ไทย รุกเจาะฐานเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ ดันชิป “ต้นน้ำ” เสริมความมั่นคงเทคโนโลยี
บีโอไอผนึกคลังโรดโชว์วอชิงตัน ดี.ซี. เจรจา 3 ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปและเครื่องจักรทดสอบระดับโลก ชูยุทธศาสตร์ดึงฐานผลิต Wafer Fab และวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำ ปักหมุด "ไทย" ศูนย์กลางภูมิภาค คาดมูลค่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สิ้นปี 69 รับดีมานด์ AI พุ่งสูงขึ้น
20 เมษายน 2569 - รัฐบาลไทยเดินหน้าเชิงรุกในการดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยในการเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างวันที่ 13 – 17 เมษายน 2569 คณะผู้แทนนำโดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เข้าหารือกับบริษัทเป้าหมายในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และองค์กรเศรษฐกิจชั้นนำ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นฐานผลิตชิปต้นน้ำและวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร
เจรจา 3 ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี : จาก Cooling Chip ถึง Wafer Fab
บีโอไอได้รุกหารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำ 3 ราย ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ประกอบด้วย:
- Phononic : ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) สำหรับระบบประมวลผล AI ของ NVIDIA ปัจจุบันลงทุนในไทยแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท และเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุต้นน้ำจากสหรัฐฯ มายังไทยภายในปี 2570 ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นฐานผลิตครบวงจรแห่งแรกของบริษัท
- GlobalFoundries : ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลก รัฐบาลได้เชิญชวนให้พิจารณาลงทุนโรงงานผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งใหม่ในไทย เพื่อรองรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Data Center โดยบริษัทมองว่าไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและซัพพลายเชน
- Teradyne : ผู้นำด้านเครื่องจักรทดสอบชิปอัตโนมัติ (ATE) อันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีแผนขยายการว่าจ้างผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการทดสอบชิปประมวลผลขั้นสูง
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ว่า “อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเป็นตัวกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อดึงการลงทุน การดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ประเทศไทย จะเป็นการสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างงานคุณภาพสูงที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม”
ผนึกเครือข่าย SEMI และหอการค้าสหรัฐฯ ย้ำจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์
นอกจากการพบปะรายบริษัท คณะยังได้หารือกับ สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก (SEMI) เพื่อใช้เครือข่ายสมาชิกกว่า 4,000 บริษัทในการเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลก และเตรียมแผนจัดงาน SEMICON ในประเทศไทยเพื่อดึงดูดการลงทุนในอนาคต
ขณะเดียวกัน ผลการหารือกับ หอการค้าสหรัฐฯ (USCC) พบว่าบริษัทชั้นนำอย่าง Dow Chemical, Chevron และ IBM ยังคงมองไทยเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค (Regional Hub) ไม่ใช่เพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออก โดยรัฐบาลได้ยืนยันความพร้อมในการปฏิรูปกฎระเบียบศุลกากรดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนเพื่อรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง
สถิติการลงทุนสหรัฐฯ ในไทย : เติบโตต่อเนื่องในกลุ่ม Deep Tech
สถิติการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564–2568) มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 232 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 220,300 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักคืออิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัล ซึ่งเฉพาะปี 2568 มีมูลค่าการลงทุนรวม 32,774 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนอเมริกันต่อเสถียรภาพและศักยภาพของไทย
เลขาธิการบีโอไอ กล่าวทิ้งท้ายถึงผลประโยชน์ระยะยาวต่อผู้ประกอบการไทยว่า“อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทั้งในกิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ และบริการด้านวิศวกรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว”
การขยายตัวของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่คาดว่าจะมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2569 นี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะเร่งชิงส่วนแบ่งการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อย่างเต็มตัว