเรา ไม่ได้ตั้งต้นจากการประกาศว่า ปีนี้จะเติบโตเท่าไร กำไรจะเพิ่มขึ้นเท่าไร หรือ ROE จะเป็นเท่าไร แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงควรเริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่า คือ ลูกค้าของเราจะมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างไร สังคมจะดีขึ้นอย่างไร และ เราจะทำอะไรให้ประเทศดีขึ้นได้บ้าง” นายปิติกล่าวและว่า หากมีสิ่งใดที่ยังทำไม่ได้ ก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่า ควรทำอะไรเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เหล่านั้น

“จุดเริ่มต้นทั้งหมดมาจาก จุดมุ่งหมายทางธุรกิจ ที่วางไว้เป็นเ คือการ Make Real Change หรือการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ให้เกิดขึ้นกับลูกค้า สังคม และพนักงานของเรา และเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ในที่สุด ผู้ถือหุ้นก็จะได้รับประโยชน์ตามมาเอง” นายปิติกล่าว

“สำหรับทีทีบีการเป็นธนาคารไม่ได้หมายถึงเพียงการให้บริการทางการเงิน แต่คือการเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนและส่งเสริมศักยภาพให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น เราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายต่อผู้คน สังคม และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และนี่คือหัวใจของความเชื่อ Make REAL Change ที่ทีทีบียึดถือมาโดยตลอด” นายปิติกล่าวสรุป

นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี (ซ้าย) และนายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีทีบี ร่วมให้ข้อมูลมิศทางธุรกิจ

เพิ่มผลตอบแทนลูกค้า ชี้ดอกเบี้ยขาลงต้องสร้างโอกาสลงทุนใหม่

นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี และนายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีทีบี ได้ร่วมให้ข้อมูลเพิ่มเติ่ม โดยระบุว่า ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ธนาคารให้ความสำคัญกับการประคองฐานลูกค้าและช่วยเหลือลูกหนี้ให้สามารถผ่านช่วงเศรษฐกิจผันผวนไปได้ โดยมองว่าการรักษาเสถียรภาพของลูกค้าช่วง 1-2 ปีข้างหน้าเป็นกลยุทธ์สำคัญของธนาคาร

แม้การช่วยเหลือลูกหนี้จะเป็นภารกิจสำคัญ แต่ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับลดลง ธนาคารต้องมุ่งสร้างทางเลือกให้ลูกค้าสามารถได้รับผลตอบแทนจากเงินออมและการลงทุนที่สูงขึ้นด้วย

ในปีที่ผ่านมา ธนาคารได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายรูปแบบ เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากทั่วไป เช่น

  • บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD)
  • หุ้นกู้และตราสารหนี้
  • ประกันสะสมทรัพย์
  • กองทุนรวม

โดยเฉพาะบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเติบโตอย่างโดดเด่น ส่วนแบ่งตลาดของธนาคารในผลิตภัณฑ์ FCD เพิ่มจาก เพียง 3-4% เป็นมากกว่า 10% ภายในปีเดียว ขณะที่การเติบโตของกองทุนรวมในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 9% และประกันสะสมทรัพย์เติบโตได้ 16%

เร่งช่วยลูกหนี้รายย่อย สนับสนุนการเติบโตของลูกค้า ควบคู่กับสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินอย่างยั่งยืน

นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี กล่าวว่า การช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยยังคงเป็นภารกิจสำคัญของธนาคาร โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทีทีบีเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับลูกค้าผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการรวบหนี้ และโครงการผ่อนดี มีรางวัล ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้าไปแล้วรวม 3,143 ล้านบาท และล่าสุดทีทีบีริเริ่มแนวทางการพิจารณาการคิดดอกเบี้ยใหม่ (Risk-based Pricing) โดยนำร่องกับสินเชื่อบุคคล ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดี มีผู้สนใจและได้รับอนุมัติรวมเป็นวงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน และมีแผนต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์สินเชื่ออื่น ๆ ในอนาคต

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทีทีบีได้ปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกค้าเกือบ 400,000 บัญชี มูลค่ารวมกว่าแสนล้านบาท ช่วยลดโอกาสที่หนี้จะกลายเป็นหนี้เสีย และทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ยังสามารถกลับมาชำระหนี้ตามปกติได้

มาตรการดังกล่าวช่วยชะลอการไหลของหนี้เสีย (NPL) และทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่สามารถกลับมาอยู่ในสถานะหนี้ปกติได้ โดยลูกค้าที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้มี อัตราการคงสถานะหนี้ปกติมากกว่า 90%

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือโครงการ “รวมหนี้” ที่ช่วยให้ลูกค้านำหนี้ดอกเบี้ยสูง เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล มารวมไว้ในสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า เช่น สินเชื่อบ้าน ทำให้ภาระดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากประมาณ 24% เหลือเพียง 6%

ปัจจุบันมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 7,000 ราย และช่วยลดภาระดอกเบี้ยรวมกว่า 3,000 ล้านบาท

นอกจากการช่วยลูกหนี้ ธนาคารยังต้องการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินผ่านโครงการ ผ่อนดีได้ดี” หรือการกำหนดดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-based pricing) ซึ่งลูกค้าที่มีประวัติการชำระดีจะได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำลง

ในช่วงเพียงเดือนเศษหลังเปิดโครงการ มีลูกค้าเกือบ 10,000 บัญชี ได้รับสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 13.99% จากเดิมที่อาจสูงถึง 24%

นอกจากการช่วยลดภาระหนี้ ทีทีบีให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินในระยะยาวให้กับลูกค้าผ่านโครงการโค้ชปลดหนี้ และการตรวจสุขภาพทางการเงินออนไลน์ (ttb financial health check) เพื่อช่วยให้ลูกค้าตระหนักถึงสถานะทางการเงินของตนเอง และสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โครงการ “โค้ชปลดหนี้” เปิดโอกาสให้พนักงานของธนาคารทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้ลูกค้า ปัจจุบันมีโค้ชกว่า 100 คน ผ่านการฝึกอบรม และสามารถช่วยลูกค้ากว่า 400-500 รายได้สำเร็จ กลับมามีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้นได้

“ภารกิจของเราไม่ใช่แค่ปล่อยกู้ แต่ต้องปล่อยกู้อย่างมีความรับผิดชอบ และเมื่อเขามีปัญหา เราต้องช่วยให้เขากลับมาตั้งหลักได้” นายฐากรกล่าว

ทีทีบียังเดินหน้าสร้างการเติบโตให้กับลูกค้าทุก Ecosystem ครอบคลุมตลอดทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนมีรถ คนมีบ้าน มนุษย์เงินเดือน ลูกค้าเริ่มสร้างความมั่งคั่ง (Mass Affluent) และกลุ่มลูกค้า Wealth สำหรับกลุ่มมนุษย์เงินเดือนซึ่งเป็นฐานลูกค้าสำคัญของธนาคาร โดยในปีนี้ทีทีบีเตรียมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อรถยนต์ผ่านการเปิดตัวธุรกิจใหม่ ttb leasing เพื่อขยายบริการสินเชื่อไปยังตลาดรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ของประเทศไทย

ขณะเดียวกันธนาคารได้ยกระดับ Wealth Ecosystem ผ่านการเสริมศักยภาพโซลูชันด้านการลงทุนที่แตกต่าง ครบวงจรกับธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อ ttb wealth securities เพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่มลูกค้า Wealth ที่ต้องการโซลูชันทางการเงินที่ครบครัน เพื่อสร้างและส่งต่อความมั่งคั่ง

สร้าง Ecosystem ลูกค้าธุรกิจให้เติบโต หนุน SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน

นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีทีบี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME มากกว่า 3.3 ล้านราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 35% ของ GDP แต่ SME จำนวนมากยังประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และยังต้องเผชิญความท้าทายด้านการค้าโลก ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของค่าเงิน มาตรการกีดกันทางการค้า ไปจนถึงข้อกำกับใหม่ ๆ ที่เพิ่มความซับซ้อนให้กับการดำเนินธุรกิจ

“อีกหนึ่งทิศทางสำคัญของทีทีบีในปีนี้คือ การเพิ่มบทบาทในการสนับสนุนธุรกิจ SME ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยมีธุรกิจ SME ประมาณ 3.3 ล้านกิจการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 35% ของ GDP และจ้างงานกว่า 14 ล้านคน หรือ 70% ของการจ้างงาน อย่างไรก็ตามระดับหนี้เสียในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารจำนวนมากระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ” นายศรัณย์กล่าว

ด้วยเหตุนี้ ทีทีบีจึงเดินหน้ายกระดับ SME / Mid-Corp Ecosystem โดยร่วมพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมและซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เช่น ความร่วมมือกับ LINE MAN Wongnai ที่ช่วยเชื่อมต่อผู้ประกอบการร้านอาหารกับแพลตฟอร์มดิจิทัล นอกจากนั้น ธนาคารยังได้พัฒนา ttb total e-GP solutions เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการคู่ค้าภาครัฐสามารถเข้าถึงวงเงินสินเชื่อได้มากขึ้น เสริมด้วยเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่องและความมั่นคงในการเติบโต โดยในปี 2568 มีสัดส่วนของสินเชื่อซัพพลายเชน 17% ของสินเชื่อ SME ทั้งหมด โตขึ้น 15% เมื่อเทียบกับ 2 ปีที่ผ่านมา

ทีทีบีจึงพัฒนารูปแบบการปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อช่วยให้ SME เข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น

แนวทางแรกคือ Supply Chain Financing (One-to-Many) โดยธนาคารปล่อยสินเชื่อผ่านเครือข่ายของบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็น “แม่เชน”

ในปีที่ผ่านมา ธนาคารเพิ่มบริษัทแม่เชน 15 ราย และสามารถปล่อยสินเชื่อให้ SME ในเครือข่ายได้กว่า 540 ราย สัดส่วนสินเชื่อแบบซัพพลายเชนเพิ่มจาก 2% ของพอร์ตสินเชื่อ SME ในปี 2566 เป็น 17% ในปัจจุบัน

อีกแนวทางคือ One-to-One Lending ซึ่งเป็นการปล่อยสินเชื่อแบบเฉพาะราย โดยมุ่งเน้น 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่

  • อาหารและเครื่องดื่ม
  • สินค้าอุปโภคบริโภค
  • สุขภาพ
  • โรงแรมและการท่องเที่ยว
  • โลจิสติกส์

นอกจากนี้ ธนาคารยังเตรียมใช้มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่นโครงการ Credit Boost ซึ่งมีระบบค้ำประกันเครดิต เพื่อช่วยให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นและในต้นทุนที่ต่ำลง

ในภาคบริการ เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ทีทีบียังจับมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีเชื่อมระบบ POS การรับชำระเงิน และระบบบัญชี เข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเห็นรายได้ ต้นทุน และกำไรแบบเรียลไทม์

ข้อมูลดังกล่าวยังสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้ SME ที่ไม่มีเอกสารทางการเงินแบบดั้งเดิมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

ด้านการค้าระหว่างประเทศ ทีทีบีมี Total International Solutions ที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารธุรกรรมระหว่างประเทศได้ครบวงจร ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะสกุลเงินหยวนที่มีโซลูชันรองรับแบบครบวงจร นอกจากนี้ ธนาคารยังพัฒนาแพลตฟอร์ม ttb business one ซึ่งทำหน้าที่เสมือน Digital CFO สำหรับ SME ช่วยผู้ประกอบการบริหารธุรกรรมทางการเงินและมีรายงานทางการเงินที่ช่วยวางแผนธุรกิจได้ในแพลตฟอร์มเดียวทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

จุดเด่นสำคัญคือ ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปสาขา ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการ

“ธนาคารได้ผลักดันให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนจากการใช้เงินดอลลาร์มาใช้ Local Currency มากขึ้น ในปีที่ผ่านมา ธุรกรรมของ SME ที่ใช้ Local Currency เพิ่มขึ้นถึง 99% ภายในปีเดียว” นายศรัณย์กล่าว

แนวทางเหล่านี้จะช่วยให้ SME ไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

มอง NPL ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เดินหน้าประคองลูกหนี้-ดันค่าฟีจากลงทุน ประกัน

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีทีบี ได้ร่วมกันตอบคำถาม โดยประเมินทิศทางคุณภาพสินทรัพย์ปีนี้ว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) น่าจะผ่าน “จุดต่ำสุด” ไปแล้ว และมีโอกาสทยอยปรับดีขึ้น หากไม่มีปัจจัยลบหรือแรงกระแทกพิเศษเข้ามากดดันเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยธนาคารยังคงให้น้ำหนักกับแนวทาง “ประคับประคองลูกหนี้” เพื่อไม่ให้ไหลตกชั้นเป็น NPL ควบคู่กับการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจลงทุน ประกัน และบัตร รวมถึงการควบคุมต้นทุนผ่านดิจิทัลและ AI

ในภาวะที่การเติบโตของสินเชื่ออาจยังไม่หวือหวา สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การเร่งปล่อยกู้ใหม่ แต่คือการรักษาคุณภาพของพอร์ตเดิมให้ลูกหนี้ยังอยู่ในสถานะปกติให้มากที่สุด เพราะหากธนาคารสามารถช่วยลูกหนี้ได้ต่อเนื่อง แม้สินเชื่อจะไม่โตมาก แต่ก็ยังรักษารายได้ดอกเบี้ยไว้ได้ ขณะที่หากลูกหนี้ไหลเป็น NPL รายได้ดอกเบี้ยจะหายไปทันทีและคุณภาพสินทรัพย์จะอ่อนแอลง

ในมุมมองของธนาคาร สัญญาณคุณภาพสินทรัพย์ในหลายพอร์ตเริ่มมีทิศทางดีขึ้น ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ขณะที่พอร์ตลูกค้า SME และคอร์ปอเรตก็ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ทำให้ธนาคารเชื่อว่าหากสามารถดูแลลูกหนี้ได้ดีต่อเนื่อง NPL ก็มีแนวโน้มย่อตัวลงได้ในระยะถัดไป พร้อมหนุนทั้งรายได้ดอกเบี้ยและคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารให้ดีขึ้นพร้อมกัน

อีกด้านหนึ่ง ttb มองว่า ธนาคารยังไม่เห็นความจำเป็นในการตั้งบริษัทร่วมทุนบริหารหนี้เสีย หรือ JVAMC ในช่วงนี้ เนื่องจากยังเชื่อว่าการจัดการลูกหนี้เชิงรุกและการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ภายในยังทำได้ดีพอ อย่างไรก็ดี ธนาคารยอมรับว่ายังต้องติดตามกลุ่มลูกค้าบางส่วนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้า SME และภาคธุรกิจที่ยังเปราะบางจากภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมา ซึ่งยังต้องใช้ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อต่อไป

สำหรับกลยุทธ์ฝั่งสินเชื่อรายย่อย ธนาคารย้ำว่าจะเดินหน้าขยายแนวทาง “ผ่อนดีได้ดี” หรือการกำหนดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงลูกค้า (risk-based pricing) มากขึ้น โดยมองว่าแนวทางนี้ช่วยให้เกิดผลแบบ “วิน-วิน” ทั้งต่อลูกค้าและธนาคาร เพราะลูกค้าที่มีวินัยการชำระหนี้ดีจะได้รับดอกเบี้ยต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธนาคารก็ได้พอร์ตลูกหนี้คุณภาพดีเข้ามาเพิ่มโดยไม่ต้องแลกกับ NPL ที่สูงขึ้น ตัวอย่างที่ผู้บริหารยกขึ้นมาคือ ลูกค้าบางกลุ่มที่เดิมอาจเสียดอกเบี้ยสูงถึง 24% สามารถลดลงมาเหลือ 13.99% ได้ หากมีเครดิตและพฤติกรรมชำระหนี้ที่ดีพอ

ในประเด็นการช่วยเหลือลูกหนี้ ธนาคารยังเดินหน้าขยายโครงการ “โค้ชปลดหนี้” ซึ่งอาศัยพนักงานอาสาภายในธนาคารจากหลายสายงานเข้ามาช่วยให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ลูกหนี้และผู้มีปัญหาหนี้สิน โดยคุณสมบัติสำคัญของโค้ชไม่ใช่เพียงความรู้ทางการเงิน แต่ต้อง “มีใจ” และพร้อมอุทิศเวลาเพื่อช่วยผู้อื่นด้วย ปัจจุบันโค้ชอาสามาจากหลายหน่วยงาน ทั้งทีมติดตามหนี้ ทีมอนุมัติสินเชื่อ ทีมบัญชี สาขา ไอที ฝ่ายการเงิน รวมถึงงานตรวจสอบภายใน ก่อนลงสนามทุกคนต้องผ่านการอบรมอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านความรู้การเงินและการรับมือด้านอารมณ์ เพราะเมื่อต้องพูดคุยกับลูกหนี้ที่เผชิญปัญหาหนัก โค้ชเองก็ต้องมีสติและไม่จมไปกับปัญหาของลูกหนี้ด้วย

ธนาคารตั้งเป้าปีนี้จะขยายความช่วยเหลือไปสู่ประชาชนอีก 1,000 คน จากปัจจุบันที่มีโค้ชอาสาราว 100 คน และช่วยลูกหนี้ไปแล้วประมาณ 400 ราย ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องเร่งเพิ่มจำนวนโค้ชควบคู่ไปกับการคัดกรองผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือผ่านกระบวนการตรวจสุขภาพทางการเงินมากขึ้น

ส่วนฝั่งลูกค้า SME ธนาคารระบุว่า โมเดลสินเชื่อผ่านเครือข่ายซัพพลายเชนยังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลัก โดยในปีที่ผ่านมา ธนาคารมีผู้สนับสนุนรายใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานเพิ่ม 15 ราย และปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการในซัพพลายเชนได้ 540 ราย ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค และโลจิสติกส์

จุดเด่นของสินเชื่อซัพพลายเชนคือการใช้ข้อมูลธุรกิจจริงระหว่าง “บริษัทใหญ่ที่เข้ามาเป็นตัวตั้งของเชน” กับคู่ค้าเข้ามาช่วยประเมินความเสี่ยง ทำให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้แม่นยำขึ้น โดยในกรณีที่เป็นผู้ขายซึ่งส่งมอบสินค้าให้บริษัทใหญ่แล้ว ธนาคารอาจปล่อยสินเชื่อได้รวดเร็วมากขึ้น เพราะสามารถตรวจสอบสถานะการส่งมอบได้โดยตรง ขณะที่ฝั่งผู้ซื้อจะพิจารณาภายใต้เกณฑ์ความเสี่ยงและหลักประกันอย่างเข้มงวดมากขึ้นกว่าสินเชื่อทั่วไป

อีกประเด็นที่เริ่มเข้ามามีบทบาทชัดขึ้นคือการเชื่อม ESG และการลดคาร์บอนเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานของลูกค้ารายใหญ่ โดยผู้บริหารระบุว่า บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนทางอ้อม หรือ Scope 3 ซึ่งหมายถึงการต้องผลักให้คู่ค้าในซัพพลายเชนลดคาร์บอนตามไปด้วย ทำให้ ttb เริ่มทำงานร่วมกับลูกค้ารายใหญ่เพื่อออกแบบโครงการ Supply Chain Sustainability Linked Loan ซึ่งเปิดโอกาสให้ซัพพลายเออร์ที่เข้าร่วมโครงการด้านความยั่งยืน หรือบันทึกข้อมูลคาร์บอนผ่านแพลตฟอร์มของสปอนเซอร์ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการเงิน เช่น อัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ต่ำลง

ด้านแนวโน้มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ผู้บริหาร ttb ระบุว่า ธนาคารจะยังเดินหน้าสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมจากหลายช่องทาง โดยเฉพาะการเสนอแนวทางให้ลูกค้าไปสู่ผลิตภัณฑ์ลงทุนมากขึ้น ทั้งในกลุ่มลูกค้า Wealth และ Non-Wealth ส่งผลให้สินทรัพย์ภายใต้การจัดการลงทุน (AUM) ของกองทุนรวมเติบโตต่อเนื่อง และกลายเป็นฐานค่าธรรมเนียมสำคัญของธนาคารในช่วงที่ผ่านมา โดยรายได้จากธุรกิจนี้ในปีที่แล้วเติบโตในระดับเกือบเลขสองหลัก

นอกจากนี้ ธนาคารยังมองเห็นโอกาสจากธุรกิจประกัน ทั้งประกันสุขภาพที่เติบโตตามกระแสรักษ์สุขภาพ ประกันออมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ยุคดอกเบี้ยขาลง และผลิตภัณฑ์แบบยูนิตลิงค์ที่เชื่อมกับการลงทุน รวมถึงโซลูชันสำหรับลูกค้าที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณ ซึ่งต้องการทั้งแผนลงทุน การส่งต่อความมั่งคั่ง และประกันที่ตอบโจทย์ชีวิตระยะยาว

อีกแรงหนุนสำคัญมาจากธุรกิจบัตร โดยธนาคารระบุว่าถึงแม้การเติบโตของสินเชื่อบัตรเครดิตทั้งระบบอาจไม่สูงมาก แต่ ttb ยังสามารถผลักดันยอดใช้จ่ายผ่านบัตรให้เพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มบัตรที่มีกิจกรรมการตลาดและสิทธิประโยชน์ชัดเจน ซึ่งช่วยหนุนรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับบัตรทั้งเดบิตและเครดิต ขณะเดียวกัน ธนาคารยังบริหารเครือข่ายตู้ ATM อย่างต่อเนื่อง โดยโยกย้ายเครื่องไปยังทำเลที่มีนักท่องเที่ยวและการใช้งานหนาแน่นมากขึ้น เพื่อรักษารายได้จากธุรกรรมหน้าตู้

ค่าธรรมเนียมแบงก์ ควรเป็นระบบที่ “ใครสร้างภาระ คนนั้นจ่าย”

สำหรับประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสนใจเรื่อง “ค่าธรรมเนียมธนาคาร” นายปิติกล่าวว่าว่า แนวคิดหลักของระบบค่าธรรมเนียมในอนาคตควรตั้งอยู่บนหลัก 3 เรื่อง ได้แก่ หนึ่ง ต้องไม่สร้างภาระเกินจำเป็นให้คนตัวเล็กตัวน้อยและ SME รายย่อย สอง ต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และ สาม ต้องช่วยผลักดันประเทศไปสู่ระบบการเงินที่โปร่งใสและลดการพึ่งพาเงินสด ไม่ใช่เก็บค่าธรรมเนียมในลักษณะที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กหันกลับไปใช้เงินสดเพราะต้นทุนดิจิทัลสูงเกินไป

นายปิติยังยกตัวอย่างว่า ค่าธรรมเนียมบางประเภทในระบบเดิมอาจไม่สอดคล้องกับภาระต้นทุนจริง เช่น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่แยกว่าธุรกรรมใดก่อภาระมากหรือน้อย ต่างจากกรณีการถอนเงินสดจำนวนมาก ซึ่งธนาคารมีต้นทุนด้านการขนส่งและบริหารจัดการเงินสดจริง จึงควรเป็นระบบที่ “ใครสร้างภาระ คนนั้นจ่าย” มากกว่าปล่อยให้ต้นทุนตกกับคนที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อภาระ

“ผู้ว่าการ ธปท.หยิบยกเรื่องที่น่าสนใจขึ้นมาพูด อย่าเพิ่งตกใจว่า ค่าธรรมเนียมแบงก์จะหมดไป ไม่ใช่ จุดมุ่งหมายของผู้ว่าคือทําค่าธรรมเนียมให้ชัดเจนโปร่งใส สะท้อนต้นทุน” นายปิติกล่าวและว่า สมาคมธนาคารไทยมีกำหนดที่จะพบปะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม นายปิติกล่าวว่า แม้โครงสร้างค่าธรรมเนียมในอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนไป แต่ ttb ยังมีจุดยืนชัดเจนในการหารายได้จากธุรกิจที่ลูกค้ายินดีจ่ายเพราะเห็นคุณค่า เช่น ผลิตภัณฑ์ลงทุน ประกัน โซลูชัน FX และบริการที่ช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพให้ลูกค้า มากกว่าการพึ่งพาค่าธรรมเนียมประเภทที่ไม่ชัดเจนหรือสร้างข้อถกเถียง

“ต่อให้รายได้ค่าธรรมเนียมของ ttb จะไม่ได้เติบโต แต่หากธนาคารสามารถลดต้นทุนได้ต่อเนื่อง ผ่านการใช้ดิจิทัล ดาต้า และ AI ควบคู่กับการวางกำลังคนและโซลูชันให้ถูกจุด ก็จะช่วยให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานดีขึ้น ต้นทุนลดลง และผลกำไรยังเติบโตได้” นายปิติกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...