โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ttb กำไร Q1/69 ที่ 5.17 พันล้านบาท คุมหนี้เสียอยู่หมัด 6 ไตรมาสติด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ttb รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 จำนวน 5,170 ล้านบาท โชว์ความแข็งแกร่งด้วยหนี้เสียที่ทรงตัวต่อเนื่อง 6 ไตรมาส พร้อมยกระดับการป้องกันความเสี่ยง เพิ่มอัตราสำรองฯ สูงถึง 154%

20 เมษายน 2569 - ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี และบริษัทย่อย รายงานกำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2569 ใกล้เคียงกับกำไรในไตรมาสที่แล้วและช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงควบคุมได้ดี แนวโน้มหนี้เสียทรงตัวต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาส อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง หนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 154% ยังคงอยู่ในระดับสูง

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า “สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 ถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งในแง่ของการรักษาระดับผลกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ และในแง่ของการยกระดับใน 3 เรื่องสำคัญ ซึ่งได้แก่ การป้องกันความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงถัดไป การบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น และการดูแลสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่ม

ในด้านผลการดำเนินงาน ธนาคารสามารถรักษาระดับกำไรสุทธิได้ที่ 5,170 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2569 ใกล้เคียงกับ 5,240 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 5,096 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2568 สะท้อนผลจากการปรับใช้กลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสมเพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านรายได้จากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยและภาวะดอกเบี้ยขาลง

ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การเติบโตสินเชื่อกลุ่มรายย่อยที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อกระตุ้นรายได้ค่าธรรมเนียม รวมถึงการนำศักยภาพด้านดิจิทัลมายกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อการบริหารจัดการด้านต้นทุน

ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ยังคงมีเสถียรภาพ โดยธนาคารสามารถควบคุมหนี้เสียให้อยู่ที่ระดับประมาณ 39,000 ล้านบาทได้อย่างต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่ในไตรมาสนี้สินเชื่อด้อยคุณภาพลดลงราว 1% จากไตรมาสก่อน และอัตราส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 2.9% ซึ่งยังคงอยู่ภายในกรอบเป้าหมายของทั้งปีที่ไม่เกิน 3.2%

อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 1 ได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสร้างแรงกดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์ของภาคธนาคารในช่วงถัดไป

ดังนั้น เพื่อความรอบคอบ ธนาคารจึงยกระดับการป้องกันความเสี่ยง โดยได้ตั้งสำรองฯ Management Overlay เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ รวมเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน หนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 154% สะท้อนความสามารถในการรองรับความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานและมูลค่าของผู้ถือหุ้นที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

อีกหนึ่งการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นเช่นกัน ได้แก่ การยกระดับการบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นผ่านการ ขยายโครงการซื้อหุ้นคืน โดยธนาคารได้เตรียมขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในที่ประชุม AGM เพื่อเพิ่มเพดานวงเงินซื้อหุ้นคืนขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท และขยายระยะเวลาเป็น 4 ปี (ปี 2568-2571) เทียบกับวงเงินเดิม 21,000 ล้านบาท กรอบเวลา 3 ปี

โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าของผู้ถือหุ้นในระยะยาว ซึ่งสะท้อนผ่านอัตราส่วนทางการเงิน เช่น EPS และ ROE อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อราคาหุ้นจากความผันผวนในตลาดหุ้นทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง

และท้ายสุด ได้แก่ การยกระดับการสนับสนุนลูกค้า ผ่านการเปิดตัวโครงการ “ผ่อนดี ได้ดี” ซึ่งทีทีบีถือเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่นำกลไก Risk-based Pricing มาใช้ในการคิดดอกเบี้ยให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมมากขึ้น

ขณะเดียวกันก็ยังคงสานต่อโครงการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น โครงการ “ผ่อนดี มีรางวัล” ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 11,000 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อรวมประมาณ 4,400 ล้านบาท ด้านโครงการ “รวบหนี้” มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 73,600 ราย และสามารถช่วยลูกค้าลดภาระดอกเบี้ยไปได้กว่า 2,990 ล้านบาท และโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มีลูกค้าที่อยู่ภายใต้โครงการราว 77,500 ราย หรือคิดเป็นยอดสินเชื่อราว 39,000 ล้านบาท

การดำเนินโครงการเหล่านี้ตอกย้ำความร่วมมือของทีทีบีกับภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สำหรับไตรมาสที่เหลือของปี ธนาคารจะยังคงเน้นย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบต่อไป พร้อมเดินหน้ายกระดับการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพผ่าน 6 Ecosystem และมุ่งสร้างการเติบโตจากธุรกิจใหม่ในกลุ่มลูกค้า Wealth ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ และกลุ่มมนุษย์เงินเดือน จากการให้บริการสินเชื่อมอเตอร์ไซต์ ผ่านบริษัท ทีทีบี ลีสซิ่ง ซึ่งมีแผนเปิดตัวกลางปีนี้ รวมไปถึงการสนับสนุนให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านการให้สินเชื่อเพื่อคู่ค้าภาครัฐและผนึกกำลังกับพันธมิตร

นอกจากนี้ ทีทีบียังพร้อมสนับสนุนแนวทางของธปท. ในการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน รวมไปถึงการดูแลพนักงานของเราด้วยเช่นกัน”

รายละเอียดผลการดำเนินงานรายการหลักๆ ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีดังนี้

สินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,178 พันล้านบาท ลดลง 2.2% จากไตรมาส 4 ปี 2568 (QoQ) การลดลงดังกล่าวเป็นไปตามการชำระคืนหนี้ตามกำหนดของลูกค้า ซึ่งยังคงมากกว่าการเติบโตสินเชื่อใหม่ที่ได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี สินเชื่อที่เป็นกลุ่มเป้าหมายยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง นำโดยสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน และสินเชื่อส่วนบุคคล หนุนโดยกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพภายใต้ Ecosystem ของธนาคาร

ด้าน เงินฝาก อยู่ที่ 1,256 พันล้านบาท ลดลง 1.1% QoQ เป็นผลจากการลดลงของเงินฝากประจำระยะยาวที่ครบกำหนด ขณะที่เงินฝากเชิงกลยุทธ์สำหรับลูกค้ารายย่อย เช่น เงินฝากไม่ประจำ ttb no fixed และ เงินฝาก ttb all fee ยังคงขยายตัวได้ดี ด้านเงินฝากกระแสรายวันเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวด้านเงินฝากเป็นไปตามแผนบริหารสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงิน โดยธนาคารยังคงเน้นย้ำการดำรงสภาพคล่องในระดับสูง สะท้อนได้จากอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากที่อยู่ที่ 94%

กลยุทธ์ด้านสินเชื่อและเงินฝากที่มีประสิทธิภาพได้ช่วยลดผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 1 ค่อนข้างทรงตัวหรือลดลงเพียง 1.0% QoQ ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 10.2% QoQ จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน รายได้ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 16,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% QoQ

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 7,642 ล้านบาท ลดลง 1.5% QoQ จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ทั้งนี้ ธนาคารยังคงเน้นย้ำการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัยและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 45% เป็นไปตามเป้าหมาย

ในไตรมาสนี้ ธนาคารดำเนินการตั้งสำรองฯ Management Overlay เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลต่อทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชน ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ จึงเพิ่มขึ้น 10.0% QoQ มาอยู่ที่ 3,994 ล้านบาท

หลังจากหักสำรองฯ และรวมผลทางภาษี ธนาคารมีกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 5,170 ล้านบาท ลดลง 1.3% QoQ และเพิ่มขึ้น 1.4% YoY ถือว่าสามารถรักษาระดับผลกำไรได้ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่าน ๆ มา

ท้ายสุด ฐานะเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.7% และ 17.7% ตามลำดับ ยังคงสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ธปท.กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...