โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘ข้าว-น้ำมัน’ คือ ‘น้ำใจ’

ไทยโพสต์

อัพเดต 25 มีนาคม 2569 เวลา 7.08 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โลก….

นับวันแต่ยุ่งขิงเป็นลิงตีกัน สถานการณ์นี้ ไม่ใช่สถานการณ์ที่พวกเราคนไทยทั้ง “ในและนอกสภา”

จะมาหาเหตุ “ชิงดี-ชิงเด่น” สู้รบตบตีกันเอง!

ต้องช่วยกันเอาบ้านเมืองและประชาชนให้รอดก่อน อย่างอื่นค่อยมาเช็กบิลกันทีหลัง ก็ยังไม่สาย

วันนี้ ก็มีหลายเรื่องหลายรสที่เราจะคุยกันแก้ร้อน ทางที่ดี นุ่งผ้าขะม้าผืนเดียว นอนเตียงผ้าใบ เอาทรายและน้ำใส่กะละมังแล้วเอาเท้าลงไปแช่

นอนอ่านไทยโพสต์หรือนอนฟัง รับรอง…สดชื่นนนน เหมือนนอนอยู่ริมหาดสมิหลา!

สังคมโลกมันยุ่ง เราติดตามเพื่อรู้ ไม่เอาใจเข้าไปยุ่งด้วย เราก็ไม่ยุ่ง ท่านว่าจริงมั้ย?

เออ…ถามคำ มีใครเคยเห็น “ตราแผ่นดิน” ของประเทศไทยเราบ้าง?

ก็คงเคยเห็นกัน สำหรับผมไม่ได้สังเกต กระทั่งอ่านข่าวเมื่อวาน (๒๔ มี.ค.๖๙) จึงรู้ถึง “ความสำคัญ” และที่มา-ที่ไป

อ่านนี่กันก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยคุยกัน

NBT Connext

“ตราแผ่นดิน” ที่ สน.พระราชวัง สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งแผ่นดินไทย สร้างสมัย ร.5เสริมบารมี เสริมอำนาจ

คนในเครื่องแบบนิยมมาไหว้ไม่ขาด แม้แต่นายกฯ ยังต้องแวะ

ใครๆ ก็รู้กันดีว่า ท่านนายกรัฐมนตรีและ มท.1 “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั้น เป็น “สายมู” ตัวพ่อ แห่งวงการการเมืองไทย

เคยเล่าไปแล้วครั้งหนึ่งว่า ท่านหลงใหลในพระเครื่องอย่างลึกซึ้ง จัดอยู่ในแถวหน้าของนักสะสมระดับประเทศ

ว่ากันว่า ท่านครอบครอง “พระรอดมหาวัน” หนึ่งในเบญจภาคีพระเครื่องเมืองไทย “องค์แชมป์โลก” เอาไว้ในมือ ในระดับที่คนอื่นได้แต่มองตาปริบๆ

และยามว่างจากภารกิจ สิ่งที่ท่านทำเป็นประจำคือ การเข้าวัด ไหว้พระ เวียนศาลเจ้าอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ “คนคลองกระแชง” สังเกตเห็นเป็นพิเศษในครั้งนี้ก็คือ “ตราแผ่นดิน สน.พระราชวัง”

เพราะเมื่อเช้าวันที่ 24มีนาคม 2569ท่านนายกฯ เดินทางไปสักการะสถานที่แห่งนี้เป็นครั้งที่ 2แล้ว

“ตราแผ่นดิน” คือสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยตราแผ่นดินที่ประดิษฐานอยู่ที่ “สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง” นั้น เชื่อกันว่า “มีความศักดิ์สิทธิ์” เป็นพิเศษยิ่งนัก

ตราแผ่นดินนี้ ประกอบด้วยสัญลักษณ์มงคลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น “พระมหาพิชัยมงกุฎ” พร้อมดวงรัศมี ฉัตรเจ็ดชั้น หรือสัปตปฎลเศวตฉัตร

ช้างไอยราพตสามเศียร ช้างเผือก กริชคดและกริชตรง คชสีห์และราชสีห์ประคองฉัตร ตลอดจนพระมหาสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์

ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5โดยมี “เสวกเอก หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย” เป็นผู้ออกแบบ กระทั่งในรัชกาลที่ 6จึงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนมาใช้เครื่องหมาย “พระครุฑพ่าห์” แทน

ความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนานระบุว่า….

การมาสักการะสถานที่เกี่ยวข้องกับตราแผ่นดินนั้น ช่วยเสริมพลัง เสริมบารมี ขอพรความสำเร็จในหน้าที่การงาน และปกป้องคุ้มครองจากภัยอันตราย

จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ และคนในเครื่องแบบทั่วไป

นอกจากนี้ บริเวณดังกล่าวยังมีจุดน่าสนใจเพิ่มเติมคือ “ศาลปู่ดำ” ที่ตั้งประกบอยู่ข้างๆ “ศาลพระภูมิ” ของ สน.พระราชวัง อีกด้วย

“สน.พระราชวัง” ตั้งอยู่ที่ 79ถนนมหาราช

แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เปิดให้เข้าสักการะ ทุกวัน ตลอด 24ชั่วโมง

การเดินทางโดยรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ลงที่ “สถานีสนามไชย” ทางออกที่ 3เมื่อออกจากสถานีจะพบ “สน.พระราชวัง” อยู่ทางด้านซ้ายมือทันที

…………………………………

อ่านจบ ผมต้องเขกหัวตัวเองหนึ่งที เพราะเป็นนักข่าวโรงพักตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ ขึ้น-ลง สน.พระราชวังทุกวัน แต่ไม่เคยสังเกตเห็นสิ่งอันเป็นมงคลสูงสุดของแผ่นดินนี้เลย

คิดอีกที ก็ไม่แปลกใจ เพราะคนยังเยาว์วัยต่อโลกตอนนั้น จะประสีประสาอะไร ขึ้นโรงพัก ก็ดูแต่ว่า วันนี้ มีคดีอะไร ใครมาติดตะรางมั่งเท่านั้น

มาเพ่งพิจารณา “ตราแผ่นดิน” ชัดๆ จากที่เขาถ่ายมาลงเฟซฯ ประกอบข่าวนี้แหละ ยิ่งพิศ ยิ่งขนลุก ทุกอย่างลงตัว ขลัง งาม มีความหมายลึกซึ้ง

จนผมต้องพนมมือ ส่งจิตคารวะท่าน “เสวกเอก หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย” เพราะท่านออกแบบประหนึ่ง “พระวิษณุกรรม”รังสรรค์ ถึงปานนั้น!

ในตราแผ่นดิน มีธรรมภาษิตประทับไว้ “สพฺเพสํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา”

(อ่านว่า สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิสาธิกา)

“ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ยังความเจริญวัฒนาถาวรให้สำเร็จ”

ธรรมภาษิตนี้ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๙ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม”

ทรงนิพนธ์ถวายแด่ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ ๕

เพื่อนำไปเป็นพระคาถาจารึกตราแผ่นดิน (ตราอาร์ม)

ในรัชสมัย “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” และทรงใช้เป็นบทอุเทศของพระราชนิพนธ์ว่าด้วยเรื่องความสามัคคี

เป็นคาถาที่ว่าทั่วไปในหมู่ทั้งปวง…..

“ไม่ว่าชาติในภาษาใดหมู่ใดที่ทำการอย่างใด แต่เมื่อจะว่าให้เฉพาะกรุงสยาม ว่าเป็นตามกาลซึ่งเป็นเวลาในบัดนี้

และไม่ว่าถึงคนทั้งปวง ซึ่งเป็นหมู่ใหญ่ทั่วไป ยกเอาพวกที่เป็นผู้รับราชการ เป็นผู้ปกครองรักษา และเป็นผู้ทำนุบำรุงบ้านเมือง จะประพฤติอย่างไร

จึงจะเป็นการสมควรถูกต้องด้วยคาถาสุภาษิตนี้ และจะได้รับความเจริญตามคาถาสุภาษิตนี้ ( : https://www.silpa-mag.com/history/article_6582)

เมื่อทราบที่มา-ที่ไปและความหมายของ “ตราแผ่นดิน” จึงไม่แปลกใจเลยที่ “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ผู้มีหัวใจสีน้ำเงิน จะไปสักการะถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา

และน้อมนำ “ธรรมภาษิต” นั้นมาปฏิบัติในฐานะผู้นำบริหารให้ประเทศเจริญวัฒนาถาวรสืบไป

คุยเรื่องในบ้านไปแล้ว มาคุยเรื่องนอกบ้านบ้าง เมื่อวาน “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รัฐมนตรีต่างประเทศ

ท่านนำข่าว (ค่อนข้าง) ดีมาบอก….

เรื่อง ๓ ลูกเรือไทยและเรื่องอิหร่านอนุญาตให้เรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

โดยท่านสีหศักดิ์ เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกเรือไทย ๓ คน ใน “เรือมยุรีนารี” ที่ยังตกค้าง ว่า

“ได้พูดคุยกับ “เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำไทย” ขอให้ช่วยเหลือ และทาง “ท่านเอกอัครราชทูตอิหร่านฯ” ได้แจ้งทางกระทรวงการต่างประเทศไทย เมื่อเช้าว่า ……

“อิหร่านและโอมานได้ดำเนินปฏิบัติการร่วม ซึ่งเข้าถึง “เรือมยุรีนารี” ได้แล้ว”

และเข้าถึง “ลูกเรือทั้ง ๓ คนแล้ว”

แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่า “ชะตากรรมเป็นอย่างไร?”

“ผมก็ยังเป็นห่วง กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ หวังว่าทั้ง ๓ คน จะยังมีชีวิตอยู่ ต้องรอการยืนยันข่าว จากทางอิหร่านหรือโอมานอีกครั้ง เพราะปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติการร่วมกัน”

ส่วนเรื่องเรือไทยที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น….

รัฐมนตรีต่างประเทศสีหศักดิ์ เล่าถึงการพูดคุยกับ “รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน” ว่า….

“ไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับอิหร่าน”

“ขอให้อิหร่านอำนวยความสะดวกให้เรือของไทยใช้ช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยด้วย”

ทางรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านก็รับปากว่า จะประสานงานให้ พร้อมให้ทางกระทรวงการต่างประเทศไทย ส่งรายชื่อ “เรือของไทย” ที่จะผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ไปให้

ตอนนี้ กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งรายชื่อไปทั้งหมด ๒ ลำ คือเรือของ “บางจาก” และเรือของ “บริษัท SCG Chemical”

เมื่อ ๒๓ มีนา. “เรือของบางจาก” สามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยแล้ว!

และตอนนี้ “กำลังกลับไทย”

ท่านสีหศักดิ์บอกว่า “หวังว่าเรืออีก ๑ ลำของไทยจะเดินทางกลับไทยอย่างปลอดภัยเช่นกัน”!

พร้อมทั้งขอบคุณทางการ “อิหร่าน” และ “โอมาน”

ที่ช่วยเข้าถึง “เรือมยุรีนารี” และขอบคุณอิหร่าน ที่อนุญาตให้ “เรือพาณิชย์ไทย” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ด้วย

สำหรับ ๓ ลูกเรือ “มยุรีนารี” นั้น ท่านรัฐมนตรีสีหศักดิ์บอกสั้นๆ ว่า “มีท่าทีเป็นบวก”

อืมมมม….

จะว่าไปแล้ว “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” ไม่ต่าง “The Three Musketeers” เลยจริงๆ

ต้องยอมรับว่า ๓ ท่านนี้ “เข้ามาทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง” แท้จริง ทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก ทั้งโหด

กับปัญหาสารพัดเรื่อง ที่ประดัง-ประเด เข้ามาให้แก้

แต่เท่าที่ผมชะเง้อดูหน้าบ้าน-หน้ากระทรวงทั้ง ๓ ท่าน ดูเหมือนจะมี “ก้อนอิฐ” มากกว่า “ช่อดอกไม้” นะ!

จากชาวบ้านน่ะ ไม่เท่าไหร่หรอก

แต่จาก “ชาวการเมือง” ที่ไม่ต้องการเห็นใครเด่นกว่ากู นั่นแหละ…ซะมาก!

คนส่วนมาก “เข้าใจผิด” เกลียดประเภท “ตัวมาร”

ผมอยากให้ทำความเข้าใจซะใหม่

“ตัวมาร” คือ “สะพานให้เดินไปสู่ความสำเร็จ”!

อย่าง “พระสมณโคดม” ถ้าไม่มีมารมาผจญ พระองค์ก็จะไม่บรรลุ “โลกุตรธรรม” เป็นผู้อยู่เหนือโลก

สู่ความเป็น “พระบรมศาสดาเจ้า ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ”

“สามทหารเสือ” ของรัฐบาลอนุทิน ดูจะเข้าใจในหลักนี้ ท่านจึงใช้ “สะพานแห่งมาร” เป็นที่หยั่งเท้า ส่งพลัง เป็นทอดๆ ไปให้ถึงฝั่งแห่งความสำเร็จ

ทั้งการณ์ในประเทศ และการณ์นอกประเทศ

เพื่อยังความสำเร็จในทางยั่งยืนให้กับประเทศและประชาชน

พูดถึงประเทศที่ได้ตั๋วผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากอิหร่านตอนนี้ มี ๒ ประเทศ คือ อินเดีย กับศรีลังกา

และ “ญี่ปุ่น” เป็นประเทศที่ ๓ ล่าสุด อิหร่านให้ผ่านช่องแคบได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นอกนี้ ก็มีเรือไทยอีก ๒ ลำ ตามที่ท่านรัฐมนตรีสีหศักดิ์บอก

เงินดอลลาร์ตอนนี้ ไม่ต่างแบงก์กาโม่!

ไม่มีค่าที่จะใช้ซื้อตั๋วผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

ต้อง “เงินหยวน” ของจีน หรือไม่ก็ “เงินเรียล” ของอิหร่าน!

นับวัน “เปโตรดอลลาร์” จะถูกลบหายไปจากระบบซื้อขายน้ำมันในอ่าวอาหรับ โดยมี “เปโตรหยวน” เข้ามาแทน!!!

แต่เราก็อย่าลืมนะว่า อิหร่านมีน้ำมันมากก็จริง

แต่น้ำมันนั้น กินแทนข้าวไม่ได้!

ดังนั้น ด้วยมนุษยธรรมและความเป็นมิตรแท้ของชาวเปอร์เซียที่ช่วยเหลือไทยยุค “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช”

ข้าวปลาอาหารฮาลาล เครื่องอุปโภค-บริโภค ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน รวมทั้งนม อาหารเด็ก เครื่องนุ่งห่มเด็ก

ไทยเรามีมาก พอๆ กับที่อิหร่านมีน้ำมันมาก…

ถ้าเป็นไปได้และทางอิหร่านไม่ปฏิเสธ

เราสามารถส่งไปช่วยเหลือเขาได้โดยประสานผ่านทางเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำไทย ก็เป็นเรื่องที่สวยงาม

ไทยจะไม่ทอดทิ้งใครให้อดอยากในเรื่องอาหาร

นี่คือแบรนด์ “ประเทศไทย” ที่ทั่วโลกยอมรับ…อย่าลืม!

-เปลว สีเงิน

๒๕ มีนาคม ๒๕๖๙

คนปลายซอย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...