แม่เจี๊ยบ พร้อมลูกๆ เปิดปมชีวิตคู่ 47 ปี หลัง ‘สุรชัย สมบัติเจริญ’ เปิดตัวภรรยา เล่าถึงวันโดนฟ้องหย่า
แม่เจี๊ยบ พร้อมลูกๆ เปิดปมชีวิตคู่ 47 ปี หลัง ‘สุรชัย สมบัติเจริญ’ เปิดตัวภรรยา เล่าถึงวันโดนฟ้องหย่า
หลังจากที่สุรชัย สมบัติเจริญ ศิลปินนักร้องชื่อดัง ออกมาเปิดตัวภรรยาที่ต่างประเทศ จนกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ รวมถึงมีการตอบโต้ทางโซเชียลกับลูกชาย ร็อคกี้ สุรบดินทร์ สมบัติเจริญ ล่าสุด เจี๊ยบ อัฐพรพิมพ์ โกมลเสน อดีตภรรยาที่ประเทศไทย พร้อมด้วย ชินา ชินาภา สมบัติเจริญ, ดิ๊งค์ กมลชนก สมบัติเจริญ, แพตตี้ สิตาภา สมบัติเจริญ และ ร็อกกี้ ลูกๆ ของสุรชัย ได้ออกมาเปิดใจพร้อมกันครั้งแรกถึงกระแสดรามาในครอบครัว ภายหลังการหย่าร้างและเปิดตัวภรรยาคนใหม่ จากนั้นมีการโพสต์โต้ตอบกันอย่างดุเดือดในโลกออนไลน์ ถึงขั้นไล่ให้ลูกเปลี่ยนนามสกุล
ร็อคกี้ : ขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้อยากมาทำอะไรอย่างนี้เลย พวกเราอยู่กันเงียบๆ สงบๆ แล้วเรื่องราวผ่านมาพอสมควรแล้ว ความหวังของผมนะ หวังว่ามันจะผ่านไปเหมือนที่มันเคยผ่านมา พยายามบอกแม่กับน้องว่าช่างมันเถอะ เดี๋ยวมันผ่านไป อันนี้คทอครั้งแรกที่มีการโพสต์แบบนี้ออกมา จนเรื่องไม่จบ มันเริ่มเรื่องใหญ่ขึ้นเยอะขึ้น จนแม่กับน้องเริ่มไม่ไหวแล้ว จึงถามแม่กับน้องว่าจะเอายังไง แต่ผมจะไม่ตัดสินใจเรื่องนี้ ด้วยความที่ผมเป็นผู้ชายเป็นพี่คนโต เป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัวแล้ว ผมไม่ได้ออกมาตรงนี้ และเชื่อว่าน้องๆ ทุกคนไม่อยากเห็นพ่อตัวเองโดนด่า นั่นคือเหตุผลที่พวกผมอยู่เฉยๆ อยู่เงียบๆ ทำมาหากิน ใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป แต่เรื่องนี้มันลุกลามขึ้น กลับมากระทบจิตใจแม่กับน้องผมเลยตัดสินใจทั้งที่เป็นเรื่องไม่น่าพูด แต่ถ้าจะออกมาพูด ขอครั้งเดียว แล้วจบเลย
ถามถึงความสัมพันธ์ของพ่อกับผู้หญิงคนใหม่ พวกเรารู้ว่าเขามีตัวตน?
ร็อคกี้ : พวกผมไม่ได้รู้มาก่อน บางเรื่องผมเพิ่งรู้มาไม่นาน แต่คนที่เก็บเรื่องไว้คือแม่ แต่ที่ผมไม่ได้สนใจ เพราะเคยมีเรื่องแบบนี้มาแล้ว แต่คิดว่าเดี๋ยวมันก็คงจะผ่านไปเหมือนทุกครั้ง เรื่องที่กระทบกระทั่งกับพ่อ เรื่องเดียวที่ผมอยากจะบอกให้พวกลุงหรืออาได้รับรู้คือที่ไม่ได้ไปงานศพไปงานเผาของอา อยู่ดีๆ พ่อก็บอกว่าไม่ต้องไป ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องของเขา ผมก็งงว่าทำไม ตอนนั้นก็เตรียมรถตู้เอาไว้แล้วว่าจะไปงาน แถมลูกของอาที่เสียชีวิตก็จะติดรถไปด้วย ก็ต้องบอกเขาว่าพวกผมไปไม่ได้แล้ว เพราะพ่อไม่ให้ไป จนได้มารู้จากข่าวว่าพ่อเอาผู้หญิงคนนั้นไปงาน ตอนนั้นพวกผมยังไม่รู้เลยว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร
รู้สึกยังไงที่พ่อตั้งคำถามว่าเราใช่ลูกหรือเปล่า และให้ไปเปลี่ยนนามสกุล?
ร็อคกี้ : ผมก็เสียใจ พ่อก็คงอยากให้ผมเสียใจ ถึงพูดแบบนั้น แต่ไม่เป็นไร บางครั้งเวลาที่พ่อโมโห พ่อก็เคยพูดแบบนี้ แต่พ่อยังไงก็คือพ่อ เชื่อว่าทุกบ้านก็คงมี พ่อโมโหลูก ทะเลาะกันบ้าง แต่เมื่อก่อนก็ไม่เป็นแบบนี้ พ่อก็เป็นสุภาพบุรุษ ดูแลพวกผม ไปไหนกับเรา ไปกินข้าวกับเรา แต่ช่วงหลังๆ มันหนัก
มีเหตุการณ์อะไรที่ไล่ไปเปลี่ยนนามสกุล?
ร็อคกี้ : ผมคงปากไวไป ให้สัมภาษณ์ในรายการ ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจว่าจะให้คนรู้ว่าคือพ่อ เพราะยังคุยกับแม่และน้องว่าจะตัดสินใจยังไงว่าจะออกมาพูดไหม แต่ตนก็ปากไว ขอโทษพ่อด้วย ไม่น่าทำให้พ่อรู้สึกไม่สบายใจ ผมไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งท้ายรายการก็วกมาพูดถึงจนทำให้ผมรู้ว่าเป็นเรื่องของพ่อแน่ๆ ผมรู้ตัวก็เลยเบาลง เพราะผมไม่อยากพูดเรื่องนี้ ไม่มีลูกคนไหนหรอก ต่อให้พ่อจะเป็นยังไง แล้วอยากให้พ่อโดนคนทั้งประเทศด่า ลูกก็เหมือนโดนด่าไปด้วย
รู้สึกยังไงที่เขาบอกว่าเราไม่ใช่ลูกเขา?
ร็อคกี้ : เฉยๆ รู้สึกว่าเป็นคำด่าที่แต่ละบ้านก็มีกันบ้าง วันนี้ตนอายุเลข 4 มีลูก 3 ขวบ เราเป็นผู้ใหญ่ประมาณนึง ชีวิตมูฟออนไปแล้ว ที่วันนี้ผมกลับมา เพราะแม่กับน้องที่ต้องดูแล เหลือผมเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน เพราะไม่มีพ่อแล้ว
แม่รู้สึกยังไง?
เจี๊ยบ : บางครั้งอารมณ์ของเขาก็แบบนี้ เห็นมาเรื่อยๆ
กับเรื่องตอนที่โดนฟ้องหย่าเป็นยังไง?
เจี๊ยบ : ตั้งแต่ที่มีคนทักมาว่าพ่อไปเป็นชู้ เราก็บอกลูกไม่ได้ ปรึกษาลูกไม่ได้ เขาฟังคงรู้สึกแย่ จึงเก็บไว้คนเดียว จนสุดท้ายแม่หย่ากับพ่อ ด้วยเหตุผลที่พ่อไปกับหญิงชู้ เราก็ไม่เคยพูดอะไรกับลูกเป็นเรื่องเป็นราว เพราะรู้ว่ามันบาดหัวใจลูก นี่เป็นครั้งแรกที่เล่าเรื่องนี้ เพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจลูก ไม่เคยพูดอะไรในสิ่งที่ไม่ดี ให้ลูกไม่รักพ่อหรือเกลียดพ่อ ไม่เคยเล่า
เรื่องจดทะเบียนกับผู้หญิงอีกคนมา 40 ปี เราไม่เห็นไทม์ไลน์นั้น ตอนแรกมีนักข่าวทักมาว่า มีชาวต่างชาติร้องว่าอยากจะให้แฉศิลปินไทยว่าไปเป็นชู้กับเมียเขา พี่นักข่าวคนนั้นก็บอกว่าไม่อยากทำ เพราะคนไทยด้วยกัน อยากให้คุยกันดูว่าเป็นยังไง เราได้คุยกับชาวต่างชาติคนนั้นทางอีเมล เขาก็แนะนำครอบครัวเขา เล่าเรื่องถึงพฤติกรรมที่เขาคิดว่าไปเป็นชู้กับเมียเขา เขาจ้างนักสืบตามด้วย และส่งหลักฐานมาให้ดู ซึ่งที่อยู่ด้วยกันมามันมีอะไรมาตลอด ทั้งอีเมล จดหมาย มีคนเปิดประตูบ้านเข้ามานั่งไขว่ห้าง มีเยอะ เลยไม่ถามเขา
ตามที่ได้รับอีเมลจากชาวต่างชาติคนนี้ เขาบอกว่าภรรยาเคยมีบุตรมาแล้วกับสามีชาวเอลซาวาดอร์ แล้วก็มามีสามีชาวต่างชาติคนนี้ จดทะเบียนกัน พอมีลูก แต่ลูกเขานามสกุลสมบัติเจริญ เขาเลยไม่โอเค และให้ผู้หญิงคนนี้ฟ้องหย่ากับสุรชัย ว่าติดต่อไม่ได้ ทิ้งร้าง เหมือนที่เขา(สุรชัย)ใช้เหตุผลนี้มาฟ้องตน
เรื่องจดทะเบียน 40 ปี เราไม่รู้เลย แต่เขาเพิ่งหย่าจากเราไป 2 ปี ช่วงนั้นจำได้ว่าตนมีลูก 3 คนแล้ว เขาถึงจะได้เริ่มไปอเมริกา แต่ตนไม่ได้ไปด้วย หากเป็นช่วงปี 2523-2524 อย่าว่าแต่ไปแต่งงานที่อเมริกาเลย เวลาที่เขานอนยังไม่มีเลย เขาแทบจะนอนในรถ ช่วงนั้นเป็นช่วงพีคของเขาเลย ซึ่งเป็นช่วงที่จะโดนยิง โดนลอบวางระเบิด ช่วงนั้นก็น่าจะยังไม่มีวีซ่าอเมริกาด้วยซ้ำ
เรื่องที่เขาส่งหลักฐานมา คุณแม่ก็ยังไม่ถาม?
เจี๊ยบ : ก่อนหน้านี้มันมีหลักฐานอื่นอีกเยอะ
ร็อคกี้ : มันเคยมีเรื่องประมาณนี้อยู่เรื่อยๆ แม่ก็คิดว่ามันผ่านมาเดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ทำไมเราถึงยังไม่หย่า ตั้งแต่ที่เรารู้เรื่อง?
เจี๊ยบ : หลังจากเรารู้ว่าเขาถูกผู้หญิงฟ้องหย่า เราก็บอกเขา แต่เขานิ่งไป แล้วคงไปจัดการเรื่องของเขา แล้วชีวิตก็กลับมาเป็นปกติ
ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์แบบนี้ แม่บอกตัวเองยังไง?
เจี๊ยบ : แม่กลัวลูกโตขึ้นเป็นเด็กมีปัญหา แม่อยากให้เขาเติบโตมาด้วยหัวใจเต็มดวง
เพราะความที่เขาเป็นสุรชัยต้องรักษาภาพครอบครัว?
เจี๊ยบ : นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนหนึ่งเชื่อว่าคนเรามันเปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ ใครเป็นยังไงก็ต้องเป็นแบบนั้น อยู่ที่เราจะปรับตัวเอง หรืออยู่กับสิ่งนั้นให้ได้
เขามองเราเป็นหน้าที่และภาระ แม่และลูกๆ รู้สึกยังไง?
ดิ๊งค์ : รู้สึกเสียใจ เราเห็นข่าว ปีนี้หนูอายุ 32 มันก็เลยมีคำถามว่าแล้วหนูเป็นใคร ก็เสียใจ หนูอยู่กับพ่อทุกๆ อีเวนต์ ออกคอนเสิร์ต ออกทุกรายการที่ผ่านมา เราใช้ชีวิตครอบครัวกันเป็นปกติมาต่อเนื่อง หนูเพิ่งทราบเรื่องทั้งหมดในวัย 32 ปี แล้วเพิ่งรู้ว่าแม่เองก็อดทน ปกป้องหนูและพี่ๆ มากแค่ไหน ถึงได้ดูแลพวกเราเติบโตมาด้วยหัวใจเต็มดวงได้ขนาดนี้
ที่ผ่านมาครอบครัวอบอุ่นมาก พ่อไปรับที่มหา’ลัย ไปดูประกวดนางสาวไทย ไปดูวันรับรางวัล เราไปกินข้าวกันทุกวันเสาร์ ร้านเนื้อร้านประจำของหนูกับพ่อ เราไปดูหนังทุกสัปดาห์ หนูซื้อเสื้อผ้าแทนพ่อได้ทั้งหมด พวกเราไปเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ไปตั้งแต่วันแรกที่ห้างเปิด จนร้านในเซ็นทรัลน่าจะจำได้กันหมด
ถามเรื่องโพสต์ของพ่อ?
ดิ๊งค์ : หนูรักพ่อ ไม่เคยมองเขาไม่ดีเลยสักครั้ง ด้วยความที่แม่ดูแลหนู ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นพ่อจริงๆ เหรอ จนวันนี้มีคลิปอะไรออกมา มันก็ตอบคำถามของหนูได้ว่า นั่นคือพ่อ ที่วันนี้กลายเป็นว่า นอกจากเขาจะไม่ได้รักหนูแล้ว หรือไม่ได้ปกป้องหนู แต่คำพูดทุกคำพูดของเขามันกลับมาทำร้ายจิตใจหนู พี่ๆ หรือคุณแม่ อีกทำไม
หนูใช้ชีวิตของหนู พี่ทำงานมีครอบรัว เราใช้ชีวิตกันเดินหน้าต่อ แม้กระทั่งกลับจากศาล วันที่พ่อผลักหนูที่ศาล จบมา 2 ปีกว่าแล้ว พวกเราก็ใช้ชีวิตกันต่อ แล้วก็คิดแค่ว่า วันนี้พ่ออยากมีความสุข ก็ขอให้พ่อมีความสุข ไม่เป็นไร พวกเราก็อยู่ดูแลกันแบบนี้
32 ปีที่เราไม่เคยรู้เรื่องมา วันแรกที่รู้ว่ามีเบื้องหลังแบบนี้เป็นยังไง?
ดิ๊งค์ : วันที่ไปศาล หนูเข้าไปโผกอดเขา เรายังรู้สึก ยังเชื่อมั่นในความรักของพ่อกับลูกที่มีด้วยกัน วันนี้ไม่ว่าพ่อกับแม่จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ในความเป็นลูกยังมีให้กันเสมอ วันนั้นหนูกอดเขา ความรู้สึกมีทั้งเรื่องที่ตนเพิ่งรับทราบ ทั้งหน้างานที่เขาผลักหนู หนูยังตกใจ วันนั้นก็อยากหาคำตอบว่าเกิดอะไร หนูก็กอดเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาผลักแรงขึ้น พร้อมกับคำพูดว่า “เดี๋ยวไปสู้กันในศาล” จนล้มลง พี่ๆ ตำรวจศาลก็เข้ามาช่วย วันนั้นก็เป็นวันที่ค่อนข้างหนัก หนูอยู่ในศาล ยืนหน้าบัลลังก์ ศาลยังบอกเลยว่า “สุรชัย ไม่สงสารลูกเหรอ ดูลูกสิ” หนูอยู่ในศาลก็ร้องไห้ไปกองกับพื้น ศาลถามว่าอยากกอดพ่อไหม หนูบอกว่าอยาก
หลังจากวันนั้นมีการพยายามที่จะติดต่อกับคุณพ่อไหม?
ร็อคกี้ : สำหรับผมไม่มีอะไรจะคุยกับพ่อ เห็นจากท่าทางของเขาวันนั้น ก็ไม่กล้า เพราะพ่ออาละวาดหนักเหมือนกัน ผมเจอพ่อที่ศาล คนก็คงคิดว่าจะฟัดกันในศาล เพราะวันแรกผมไม่ได้ไป ศาลก็ให้เรียกผมไปด้วยอีกวัน ซึ่งแม่ก็ไม่อยากให้ไปเจอพ่อ พอผมไปถึงก็พูดกับพ่อว่า “นี่พี่กี้ ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาซัดอะไรกับพ่อ พ่อใจเย็นๆ เราไม่จำเป็นต้องมาอยู่ตรงนี้กันเลย ใจเย็นๆ กลับบ้านกัน ทุกอย่างก็จบ” แต่พ่อวิ่งเอาหัวไปโขกที่ขอบบัลลังก์ แล้วตะโกน “ปล่อยกูๆ พวกมึงปล่อยกู” ผมก็ยืนอึ้ง
ทำไมเขาถึงฟ้องหย่า?
เจี๊ยบ : แม่ก็ไม่ทราบ ไม่มีสัญญาณอะไรเลย เขาไม่ได้ถามแม่สักคำ หรือพูดว่าอยากหย่า คนเราถ้ามาแมนๆ ว่าฉันจะไปแล้วนะ เขาก็คงไม่ต้องเสียเวลามานั่งสร้างอะไรแล้วฟ้องหย่า
สาเหตุที่เขาฟ้องหย่า?
เจี๊ยบ : เขาบอกว่าเราทิ้งร้างไป 15 ปีไม่ได้อยู่กับเขา แต่ตลอดเวลาก็ยังอยู่ด้วยกันตลอด ตอนนี้ไม่มีคำว่าโกรธ เพราะหัวใจมันแตกไปหมดแล้ว เขาเลือกทางของเขา ไม่เป็นไร อายุก็มากแล้ว ในเมื่อเขาเลือกทางของเขาก็ไปเถอะ แต่มันต้องทำให้ถูกว่าเหตุผลในการหย่าคืออะไร เพราะเหตุผลในการทิ้งร้างมันไม่ใช่ แล้วเขาก็หย่าไม่ได้
เราบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าอยากหย่า เดี๋ยวเราฟ้องเอง แล้วเขาก็ยอมรับว่าเขาประพฤติแบบนั้นจริงๆ เขาไปกับผู้หญิงจริงๆ แล้วก็หย่ากัน ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่ได้ติดตาม ไม่ได้สนใจอีก เพราะถือว่าเราทำหน้าที่ของเราดีที่สุดแล้ว เขาเลือกทางที่เขามีความสุข แม่และลูก ถ้าได้เห็นว่าเขามีความสุข ทุกคนก็สบายใจ
ยอมรับว่าเขามีผู้หญิงมาตลอด?
เจี๊ยบ : สมัยก่อนเมื่อเป็นศิลปินแล้ว จะต้องเรียกว่าเพื่อนหรือแฟนเพลง ก็จะอยู่กับผู้หญิงหมด แต่การยอมรับว่าเขามีไหม เราไปชี้ไม่ได้ แต่ผู้หญิงเราก็มองแล้วเข้าใจว่าอะไรคืออะไร
ประโยคสุดท้ายที่เจอกัน แล้วพูดต่อหน้าคืออะไร?
เจี๊ยบ : ครั้งสุดท้ายคงที่เจอกันในศาล เขาบอกว่า “ให้ปล่อยเขาไป”
งงไหมว่าพฤติกรรมของเขาที่อยู่ดีๆ มาโวยวาย แล้ววิ่งไปชนขอบบัลลังก์?
เจี๊ยบ : ในหัวแม่มีแต่คำว่า “อิหยังวะ”
ร็อคกี้ : ศาลตกใจทั้งศาล ทุกคนก็ตกใจ ไม่ใช่เบาๆ แล้วทุบขอบบัลลังก์ศาล ผมก็ไม่ทราบว่าทำไมพ่อต้องทำแบบนั้น
เจี๊ยบ : อันที่เขาฟ้องเรา ก็ต้องถอนฟ้องไป เพราะมันไม่ได้ แล้วที่ตนฟ้องเอง เขาก็รับสารภาพว่าเขาทำตามนั้นจริงๆ แล้วเราก็หย่าให้ ในสำนวนเขาก็รับสารภาพว่าเขาไปกับหญิงชู้ แต่เราไม่ได้เรียกร้องอะไรจากเขา
ร็อคกี้ : เรื่องนี้พวกเราไม่ได้อยากออกมา ยังไงก็พ่อ แค่แยกจากกัน พวกเราไม่เคยเรียกร้องอะไรแล้ว ก็ให้มันจบแบบมีแต่ภาพทรงจำดีๆ ผมก็ไม่ใช่ผู้ชายที่ดีอะไรมาก อาจจะมีมุมมองที่ต่างจากแม่และน้อง คิดว่าอะไรที่มีความสุขก็ทำ แต่อย่าให้เดือดร้อนคนข้างหลัง หรือเดือดร้อนคนรอบข้างเรา โตกันแล้ว แต่อยู่ดีๆ เขาก็ฟ้อง
จริงๆ แล้วเขาเป็นคนอารมณ์ร้อน?
ร็อคกี้ : แกก็จะมาๆ หายๆ เวลาพูดคนก็จะตกใจว่าไม่เคยเห็นพ่อในเวอร์ชันนี้
หลังจากหย่าแล้วได้ติดต่อกันไหม?
ร็อคกี้ : ไม่เลย
เจี๊ยบ : สุดท้ายที่แยกจากกันที่ศาล เขาไม่ได้อยากอะไรกับเราแล้ว
ตัดพ่อตัดลูกกันไหม?
ร็อคกี้ : ไม่รู้เขาเหมือนกัน นี่เป็นความคิดของผมคนเดียว รู้สึกว่าเป็นแฟนกัน ผัวเมียกัน พอมันอยู่กันนานๆ มันอาจจะเบื่อกันบ้าง ความเกรงใจมันอาจจะไม่เหลือ มีความเป็นเพื่อน เซ็งกัน เกลียดกัน แต่ที่ผมแปลกใจจริงๆ คือผมมีลูก ผมคิดว่าถ้าผมเลิกกับภรรยา อาจจะเสียใจ แต่ถ้าต้องทิ้งลูก ผมรับไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมไม่เข้าใจที่สุด
ทำไมคุณพ่อถึงออกมาโพสต์ขนาดนี้?
ร็อคกี้ : ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าพ่อคิดอะไร เพราะไม่เหมือนกับพ่อที่เราเคยรู้จัก ผมตอบแทนไม่ได้ พ่อก็ด่าผมยับเหมือนกัน นี่คือเหตุผลที่ผมไม่อยากออกมาตั้งแต่แรก เพราะถ้ารู้ว่าออกมา พ่อก็จะซัดมาที่ผม ส่วนจบยังไง จริงๆ ที่อยู่ตรงนี้ พวกเราก็ไม่อยากออกมา แต่ต้องถามเขาว่าจะแตะมาถึงทางนี้ทำไม
ดิ๊งค์ : หนูยังเป็นลูกของพ่อเสมอ ยังรักพ่อ แต่ถ้าวันนี้พ่อจะไม่ปกป้องหนู จะไม่มีหนูอยู่ในชีวิตแล้ว ขอแค่พ่ออย่าทำร้ายจิตใจหนู พี่ๆ และแม่ อีกเลย สำหรับหนูมันไม่ไหวแล้ว มันเกินจะรับไหวแล้ว
ถ้าวันหนึ่งพ่อคิดได้ หรือจบกับทางนู้นแล้วกลับมาหาครอบครัว พวกเราจะทำยังไง?
ร็อคกี้ : เอาไว้ให้ถึงวันนั้นค่อยกลับมาถามอีกที
ทำไมเราถึงให้อภัยเขามาตลอด?
เจี๊ยบ : ผู้หญิงเราทุกคน ถ้ามีครอบครัวแล้ว มีสามีแล้ว คือสามีเรา ครอบครัวเรา เราก็ต้องดูแล ปกป้อง ช่วยเหลือ ซัพพอร์ตเขาในทุกวิถีทาง อะไรที่เป็นความสบายใจ เขาอยู่กับเรา เขามาถึงบ้าน เขาจะต้องมีความสุขและสบายใจทุกอย่าง เราก็ทำเต็มที่ทุกอย่าง ทุกวันนี้ไม่เคยเสียใจ เพราะทำเต็มที่แล้ว
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่เคยเสียใจที่ใช้ชีวิตตรงนั้น ถึงจะจบยังไงก็ตาม แต่เรามีสิ่งที่น่าภูมิใจอยู่ตรงนี้ มันก็แค่ผ่านไป หลังพายุผ่านไป ก็หันมาเจอลูกที่น่ารัก ไม่มีคำว่าให้อภัย เพราะเราจบแล้ว มีชีวิตที่ดี ไม่ได้อยู่ในความคิดแล้ว
เขาไปมีชีวิตที่ดีก็ดีแล้ว เราก็มีชีวิตที่ดีกับลูกๆ ทุกคน มีหน้าที่การงานที่น่าภูมิใจ แล้วบางคนก็ไม่ได้ใช้นามสกุลเพื่อเป็นสะพานในหน้าที่การงานด้วยซ้ำ แม่ภูมิใจที่ทุกคนเป็นเด็กดี เก่งและยืนหยัดด้วยตัวเอง
อยากฝากบอกอะไรถึงเขาไหม?
เจี๊ยบ : ที่ออกมาวันนี้ 47 ปีไม่เคยออกมาพูด แต่เพราะเห็นลูกเป็นแบบนี้ เราถึงออกมา แล้วก็เล่าให้ทุกคนได้ยินว่าอะไรมันเกิดขึ้นในระยะ 47 ปีที่ผ่านมา เราไม่ชอบที่จะมาออกสื่อ ถ้าถามว่ามีอะไรที่จะบอกไหม ไม่มี มันจบไปหมดแล้ว นานแล้ว 2 ปี ลืมไปแล้ว เรามีความสุขทุกวันนี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แม่เจี๊ยบ พร้อมลูกๆ เปิดปมชีวิตคู่ 47 ปี หลัง ‘สุรชัย สมบัติเจริญ’ เปิดตัวภรรยา เล่าถึงวันโดนฟ้องหย่า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th