โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ลูกเรือ “มยุรี นารี” 20 ชีวิตถึงไทยโดยสวัสดิภาพ - ญาติมารอแต่ยังไม่ได้เจอ

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 01.40 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 01.40 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(16 มี.ค. 69) เวลา 06.17 น. ลูกเรือไทยจำนวน 20 คน จากเรือสินค้ามยุรีนารี เดินทางกลับถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อย่างปลอดภัยหลังถูกโจมตีระหว่างเดินเรือผ่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ ในวันเกิดเหตุ กองทัพเรือของประเทศโอมานได้เข้าช่วยเหลือลูกเรือทั้งหมด 20 คน จากลูกเรือรวม 23 คน และนำตัวขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย

.

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม บริษัทเจ้าของเรือได้พาลูกเรือทั้ง 20 คน เดินทางออกจากเมืองคาซับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดินทางไปยังกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต ได้ให้การดูแลและอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด ก่อนประสานการเดินทางกลับประเทศไทย

.

กระทั่งล่าสุดวันนี้ ลูกเรือทั้ง 20 คน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบินโอมานแอร์ เที่ยวที่ WY817 ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แจ้งกับสื่อมวลชนที่มารอเก็บภาพบรรยากาศว่าลูกเรือทั้ง 20 คน ไม่สะดวกออกสื่อ

.

ขณะที่ภายหลังการเดินทางมาถึง นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล และนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนกระทรวงแรงงาน ได้ร่วมชี้แจงต่อสื่อมวลชนถึงภารกิจการช่วยเหลือและการดูแลลูกเรือไทย จนสามารถเดินทางกลับถึงประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย

.

โดย นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล เผยว่า ลูกเรือชาวไทยจำนวน 20 คน จากเรือสินค้าที่ประสบเหตุถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพในเช้าวันนี้ โดยทุกคนมีสภาพร่างกายและจิตใจแข็งแรง พร้อมกลับไปใช้ชีวิตและทำงานตามปกติ

.

สำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานผ่านหน่วยงานในต่างประเทศ ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ เพื่อร่วมกันดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ลูกเรือไทย

.

โดยได้ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศและกองทัพเรือของประเทศโอมาน เพื่อช่วยนำลูกเรือไทยทั้ง 20 คนออกจากพื้นที่ที่เกิดเหตุบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จากนั้นสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต ได้ประสานกับบริษัทเจ้าของเรือ คือ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ให้แต่งตั้งบริษัทตัวแทนเดินเรือในประเทศโอมาน ดูแลการเดินทางของลูกเรือไทยออกจากพื้นที่

.

ลูกเรือทั้งหมดต้องเดินทางทางบกจากโอมานไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี ได้ทำหนังสือถึงทางการยูเออี เพื่อขออำนวยความสะดวกในการออกวีซ่าและการผ่านแดน ทำให้ลูกเรือไทยสามารถเดินทางข้ามประเทศได้อย่างรวดเร็ว

.

ขณะเดียวกัน สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ได้ส่งเจ้าหน้าที่กงสุลไปช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง หลังจากนั้นสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต ยังได้จัดเลี้ยงต้อนรับลูกเรือไทยที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ก่อนเดินทางขึ้นเครื่องบินที่บริษัทเจ้าของเรือจัดเตรียมไว้ เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

.

ทั้งนี้ทีมข่าวได้พูดคุยกับ น.ส.เบส ภรรยาของลูกเรือรายหนึ่ง ที่พาลูกน้อยวัยขวบเศษมารอรับสามีตั้งแต่เวลาประมาณ 03.00 น. ที่ผ่านมา โดยเธอระบุว่ายังไม่ได้พบหน้าสามี มีเพียงการติดต่อมาว่ากำลังขึ้นรถบัสแต่ไม่ทราบว่าปลายทางจะไปที่ใด

.

น.ส.เบสเล่าว่าเล่าถึงวินาทีที่ สามีได้ติดต่อมาว่า วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 15.00 น. ว่า เรือถูกยิงโจมตี ขณะนั้นเขาอยู่ในห้องพัก เนื่องจากกำลังเปลี่ยนผลัดการทำงาน ก่อนหน้านี้ เธอเคยถามสามีว่า หากต้องผ่านพื้นที่เสี่ยงสามารถเลือกไม่ไปได้หรือไม่ ซึ่งสามีบอกว่า บริษัทเสนอให้พักอยู่ที่ โรงแรมในดูไบ ได้ แต่ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย หรือกำหนดวันเดินทางกลับประเทศไทยได้ อีกทั้งงานลูกเรือเป็นลักษณะ สัญญาจ้าง หากไม่ได้ทำงานก็จะไม่ได้รับค่าจ้าง ทำให้สามีตัดสินใจทำงานต่อ เพราะยังมีภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งค่าเลี้ยงดูลูกและหนี้สิน

.

น.ส.เบส ยังเล่าอีกว่า สามีเพิ่งลงเรือลำนี้เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยตั้งใจจะทำงานให้ครบสัญญา เพื่อเก็บเงินก้อนกลับมาใช้หนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยต้องหยุดงานกะทันหันจากปัญหาเอกสาร ทำให้ครอบครัวขาดรายได้ จนต้องนำรถไป จำนำ เพื่อประคองค่าใช้จ่ายภายในบ้าน

.

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ เธอยอมรับว่ายังมีความกังวลเรื่อง ภาระหนี้สินของครอบครัว เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจนจากบริษัทต้นสังกัดเกี่ยวกับ มาตรการเยียวยาหรือค่าชดเชย โดยทราบเพียงข้อมูลเบื้องต้นว่า อาจมีการชดเชยทรัพย์สินที่เสียหายบนเรือ ไม่เกินคนละ 100,000 บาท เท่านั้น จึงอยากขอความชัดเจนจากบริษัทต้นสังกัดถึงเรื่องมาตรการการเยียวยา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...