ลูกเรือ “มยุรี นารี” 20 ชีวิตถึงไทยโดยสวัสดิภาพ - ญาติมารอแต่ยังไม่ได้เจอ
(16 มี.ค. 69) เวลา 06.17 น. ลูกเรือไทยจำนวน 20 คน จากเรือสินค้ามยุรีนารี เดินทางกลับถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อย่างปลอดภัยหลังถูกโจมตีระหว่างเดินเรือผ่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ ในวันเกิดเหตุ กองทัพเรือของประเทศโอมานได้เข้าช่วยเหลือลูกเรือทั้งหมด 20 คน จากลูกเรือรวม 23 คน และนำตัวขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย
.
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม บริษัทเจ้าของเรือได้พาลูกเรือทั้ง 20 คน เดินทางออกจากเมืองคาซับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดินทางไปยังกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต ได้ให้การดูแลและอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด ก่อนประสานการเดินทางกลับประเทศไทย
.
กระทั่งล่าสุดวันนี้ ลูกเรือทั้ง 20 คน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบินโอมานแอร์ เที่ยวที่ WY817 ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แจ้งกับสื่อมวลชนที่มารอเก็บภาพบรรยากาศว่าลูกเรือทั้ง 20 คน ไม่สะดวกออกสื่อ
.
ขณะที่ภายหลังการเดินทางมาถึง นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล และนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนกระทรวงแรงงาน ได้ร่วมชี้แจงต่อสื่อมวลชนถึงภารกิจการช่วยเหลือและการดูแลลูกเรือไทย จนสามารถเดินทางกลับถึงประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย
.
โดย นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล เผยว่า ลูกเรือชาวไทยจำนวน 20 คน จากเรือสินค้าที่ประสบเหตุถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพในเช้าวันนี้ โดยทุกคนมีสภาพร่างกายและจิตใจแข็งแรง พร้อมกลับไปใช้ชีวิตและทำงานตามปกติ
.
สำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานผ่านหน่วยงานในต่างประเทศ ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ เพื่อร่วมกันดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ลูกเรือไทย
.
โดยได้ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศและกองทัพเรือของประเทศโอมาน เพื่อช่วยนำลูกเรือไทยทั้ง 20 คนออกจากพื้นที่ที่เกิดเหตุบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จากนั้นสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต ได้ประสานกับบริษัทเจ้าของเรือ คือ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ให้แต่งตั้งบริษัทตัวแทนเดินเรือในประเทศโอมาน ดูแลการเดินทางของลูกเรือไทยออกจากพื้นที่
.
ลูกเรือทั้งหมดต้องเดินทางทางบกจากโอมานไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี ได้ทำหนังสือถึงทางการยูเออี เพื่อขออำนวยความสะดวกในการออกวีซ่าและการผ่านแดน ทำให้ลูกเรือไทยสามารถเดินทางข้ามประเทศได้อย่างรวดเร็ว
.
ขณะเดียวกัน สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ได้ส่งเจ้าหน้าที่กงสุลไปช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง หลังจากนั้นสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต ยังได้จัดเลี้ยงต้อนรับลูกเรือไทยที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ก่อนเดินทางขึ้นเครื่องบินที่บริษัทเจ้าของเรือจัดเตรียมไว้ เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย
.
ทั้งนี้ทีมข่าวได้พูดคุยกับ น.ส.เบส ภรรยาของลูกเรือรายหนึ่ง ที่พาลูกน้อยวัยขวบเศษมารอรับสามีตั้งแต่เวลาประมาณ 03.00 น. ที่ผ่านมา โดยเธอระบุว่ายังไม่ได้พบหน้าสามี มีเพียงการติดต่อมาว่ากำลังขึ้นรถบัสแต่ไม่ทราบว่าปลายทางจะไปที่ใด
.
น.ส.เบสเล่าว่าเล่าถึงวินาทีที่ สามีได้ติดต่อมาว่า วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 15.00 น. ว่า เรือถูกยิงโจมตี ขณะนั้นเขาอยู่ในห้องพัก เนื่องจากกำลังเปลี่ยนผลัดการทำงาน ก่อนหน้านี้ เธอเคยถามสามีว่า หากต้องผ่านพื้นที่เสี่ยงสามารถเลือกไม่ไปได้หรือไม่ ซึ่งสามีบอกว่า บริษัทเสนอให้พักอยู่ที่ โรงแรมในดูไบ ได้ แต่ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย หรือกำหนดวันเดินทางกลับประเทศไทยได้ อีกทั้งงานลูกเรือเป็นลักษณะ สัญญาจ้าง หากไม่ได้ทำงานก็จะไม่ได้รับค่าจ้าง ทำให้สามีตัดสินใจทำงานต่อ เพราะยังมีภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งค่าเลี้ยงดูลูกและหนี้สิน
.
น.ส.เบส ยังเล่าอีกว่า สามีเพิ่งลงเรือลำนี้เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยตั้งใจจะทำงานให้ครบสัญญา เพื่อเก็บเงินก้อนกลับมาใช้หนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยต้องหยุดงานกะทันหันจากปัญหาเอกสาร ทำให้ครอบครัวขาดรายได้ จนต้องนำรถไป จำนำ เพื่อประคองค่าใช้จ่ายภายในบ้าน
.
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ เธอยอมรับว่ายังมีความกังวลเรื่อง ภาระหนี้สินของครอบครัว เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจนจากบริษัทต้นสังกัดเกี่ยวกับ มาตรการเยียวยาหรือค่าชดเชย โดยทราบเพียงข้อมูลเบื้องต้นว่า อาจมีการชดเชยทรัพย์สินที่เสียหายบนเรือ ไม่เกินคนละ 100,000 บาท เท่านั้น จึงอยากขอความชัดเจนจากบริษัทต้นสังกัดถึงเรื่องมาตรการการเยียวยา