เดือดร้อนทั้งประเทศ ฝ่ายค้านลากวิกฤติน้ำมัน อภิปรายด่วนในสภา
สถานการณ์วิกฤติพลังงานของไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะเดียวกัน ปัญหาภายในประเทศทั้งด้านการบริหารจัดการ การสื่อสารข้อมูล และข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส กำลังกลายเป็นชนวนซ้ำเติมวิกฤติให้ลุกลาม
ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนภาพ “แรงกดดันสองด้าน” อย่างชัดเจน ทั้งจากพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภา และเครือข่ายภาคประชาชนบนท้องถนน ที่ต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ฝ่ายค้านชงญัตติด่วนเข้าสภา
การประชุมร่วมของ 5 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยภักดี และพรรคเสรีรวมไทย มีมติร่วมกันในการยื่น “ญัตติด่วนด้วยวาจา” ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 เพื่อเปิดอภิปรายวิกฤติพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น
แกนนำฝ่ายค้านมองตรงกันว่า วิกฤติครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาราคาน้ำมัน แต่เป็น “วิกฤติการบริหารจัดการ” ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย ไปจนถึงภาคขนส่ง และ แรงงานอิสระ
ประเด็นหลักที่เตรียมนำเสนอในสภา ได้แก่ สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อไทย, ปัญหาการกระจายน้ำมันในประเทศ ,มาตรการตรึงราคาและเพดานราคาน้ำมัน และ ความจำเป็นของนโยบายพลังงานที่ชัดเจนและโปร่งใส
ฝ่ายค้านยังตั้งคำถามสำคัญต่อรัฐบาลในเรื่อง “ความจริง” ของข้อมูล โดยเฉพาะกรณีคำชี้แจงเกี่ยวกับสาเหตุการ “ขาดแคลนน้ำมัน” ซึ่งถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เช่น การลดการส่งน้ำมันให้สถานีบริการ และข้อกล่าวหาเรื่องการกักตุน
เปิดปม“ไอ้โม่ง”กักตุนน้ำมัน
อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ฝ่ายค้านเตรียมหยิบยกขึ้นอภิปราย คือข้อกล่าวหาเรื่อง“ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยซ้ำเติมวิกฤติ
มีการเตรียมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กว่า 30 คน เพื่อร่วมอภิปราย โดยเน้นสะท้อนปัญหาจากผู้ได้รับผลกระทบจริงในหลายภาคส่วน เช่น ชาวนาและเกษตรกรที่ต้นทุนพุ่งสูง, ชาวประมงที่ขาดแคลนน้ำมันในการออกเรือ, กลุ่มไรเดอร์และแรงงานแพลตฟอร์มที่ต้องพึ่งพาน้ำมันรายวัน
ข้อเสนอสำคัญจากฝ่ายค้านคือ การเปลี่ยนแนวทางช่วยเหลือจาก “แบบครอบคลุมทั้งระบบ” ไปสู่ “การช่วยเหลือเฉพาะจุด” เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเปิดเผยข้อมูลเชิงพื้นที่ เช่น สถานีบริการที่มีน้ำมันจำหน่าย เพื่อช่วยลดความตื่นตระหนกของประชาชน และเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบ
น้ำมันมีแต่เข้าถึงไม่ได้
แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้กว่า 100 วัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติกลับสะท้อนว่า “การกระจาย” เป็นคอขวดสำคัญ
ประชาชนจำนวนมากยังเผชิญปัญหา ไม่สามารถหาซื้อน้ำมันได้ในบางพื้นที่ ต้องรอคิวนาน หรือซื้อได้ในราคาที่สูงผิดปกติ
สถานการณ์เช่นนี้กำลังสร้างคำถามต่อประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการพลังงาน และความสามารถของรัฐในการควบคุมกลไกตลาดในภาวะวิกฤติ
14องค์กรประชาชนจี้แก้วิกฤติ
แรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสภาเท่านั้น เมื่อเครือข่ายภาคประชาชน 14 องค์กร ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือต่อรัฐบาล เรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาพลังงานอย่างเร่งด่วน
ข้อวิพากษ์สำคัญของภาคประชาชน ได้แก่ การสื่อสารข้อมูลสต๊อกน้ำมันที่ไม่ชัดเจน, ความไม่โปร่งใสในกระบวนการผลิตและขนส่ง ,ความเป็นไปได้ของการกักตุนและปั่นราคา
พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงผลกำไรของโรงกลั่นน้ำมัน ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงวิกฤติ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความรู้สึก “ไม่เป็นธรรม” ในสังคม
3 ข้อเสนอเร่งด่วน
เครือข่ายภาคประชาชนได้เสนอ 3 มาตรการหลักต่อรัฐบาล ได้แก่
1. ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน: ด้วยการยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน, ลดค่าการกลั่น , ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) สำหรับครัวเรือนโดยประเมินว่า หากดำเนินการครบถ้วน จะช่วยลดราคาน้ำมันได้ถึงลิตรละประมาณ 11 บาท
2. ลดค่าไฟฟ้า: เสนอให้ปรับลดค่าไฟจาก 4.18 บาทต่อหน่วย เหลือ 3 บาท ตามคำมั่นสัญญาที่พรรคร่วมารัฐบาลเคยหาเสียงไว้
3. ควบคุมราคาสินค้า: ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา, จัดสินค้าราคาประหยัดในชุมชน, สนับสนุนคูปองน้ำมันสำหรับกลุ่มอาชีพขนส่ง
วิกฤติซ้อนวิกฤติ
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่คือ “ผลกระทบลูกโซ่” ที่กำลังลุกลามไปทั้งระบบเศรษฐกิจ เหตุเพราะต้นทุนการผลิตภาคเกษตรเพิ่มขึ้น, ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูง , ภาระค่าครองชีพกดดันครัวเรือน, ความเชื่อมั่นต่อการบริหารของรัฐลดลง
เมื่อผนวกกับสถานการณ์โลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้วิกฤติครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียง “ปัญหาระยะสั้น” แต่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อและซับซ้อนมากขึ้น
ทางออกอยู่ที่ “ความจริง” และ “โครงสร้าง” ทั้งฝ่ายค้านและภาคประชาชนต่างสะท้อนตรงกันใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ ความโปร่งใสของข้อมูล และ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ในระยะสั้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา การบริหารจัดการการกระจายน้ำมัน และการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง คือสิ่งจำเป็นเร่งด่วน
แต่ในระยะยาว ประเทศไทยอาจต้องทบทวนทั้งระบบพลังงาน ตั้งแต่โครงสร้างราคา ภาษี ไปจนถึงบทบาทของรัฐและกลไกตลาด
วิกฤติที่วัดศักยภาพรัฐ
วิกฤติพลังงานครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงบททดสอบด้านเศรษฐกิจ หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญของ “ศักยภาพรัฐ” ในการบริหารจัดการความไม่แน่นอน
คำถามสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่า “น้ำมันจะพอหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มากแค่ไหน
เพราะในภาวะวิกฤติสิ่งที่ขาดไม่ได้พอๆ กับพลังงาน อาจไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่คือ “ความไว้วางใจ” จากประชาชนทั้งประเทศ
รายงานพิเศษ โดย…ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4786