สุภาพสตรีหมายเลข 1 สำคัญยังไงกับสหรัฐ? เมลาเนียวีนพิธีกรดังที่ล้อเลียน
เมื่อประธานาธิบดี คือตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในประเทศสหรัฐฯ และเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดตลอดช่วงระยะเวลา 4 ปีใน “ทำเนียบขาว”
แต่หลังประตูทำเนียบขาว ยังมีอีกหนึ่งตำแหน่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “สุภาพสตรีหมายเลข 1” หรือภริยาของประธานาธิบดี
สุภาพสตรีหมายเลข 1 มักถูกพูดถึงด้วยประเด็นที่พวกเธอให้การสนับสนุนหรือการทำหน้าที่ของพวกเธอ แต่ประเด็นนอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หรือทรงผม ก็อาจจะเป็นข่าวขึ้นมาได้ การวางตัวของสุภาพสตรีหมายเลข 1 จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนั่นหมายถึงความนิยมของผู้เป็นสามี และข่าวลือบางเรื่อง อาจจะส่งผลกระทบต่อคะแนนความนิยมหรือเกิดเป็นกระแสทางการเมืองได้เลย
เราทราบกันดีว่า เมลาเนีย ทรัมป์คือสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนปัจจุบัน เธอทำงานที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับประเด็นเด็ก และเยาวชน แต่นอกจากการทำงาน ยังมีประเด็นหรือข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเธอ ที่ส่งผลกระทบไปจนถึงตัวประธานาธิบดีอย่างโดนัลด์ ทรัมป์
กรณีล่าสุดที่สร้างความไม่พอใจให้แก่เมลาเนียอย่างมาก คือการที่จิมมี คิมเมล พิธีกรชื่อดังออกมาล้อเลียนเธอ เพราะเหตุใด เธอจึงโกรธจัดขนาดนั้น
Spotlight จะพาไปดูว่า สุภาพสตรีหมายเลข 1 สำคัญอย่างไรกับสหรัฐฯ? แล้วพิธีกรชื่อดังจิมมี คิมเมล ล้อเลียนว่าอะไร ทำไมสุภาพสตรีหมายเลข 1 ถึงโมโหขนาดนี้? และสังคมคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง?
เปิดประวัติ และทรัพย์สินของเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ
เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ วัย 56 ปี เกิดที่ประเทศสโลวีเนีย (อดีตยูโกสลาเวีย) เธอเริ่มต้นเส้นทางสายงานแฟชั่นตั้งแต่อายุน้อย โดยศึกษาด้านการออกแบบ ก่อนจะหยุดเรียนเพื่อเดินหน้าสู่การเป็นนางแบบมืออาชีพต่างประเทศ
เมลาเนียประสบความสำเร็จในวงการแฟชั่นระดับนานาชาติ ทั้งงานโฆษณาทางโทรทัศน์ นิตยสารแฟชั่น และบิลบอร์ด ก่อนย้ายเข้าสหรัฐฯ ในช่วงปี 1990 เพื่อทำงานในสายอาชีพนางแบบต่อ
จนกระทั่งเธอได้พบกับโดนัลด์ ทรัมป์ พวกเขาแต่งงานกันในปี 2005 และมีบุตรชาย 1 คนคือ บาร์รอน ทรัมป์ ในปีถัดมา
หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016 เมลาเนียก็ก้าวขึ้นเป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เธอเป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 คนที่ 2 ที่เกิดนอกสหรัฐฯ และเป็นคนเดียวที่ได้รับสัญชาติอเมริกันผ่านการแปลงสัญชาติ
สุภาพสตรีหมายเลข 1 สำคัญยังไงกับประเทศชาติ?
เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี เมลาเนียก็เผยว่า เธอจะไม่ย้ายเข้าไปอยู่ในทำเนียบขาว ทำให้เกิดข้อพิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ จนนักข่าวการเมืองและนักวิเคราะห์หลายคนเสนอให้ยกเลิกตำแหน่งนี้ทันที
แต่สเตซี คอร์เดอรี ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวผู้นำประเทศและศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยรัฐไอโอวา กล่าวแย้งว่า การไม่มีสุภาพสตรีหมายเลข 1 คอยดูแลด้านสังคมของตำแหน่งนี้จะเป็นปัญหาอย่างมาก สุภาพสตรีหมายเลข 1 ทำงานอยู่เบื้องหลังเพื่อช่วยเหลือวาระของสามี โดยดูแลการวางแผนงานเลี้ยงอาหารค่ำ และกิจกรรมทางสังคมอื่น ๆ พวกเธอสามารถมีอิทธิพลต่อรายชื่อแขก และการจัดที่นั่ง เพื่อประโยชน์ของประธานาธิบดีได้
เธอยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แม้มีชาวอเมริกันจำนวนมากที่ไม่พอใจที่เรามีสุภาพสตรีหมายเลข 1 ที่ไม่ได้เกิดในสหรัฐอเมริกา แต่แรงกดดันจากสาธารณชนจะบังคับให้เธอทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงความเข้าใจ และการตระหนักรู้ของเธอเองเกี่ยวกับบทบาทที่เธอสามารถมีส่วนร่วมได้
หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวลือออกมาว่า ความสัมพันธ์ของพวกเขาสั่นคลอน จนเมลาเนียฟ้องหย่าโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของประธานาธิบดี และประเทศชาติเสียทันที แต่แล้วข่าวลือนั้นก็หายออกไป เมื่อทั้ง 2 คนออกมายืนยันว่า ข่าวนี้เป็นข่าวปลอม และพวกเขารักกันดี
เมื่อสุภาพสตรีหมายเลข 1 มีความสำคัญกับประธานาธิบดี และประเทศชาติเป็นอย่างมาก ทำให้การที่พิธีกรชื่อดัง ‘จิมมี คิมเมล’ ล้อเลียนเธอในรายการ เป็นการกระทำที่ทำให้เธอ และประธานาธิบดีเสียภาพลักษณ์เป็นอย่างมาก และเธอเองก็ขอไม่ทนกับเหตุกาณ์นี้!
ย้อนรอยเหตุการณ์ พิธีกรชื่อดังทำเมลาเนียฉุนถึงขั้นสั่งให้ไล่ออก!
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 พิธีกรชื่อดัง ‘จิมมี คิมเมล’ จัดรายการทอล์คโชว์ช่วงดึกของเขา Jimmy Kimmel Live! โดยจิมมี ได้เล่าเหตุการณ์สมมติหากเขาได้รับเลือกให้เป็นพิธีกรงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวกับประธานาธิบดีทรัมป์ในกรุงวอชิงตัน โดยเขาได้เล่นมุกล้อเลียนทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ
จิมมีกล่าวในรายการว่า “สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของเราได้อยู่ที่นี่แล้ว เธอช่างสวยเหลือเกิน มีออร่าเปล่งออกมาอย่างกับคนที่กำลังจะเป็นแม่ม่าย” และยังกล่าวอีกว่า “ผมขอแสดงความยินดีกับท่านสุภาพสตรีหมายเลข 1 ด้วยสำหรับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของท่าน นั่นคือ ภาพนิ่งภาพแรกของโลก ” โดยเป็นการล้อเลียนสารคดีของเมลาเนีย ที่ล้มเหลว และไม่ได้รับการตอบรับที่ดี ซึ่งทำให้เมลาเนียรับไม่ได้ และมองว่าเป็นการเล่นที่ล้ำเส้นเกินไป
หลังเกิดเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ผู้สนับสนุนของทรัมป์ได้นำภาพรายการของจิมมี คิมเมลมาเชื่อมโยงราวกับว่าเป็นคำสาปแช่งแต่ต้น ทำให้เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ออกมาโพสต์ทาง X ว่า “คนอย่างจิมมี คิมเมลไม่ควรมีโอกาสอยู่ในบ้านของเราทุกเย็นเพื่อเผยแพร่ความเกลียดชัง จิมมีเป็นคนขี้ขลาด เขาน่ะชอบหลบอยู่หลังช่อง ABC เพราะเขารู้ว่าช่องนี้จะคอยปกป้องเขาตลอดไป”
เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “มันควรจบได้แล้ว สถานีโทรทัศน์ ABC ควรออกมารับผิดชอบเรื่องนี้สักที เมื่อไหร่ผู้บริหารช่องจะหยุดให้ท้าย และปล่อยให้จิมมีทำพฤติกรรมที่น่าเกลียดแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่นึกถึงผลเสียต่อประเทศของเราสักที”
ทางด้านของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ก็ไม่นิ่งเฉย เขาได้โพสต์ทาง X เช่นกันว่า “จิมมี คิมเมลควรถูกไล่ออกจากช่องดีสนีย์ และ ABC ทันที”
ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมว่า ประธานาธิบดีมีสิทธิ์แทรกแซง และคุกคามสื่อมวลชนเหรอ?
ประธานาธิบดีสามารถไล่จิมมี คิมเมลออกจากบริษัทได้จริงๆ เหรอ?
ในความเป็นจริงแล้ว ประธานาธิบดี และสุภาพสตรีหมายเลข 1 ไม่มีสิทธิ์ในการแทรกแซงสื่อ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ของสหรัฐฯอเมริกาที่ว่าด้วย “ห้ามรัฐบาลเซ็นเซอร์เสรีภาพในการแสดงออก”
นี่ไม่ใช่เพียงครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เพราะเมื่อปี 2025 จิมมี คิมเมลได้พูดในรายการของตนเองว่า “ฆาตรกรที่สังหารชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายขวา อาจเป็นสมาชิกรีพับลิกัน” ทำให้ทรัมป์ขู่ว่าจะดำเนินการกับช่องสถานีโทรทัศน์ หากไม่ดำเนินการอะไรสักอย่างกับพฤติกรรมของจิมมี่
ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ทางเบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสื่อสารแห่งสหรัฐอเมริกา (FCC) ได้ออกมาเผยว่า เราสามารถทำเรื่องนี้ได้ทั้งแบบง่ายและแบบยาก ถ้าบริษัทเหล่านี้ไม่สามารถหาวิธีเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจิมมีได้ FCC ก็จะต้องเข้าไปดำเนินการเพิ่มเติมต่อไป
ความขัดแย้งระหว่างสื่อมวลชน และวาทกรรมทางการเมือง
สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนกล่าวว่า เหตุการณ์ยิงกันในงานเลี้ยงอาหารค่ำเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นผลมาจากคำพูดของพรรคเดโมแครต โดยคาโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ใครกันที่คิดว่าภรรยาจะมีความสุขกับการที่สามีที่รักของตนถูกลอบสังหาร หรือฆาตกรรม?” เธอยังกล่าวเพิ่มเติมว่า คำโกหก และการใส่ร้ายป้ายสีประธานาธิบดีอย่างบ้าคลั่งของจิมมี เป็นสาเหตุของความรุนแรงทางการเมืองที่ชี้เป้าไปที่ทรัมป์
แต่ในขณะเดียวกัน ผู้นำพรรคเดโมแครต รวมถึงวุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ ได้ปฏิเสธความพยายามที่จะกล่าวโทษใคร และแสดงความขอบคุณต่อเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และหน่วยรักษาความปลอดภัยลับที่เข้าช่วยเหลือเหตุการณ์ดังกล่าว
แต่กระแสต่อต้านในวงกว้างไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว คำร้องจากกลุ่ม MoveOn Civic Action ที่สนับสนุนจิมมี คิมเมลได้รับลายเซ็นมากกว่า 230,000 รายชื่อ โดยผู้สนับสนุนโต้แย้งว่า การเรียกร้องให้ลงโทษนักแสดงตลกผู้นี้ ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกในวงกว้าง กลุ่มดังกล่าวยังเรียกร้องให้สถานีโทรทัศน์ช่อง ABC และบริษัท The Walt Disney Company ยืนหยัดอย่างมั่นคงต่อไป
ตอนนี้จึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมอย่างหนัก เพราะบางกลุ่มมองว่า นี่คือสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่บางกลุ่มก็มองว่า นี่เป็นสิ่งที่ปล่อยไว้ไม่ได้ และเป็นภัยต่อประเทศชาติ… แล้วคุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?