โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดความสำเร็จ "ข้าวไทย" ข้าวอินทรีย์ขายดีในจีน ส่งออกพุ่ง 3 เท่า "ศุุภจี" เดินเกมขายพรีเมียม New Rice Economy บุกโลก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เปิดความสำเร็จ

เปิดความสำเร็จ "ข้าวไทย" กลยุทธ์ใหม่ข้าวพรีเมียม ดันข้าวอินทรีย์ขายดีในจีน ส่งออกพุ่ง 3 เท่า "ศุุภจี" เดินเกม New Rice Economy บุกโลก

ส่งออกข้าวไทยปีนี้ มีความหวัง และมีสัญญาณที่ดีมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบุกตลาดข้าวพรีเมียมในจีน ส่งออกพุ่งต่อเนื่อง ตอบโจทย์คนยุคใหม่ รักสุขภาพ เลือกกินของดีๆ

ประเทศไทยและข้าวไทย มีชื่อเสียงมายาวนาน ในเรื่องคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวหอมมะลิ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ขายดี เป็นที่รู้จักในตลาดโลกมาช้านาน แต่ล่าสุดยิ่งดีกว่าเดิม เมื่อไทยเราได้มีการยกระดับข้าว ที่ไม่ใช่เพียงแค่ข้าวธรรม แต่เราพัฒนาไปสู่การปลูกแบบอินทรีย์ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยด้านอาหาร จึงทำให้วันนี้ข้าวไทยสามารถเจาะตลาดพรีเมียมได้สำหรับ และมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดจีน ที่มีล่าสุดมีการเติบโตของตลาดจีนอย่างพุ่งแรง และได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่สำหรับการส่งออกข้าวคุณภาพสูงของไทย เพราะไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มปริมาณการส่งออกที่มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของข้าวไทยในตลาดโลกได้อย่างดี เพราะการขายความพรีเมียม คือ การตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการกินข้าวที่มีคุณภาพ และมีความยั่งยืน พร้อมด้วยการซื้อเรื่องราวหรือสตรี่ของข้าวไทย

ข้อมูลล่าสุด จากกระทรวงพาณิชย์ โดยนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์ส่งออกข้าวคุณภาพสูง พบว่าการส่งออกข้าวอินทรีย์ไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนเริ่มต้นปี 2569 อย่างสดใส โดยตัวเลขเดือนแรกของปีนี้ขยายตัวอย่างโดดเด่น มีปริมาณส่งออก 638 ตัน เพิ่มขึ้นถึงสามเท่า หรือ 334.01% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และจีนยังเป็นตลาดอันดับที่ 1 ครองส่วนแบ่งตลาดส่งออกข้าวอินทรีย์ไทย คิดเป็นสัดส่วนสูงมากกว่า 31%

ซึ่งถือว่าเป็นแรงส่งต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 จีนได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทในตลาดข้าวอินทรีย์ของไทยมากขึ้น โดยไทยส่งออกข้าวไปจีนโดยรวม 3,352 ตัน เพิ่มขึ้น 727.65% หรือคิดเป็นมูลค่า 155 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 715.79% จากส่งออกข้าวอินทรีย์รวมทั้งหมดอยู่ที่ 26,110 ตัน เพิ่มขึ้น 17.12% คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 1,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.21% จากปีก่อน

เป็นผลดีมาจากเทรนด์การกินข้าวของคนจีนในยุคนี้ด้วยที่เน้นเรื่องสุขภาพ และปรากฎว่าข้าวไทยของเรานั้นตอบโจทย์ได้อย่างดี คนจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น เลือกอาหารที่ปลอดภัย เลือกสินค้าเกษตรที่มีการรับรองมาตรฐาน และพร้อมที่จะจ่ายแพงกว่า เพื่อสุขภาพ

ดังนั้นทางกรมการค้าต่างประเทศจึงเร่งเดินหน้าส่งเสริมการตลาดในจีนอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันขยายสู่ตลาดโลก นอกจากนี้ ยังมีแผนที่เจาะตลาดพรีเมียมและตลาดเฉพาะกลุ่ม ผ่าน Key Influencers เพื่อโปรโมทข้าวไทยคุณภาพสูง หรือการสร้างแบรนด์ข้าวประณีต ไม่ว่าจะเป็น ข้าวอินทรีย์ ข้าว Sustainable Rice Platform (SRP) ข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวพื้นเมือง ข้าว GI ข้าวเพื่อสุขภาพ

จับตากันให้ดี นี่คือ ความหวังของชาวนา และคนไทย กับ "ยุคใหม่ของข้าวไทย" ไม่ได้ขายแค่ปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ ขายสตอรี่ เพื่อสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งในตลาดโลก

ล่าสุด รัฐบาลไทย ได้ใช้นโยบาย “New Rice Economy” เพื่อผลักดันสินค้าเกษตรสำหรับอย่างข้าวไทย โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังเร่งขับเคลื่อน

หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการเปลี่ยนวิธีคิดในการทำตลาดข้าว จากเดิมที่เน้นการแข่งขันด้านราคาและปริมาณ ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ มาตรฐาน และเรื่องราวของสินค้า สอดรับกับกระแสหรือเทรนด์ในยุคนี้ ที่การขายสินค้าต้องเน้นการสร้างคุณค่าและมีสตอรี่มีเรื่องราวไปพร้อมๆกันด้วย ผ่านการปั้นแบรนด์หรือระบบการผลิตข้าวของไทย ที่เรียกว่า “ข้าวประณีต”

โดยข้าวประณีต คือ ข้าวที่มีคุณลักษณะเฉพาะตัวอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ เนื้อสัมผัส กลิ่นหอม วิธีการปลูก หรือแม้แต่เรื่องราวของพื้นที่ที่ปลูก ข้าวประเภทนี้จะถูกนำเสนอเหมือนสินค้าเกษตรระดับพรีเมียมอื่น ๆ เช่น เมล็ดกาแฟพิเศษ หรือไวน์ระดับโลก

โดยรัฐมนตรีพาณิชย์ ระบุว่า ถ้าหากเรามองตลาดกาแฟหรือไวน์ เราจะเห็นว่าคนที่ซื้อไม่ได้เลือกซื้อเพียงเพราะรสชาติเท่านั้น แต่ยังสนใจเรื่องแหล่งที่มา สนใจว่าปลูกในพื้นที่ไหน ใช้วิธีการผลิตแบบใด และมีเรื่องราวอย่างไร สิ่งเหล่านี้ทำให้สินค้าแต่ละชนิดมีเอกลักษณ์และสามารถขายในราคาที่สูงขึ้นได้

ดังนั้นสำหรับข้าวประณีตของไทยก็มีแนวคิดคล้ายกัน คือ การนำเสนอข้าวในฐานะสินค้าเกษตรที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ใช่เพียงข้าวสารที่ถูกขายเป็นตัน ๆ ในตลาดโลก คนกินข้าวควรได้รู้ว่าข้าวชนิดนี้มาจากพื้นที่ใด มีลักษณะอย่างไร เหมาะกับอาหารประเภทไหน และมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไร

เพราะข้าวของไทยมีสายพันธุ์มากกว่า 5,000 สายพันธุ์ แต่ที่คนทั่วโลกรู้จักจริง ๆ มีเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ข้าวหอมมะลิ หรือข้าวสังข์หยด ขณะที่ข้าวพื้นเมืองอีกจำนวนมากยังไม่ได้ถูกนำออกมาเล่าเรื่องหรือทำตลาดอย่างจริงจัง

ในระยะเริ่มต้น กระทรวงพาณิชย์ได้คัดเลือกกลุ่มเกษตรกรประมาณ 200 กลุ่ม เพื่อเป็นต้นแบบในการผลิตข้าวประณีต โดยเกษตรกรเหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมีเป้าหมายคือการเชื่อมโยงข้าวจากชุมชนไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโมเดิร์นเทรด โรงแรม ร้านอาหาร หรือผู้ส่งออก

แนวทางทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดข้าวโลกกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม เพราะแม้ไทยจะยังเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก แต่การแข่งขันในตลาดโลกก็เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากเวียดนามซึ่งสามารถพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างรวดเร็ว

ผลผลิตข้าวต่อไร่ของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 1,200 ถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่ประเทศไทยมีผลผลิตเฉลี่ยเพียงประมาณ 600 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น ความแตกต่างนี้ทำให้เวียดนามสามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง ต้นทุนการผลิตของไทยและเวียดนามในหลายด้านไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนปุ๋ย น้ำ หรือสารเคมี

ดังนั้นหากไทยยังคงแข่งขันในตลาดโลกด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ก็จะเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะคู่แข่งได้ เพราะไทยมีข้อจำกัดทั้งด้านพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตต่อไร่ และทางออกที่ถูกพูดถึงมากขึ้นจึงไม่ใช่การเพิ่มปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่คือการเพิ่มมูลค่าของข้าวไทย เพราะแม้ข้าวหอมมะลิของไทยจะยังขายได้ดีและมีปริมาณการส่งออกประมาณ 6 ล้านตันต่อปี แต่การพึ่งพาข้าวชนิดเดียวก็อาจไม่เพียงพอในระยะยาว

การขายข้าวไทยในอนาคตจึงอาจไม่ใช่การขายข้าวแบบเดียวกันให้ทุกประเทศ แต่เป็นการนำเสนอข้าวที่แตกต่างกันตามตลาด บางตลาดอาจต้องการข้าวอินทรีย์ บางตลาดอาจต้องการข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ บางตลาดอาจต้องการข้าวพื้นเมืองที่มีเรื่องราวเฉพาะตัว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...