โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“อูน–แพ็ค” เปิดรัก 17 ปีนานกว่าครึ่งชีวิต เผยบทเรียนคู่ชีวิตที่ทำให้รักตัวเองเป็น!

INN News

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • INN News

“อูน–แพ็ค” เปิดรัก 17 ปีนานกว่าครึ่งชีวิต เผยบทเรียนคู่ชีวิตที่ทำให้รักตัวเองเป็น!

จาก MSN หัวใจ 6 บรรทัด สู่รัก 17 ปีที่กำลังมีอีกหนึ่งชีวิตเข้ามาเติมเต็ม แพ็ค วุฒิกานต์ และ อูน ชนิสรา เปิดใจในรายการ

WandOland ถึงเส้นทางคู่ชีวิตที่ไม่ได้มีแค่ความรัก แต่มีการเติบโต การให้อภัย และปาฏิหาริย์ที่ทำให้ทั้งคู่เข้าใจคำว่าครอบครัวมากขึ้น เล่าความกลัวและกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงของการตั้งครรภ์ เผยเคยแบกความกดดันและความทุกข์ไว้มากจนต้องกลับมาทบทวน รวมถึงเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและกลับมามองเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น

ตอนเจอกันครั้งแรก ?

แพ็ค วุฒิกานต์ : ประมาณ 17 ปี น้องอูนเป็นน้องสาวของเพื่อน ตอนนั้นเป็นงานเรียนจบ คือจบ ม.6 ก็จะมีงานไปร้องคาราโอเกะกัน วันนั้นน้องอูนมาด้วย คือสะดุดตามาก เป็นผู้หญิงที่ยิ้มแล้วเหมือนแบบ เขาเอาโลกทั้งใบเราไปเลย

อูน ชนิสรา : วันนั้นโดนพี่สาวบังคับไป อูนเป็นคนไม่ชอบเข้าไปกับกลุ่มที่เราไม่ได้สนิทด้วย แต่อูนรู้จักพอประมาณในเพื่อน ๆ เขา แต่ไม่เคยเจอพี่แพ็ค เราก็นั่งแท็กซี่ไป เพราะว่าต้องตามพี่สาวเพราะโดนเรียก แล้วตรงสะพานตากสินปกติรถมันจะติดมาก ๆ แล้วเหมือนแท็กซี่เขาก็ข้ามผ่านสะพานตากสินโดยที่ไม่มีรถเลย แล้วแท็กซี่ก็หันมาพูดว่า….วันนี้ไปเจอใคร แสดงว่าน่าจะเป็นเนื้อคู่นะทางโล่งมาก ๆ เลย จำได้แม่นเลยและวันนั้นก็เป็นวันแรกที่เจอเขา ก็ยังจำได้ถึงทุกวันนี้ว่าปะปี๊ไม่พูดสักคำเลย เขา ไม่พูดสักคำเดียว อูนก็เต้นสะบัดเลย ไม่ได้คุยกับเขาด้วย

แล้วใครทักใคร ?

แพ็ค วุฒิกานต์ : หลังจากวันนั้น ผมทักไปหาเพื่อนบอกว่าขอเบอร์ขออะไรหน่อยได้ไหม เพื่อน (พี่สาวอูน) ก็ยึกยักเป็นอาทิตย์อยู่เหมือนกัน

อูน ชนิสรา : พี่สาวเขาไม่ให้ตอนแรก เขาก็ทักมาแบบจีบเลยในยุคนั้นเป็นยุคที่ทุกคนมี MSN พี่เขาก็โทรมาบอกกำลังพยายามจะแอด MSN ไปหานะ ด้วยความที่เราก็น่าจะเป็นเพื่อนคนเดียวของเขาใน MSN ชื่อมันก็แบบเป็น หัวใจ ๆ P หัวใจ O แบบนั้นเลย แล้วก็จำได้ว่าแชทแรกที่ขึ้นมาก็เป็นแบบฮัลโหลมา 1 ที แล้วก็หัวใจ 6 บรรทัด แล้วก็พิมพ์หัวใจที่แบบเป็นตัวอักษร แล้วก็เขียนว่าเป็น P Love O อย่างนั้นมาเลย เราแล้วก็แบบแปลก ๆ แต่ว่าก็น่าสนใจดี เพราะว่ามันชัดเจนมาก ๆ เลย

คิดว่าถ้าในวันนั้นไม่เปิดใจอาจจะไม่มีวันนี้ เพราะว่าความสำเร็จของคุณมาได้ด้วยคู่ชีวิตที่อยู่เคียงข้าง ?

อูน ชนิสรา : ก็เหมือนที่เขาบอกกันตอนนี้ ในยุคนี้เขาจะพูดว่าต้องไม่กลัวที่จะเป็นคนที่ cringy สำหรับอูนว่า คือเราเป็นคนชอบความชัดเจน อูนไม่ชอบเดา เพราะว่าในชีวิตมันมีเรื่องให้สงสัยและกังวล แต่พอเขามาในท่าที่เราไม่ต้องกังวลอะไรเลย อูนอาจจะแอบชอบ ก็เลยรู้สึกว่าในความชัดเจนนั้นมันมีเสน่ห์อยู่บางอย่างที่แบบ คนอื่นอาจจะมองว่าแปลก แต่เรารู้สึกว่าเขาก็ตรงไปตรงมาดี

พลังงานของตัวเรารู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปเลยไหม จากการที่มีอีกชีวิตหนึ่งอยู่ในตัวเรา ?

อูน ชนิสรา : มากค่ะ อูนเป็น PCOS เคยประจำเดือนขาด 6 ปี ทุกรอบที่อูนประจำเดือนมาในปีที่ผ่านมานี้ อูนเลือกที่จะไปฝากไข่แล้ว เพราะว่าอูนรู้สึกว่าไม่มี hope ในการมีธรรมชาติ ในหัวอูนการท้องเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นเองด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้น 2 เดือนแรกไม่รู้เรื่องใช้ชีวิตปกติ พอไปตรวจจนเห็น คือไม่เชื่อ ต่อให้ฮอร์โมนขึ้นก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งได้ยินเสียงหัวใจแล้วก็เห็นตัวอ่อนที่อยู่ในจออัลตราซาวนด์ ช็อค มันมีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่เราไม่มีอำนาจควบคุม ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอะไรที่ทำให้อูนรู้สึกแบบนั้น รู้สึกว่าชีวิตเกิดมาเราเลือกได้พอสมควร อาจจะมีบ้างเรื่องแบบเราเกิดมาในครอบครัวไหนเราเลือกไม่ได้ แต่ว่าเราก็ใช้ชีวิตมาจนเราไม่ได้สังเกตสิ่งนั้น แต่พอมามีลูก พอเห็นจอ รู้สึกนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่อูนไม่ได้เลือกในชาตินี้ อูนอาจจะทำอะไรกับพี่แพ็คมา เขาอาจจะทำอะไรกับอูนมา แล้วมันคงเป็น promise หรือว่าสัญญาบางอย่างที่ทำให้เราได้มาเจอกันในจังหวะที่เขาใจดีกับอูนที่สุด ก็คืออูนพร้อมที่สุด อูนว่า miracle ก็ไม่ได้เกินความรู้สึกตอนนั้น ว่าตอนที่น้องเรียกอูนกับพี่แพ็คว่าเป็นคุณพ่อคุณแม่แล้ว พี่แพ็คก็จะหันไปทันทีแล้วก็พูดว่าอะไรนะ

แพ็ค-วุฒิกานต์ : เดี๋ยวรอ 3 เดือนก่อน เพราะว่าถ้าก่อนหน้า 3 เดือน ตัวแปรมันเยอะมาก แล้วเปอร์เซ็นต์มันแบบ คือเปอร์เซ็นต์มันสูงกว่านี้เยอะที่จะไม่อยู่ด้วยอะไรอย่างนั้น แต่พอเกิน 3 เดือน เปอร์เซ็นต์มันเหลือค่อนข้างน้อยมากแล้ว มัน diff กันเยอะเลย ก็เลยคิดว่ารอ 3 เดือนก่อนดีกว่า แล้วค่อยดีใจดีกว่า เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดมันก็อาจจะเป็นกลัวตัวเองด้วย กลัวใจ ก็เลยพยายามเก็บไว้นิดหนึ่งแบบรอ 3 เดือนดีกว่า

อูน ชนิสรา : แต่มันเป็นสิ่งเดียวในชีวิตจริง ๆ ที่มันทำแบบธุรกิจไม่ได้ คือหมายถึงว่าธุรกิจเราสามารถคอนโทรลความหวังตัวเองได้ แต่เรื่องนี้เหมือนเราก็จะทำตัวแบบนี้กันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งจำได้ว่ามันมีไฟลท์ที่จำเป็นต้องบินแล้วก็กลับมา พอกลับมาอูนจำได้ว่าโมเมนต์แรกที่อูนน้ำตาไหล คือคนปกติเขาได้ยินเสียงหัวใจเขาน้ำตาไหลกัน อูนไม่ อูนไม่เชื่อมันก่อน อูนยังต้องรอ 3 เดือน อูนจะยังไม่ดีใจและ celebrate สิ่งนี้ จะรอ 3 เดือน แต่ว่าวันที่กลับมาแล้วอูนจำได้ว่าจากสนามบิน อูนไปโรงพยาบาลทันที อัลตราซาวนด์แล้วได้ยินเสียงหัวใจ ร้องไห้หนักเลย แล้วก็ surrender เลยว่าเราไม่สามารถไม่รักสิ่งนี้ได้แล้ว

แพ็ค-วุฒิกานต์ : คือต้องย้อนกลับไปก่อนว่าตอนความกลัว มันเริ่มตอนอยู่บนไฟลท์เครื่องบิน มันเห็นชัดมาก เพราะปกติเราเป็น 2 คนที่บินเยอะมาก บินตลอดเวลา ถ้าเครื่องบินตกหลุมอากาศ มันจะแบบ ไม่เป็นไร ไม่ซีเรียส เพราะบินมาเยอะแล้ว ไฟลท์นั้นเป็นไฟลท์ที่ความรู้สึกมัน flip กันเลย พอเริ่มตกเยอะ ความตื่นเต้นไม่มีกลายเป็นความกลัว ถ้าตกเยอะลูกจะมีปัญหาหรือเปล่า กลายเป็นว่าน้ำตาซึม แล้วปกติเป็นคนไม่ร้อง คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นคนไม่มีน้ำตา วันนั้นคือต้องเช็ด ต้องยอมรับว่าช่วง 2 เดือน ค่อนข้างเครียดเลย เหมือนเป็นความเครียดที่ใหม่ล่าสุดที่เราไม่เคยเจอมาก่อนแล้วกัน ความเครียดนี้จะดีลกับมันยังไงดี

ในวันที่ความเห็นไม่ตรงกันอย่างรุนแรง กลัวอะไรมากกว่ากันระหว่างงานพังหรือใจพัง ?

แพ็ค วุฒิกานต์ : ไม่กลัวใจพัง เพราะว่าในใจลึก ๆ เชื่ออยู่แล้วว่าเรา 2 คน คุยกันได้ตลอด มีอะไรแชร์กันได้ตลอด เพราะฉะนั้นคำตอบคือไม่ได้กลัวใจพัง กลัวงานพัง เราผ่านช่วงเวลาเด็ก ๆ ผ่านช่วงเวลาเรา 2 คนเรียนรู้อะไรแบบโตขึ้นมาเยอะมาก ท้ายที่สุดคำตอบมันง่ายมากเลยว่า เราไม่ได้เพิ่งผ่านกันมาแค่นี้ เราผ่านกันมาก่อนหน้านี้แล้วแต่เราจำไม่ได้ เพราะฉะนั้นพอเรามั่นใจกับ energy นี้ว่ายังไงเราอยู่กับเขาได้ต่อไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ก็เลยไม่ได้กลัว

อูน ชนิสรา : เหมือนกัน อูนรู้สึกว่าใจไม่พัง ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เป็น issue เพราะว่าต่อให้ตีกัน เดี๋ยวมันจะมี way out อาจจะใจเจ็บแต่ไม่พัง คือเราพูดถึงใจพังไปแล้วว่ามันเฟิร์มมาก เรื่องงานพัง อูนว่าสำคัญ เพราะว่าอูนรู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิต มันเป็นช้อยส์ที่เราเลือก เช่น อูนเลือกที่จะเป็นภรรยาเขา เลือกที่จะทำงานกับเขา แล้วก็เลือกที่จะเป็นผู้บริหารร่วมกับเขา เพราะฉะนั้นในโมเมนต์ที่เราคุยกันเรื่องงาน เราจำเป็นต้องเป็นผู้บริหารที่ต้อง ignore role อื่น ๆ ไปบ้าง เช่น ในฐานะสามีภรรยาที่จะแบบแทรกไอเดียกัน เถียงไอเดียกัน เพราะว่าเรามีหน้าที่ๆเราเลือกเองว่าจะเป็น ก็คือเราจะเป็นผู้บริหารด้วย เลยรู้สึกว่าไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้กลัวใจห้ามพังแล้วงานจะพัง มันไม่ได้ เพราะทุกหน้าที่เราก็เลือกมาแล้วว่าเราจะทำ

ถ้าวันหนึ่งเขาทำผิดพลาดครั้งใหญ่ จะเลือกยืนข้างเขาแบบไม่มีเงื่อนไข หรือจะเลือกยืนข้างความถูกต้อง ?

อูน ชนิสรา : ถ้าในฐานะภรรยา อูนมองว่าอูนไม่มีทางเลือกนอกจากจะยืนข้างใจเขา เพราะว่าอูนรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดตลอดชีวิตที่อูนเจอมันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาซัพพอร์ตเรา เราก็ซัพพอร์ตเขา อูนว่าต่อให้เขาจะทำผิดอะไรก็ตาม สมมุติเป็นแบบเรื่องที่แย่มาก ๆ ในชีวิต อูนก็ไม่มีวันที่จะรู้สึกว่าอยากให้เขาเจ็บปวดหรือเสียใจ แต่ในทางเดียวกันก็รู้สึกว่าเขาก็ต้องรับผลของการกระทำของเขาเหมือนกัน เช่นสมมุติว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องไปชดใช้ ชดเชย หรืออยู่ในจุดที่เขาไม่ comfortable ในชีวิต อูนว่าเขาก็ deserve ที่จะต้องรับผิดชอบมัน แต่ว่าจะไม่ใช่คนที่ย้ำซ้ำเติมแน่นอน จะคอยอยู่ข้าง ๆ ใจเสมอ แต่คุณไปเคลียร์เวรกรรมที่คุณสร้างไว้

เคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมาระหว่างคบกันมา 17 ปีไหม ที่ต้องคุยกันแบบตรงไปตรงมากับความถูกต้อง ?

อูน ชนิสรา : อาจจะเป็นฝั่งอูนมากกว่า สมมุติว่าจริง ๆ อูนใหม่ในโลกของโซเชียลมีเดีย เวลาเจออะไรหรือว่าเลือกที่จะตัดสินใจทำอะไร เป็นคนโพล่ง ๆ อย่างนี้ ตอนนั้นเราไม่ได้เรียนรู้ว่าจังหวะมันควรจะประมาณไหน อะไรที่เราพูดไปมันเป็น Digital footprint เป็นสิ่งที่อยู่ไปตลอดชีวิต ก็รับผิดชอบมันด้วยความรู้สึกของอูน โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ต้องเข้ามายืนข้าง อูนเป็นคนเบรกเขาเสมอ เราจะต้องเจ็บปวด ถ้าอูนทำผิดต้องรับและก็ชดใช้ จะกันเขาออกในมุมที่อูนมองจะสังเกตว่าพี่แพ็คไม่เคยเข้ามายื่นมือแทน หรือมาแก้ตัวอะไรแทน เพราะอูนไม่ต้องการสิ่งนั้น อูนก็จะทำแบบนั้นกับเขาเหมือนกัน และก็คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเวลาเผชิญอะไรพวกนี้เราโดนคนเดียวเรารับคนเดียว แต่ถ้าเรามีความสัมพันธ์กับคน ๆ หนึ่งแล้วเราใกล้มาก ๆ อย่างเป็นแฟน เป็นสามี ไม่จริงเลย เขาโดน และบางทีเขาเหนื่อยกว่าเราอีก เพราะเขาต้องมานั่งเห็นเราร้องไห้ นั่งเห็นเราทุกข์ นั่งเห็นเราเสียใจ คือแค่บอกว่าอยู่ข้าง ๆ แบบไม่มีเงื่อนไข แค่เขาก็เหนื่อยแล้ว ไม่ต้องมานั่งรับผิดชอบอะไรแทนกัน เพราะว่ารับผิดชอบเราในขณะที่เราทุกข์ การที่เราต้องรักกันในเวลาที่เราอ่อนแอ มันไม่ง่าย แค่นั้นก็พอแล้ว

แพ็ค วุฒิกานต์ : เขาต้องรู้ว่าเขาทำอะไรผิด และอีกสิ่งหนึ่งเขาก็จะรู้ว่าเราก็จะอยู่ข้างเขา

อูน ชนิสรา : พอทำงานด้วยกันมันก็จะมีความผิดพลาดด้านการทำงานด้วย เช่น การตัดสินใจผิด ซึ่งอูนมองว่าอันนี้ก็สำคัญเหมือนกันว่าเรากับเขามองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญแค่ไหนของชีวิต เช่นสมมุติว่าอูนมองเงินเป็นเรื่องไม่ได้สำคัญมาก อูนมองว่าถ้าเกิดว่าเรามี benchmark ของการเงินที่เราอยู่ได้ประมาณหนึ่งแล้ว เงินมันไม่ได้เป็นเรื่องที่แบบควรจะต้องมาทู่ซี้หรือว่าเจ็บปวดขนาดนั้น แต่เขาสมมุติว่าเขาเป็นคนที่แบบเรื่องเงินไม่ได้เลย เราจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง คือรู้สึกว่าความสำคัญของสิ่งที่เรามองไป มันก็ต้องคล้าย ๆ กันด้วย ถ้าเป็นความผิดในด้านนั้นไม่เป็นปัญหา

รู้สึกว่ามีอะไรที่ทำให้เราต้องปรับ ?

แพ็ค-วุฒิกานต์ : ผมอยากเป็นคนดีในทุกมิติเลย กลัวว่าเพราะในมุมของแพ็ค ต้องบอกก่อนว่าเรารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ perfect สำหรับเขา มาตรฐานความเป็นมนุษย์เขาสูงมาก เพราะฉะนั้นเราก็เลยกลัวว่า ณ วันหนึ่งถ้าเราไม่เป็นคนดีพอ energy มันจะไม่แมตช์กัน เพราะว่าแพ็คเชื่อในความเป็น energy มาก ยกตัวอย่างเช่นในห้องมันโทรศัพท์เข้า ถ้ามันหรือพลังงานต่าง ๆ ถ้ามันไม่ตรงคลื่นกัน มันไม่มีทางรับได้ เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดถ้าคลื่นของเราไม่แมตช์กับคลื่นของเขา ปัจจุบันเรายังอยู่ด้วยกันได้ แต่ในอนาคตถ้าเขาเป็นคนดีเลเวลนี้แล้วเราเป็นคนดีแค่เลเวลนี้ คลื่นมันไม่ตรงกัน อนาคตก็อาจจะหากันไม่เจอ เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดก็เลยอยากเป็นคนดีขึ้น แล้วพยายามเป็นคนดีขึ้นเพื่อให้พลังงานมันแมตช์กัน

อูน ชนิสรา : ของพี่แพ็คเป็นมาตรฐานความดี ของอูนเป็นมาตรฐานความสุข พี่แพ็คเป็นคนที่มีความสุขง่ายที่สุดในโลก Like the simplest thing แบบว่านั่ง ตื่นมาจริง ๆ ไม่ต้องมีอะไรเลยก็ได้ แบบนั่งดูต้นไม้ น้ำ เพราะตอนนี้เราอยู่ในส่วนที่ทำงานกันมาเหนื่อยแล้ว ก็ทำงานกันมาเหนื่อยจนแบบมีเงินพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ ขอให้องค์กรทุกคนอมยิ้มทุกวัน ตื่นมาแบบว่าสุขภาพจิตทุกคนแฮปปี้ เราอยู่ในจุดนั้นกันแล้ว เพราะฉะนั้นคือ requirement ชีวิต ไม่ใช่ข้ออ้างอีกต่อไปในการที่จะมาทำให้เราบอกว่าเรายังไม่มีความสุข จริง ๆ อูนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีความสุขง่ายมากเลยนะ แบบดอกไม้ดอกเดียว อาหารอร่อย มันก็ทำให้มีความสุขได้แล้ว แต่ความสุขของพี่แพ็คมันไม่ใช่แบบนั้น ความสุขของพี่แพ็คคือการมองในกระจกแล้ว วันนี้เก่งจัง วันนี้น่ารักจัง วันนี้ทำดีแล้ว มันคือความพอใจในการเป็นมนุษย์ในทุก ๆ วัน แล้วเราเรียนรู้ มีอยู่ช่วงหนึ่งมีความทุกข์ค่อนข้างเยอะ แล้วเขานั่งข้าง ๆ แบบเดินมานั่งข้าง ๆ อย่างจงใจ เหมือนวันนั้นคงทนไม่ไหว เขาก็เดินมาแล้วพูดว่า…หม่ามี้รู้ไหมว่าการเป็นสามีภรรยากัน ทุกครั้งที่หม่ามี้มีความทุกข์มันแตะมาถึงเขา แล้วยิ่งถ้าเขาทำอะไรไม่ได้ มันอึดอัด จะให้เขาทำยังไง ในเมื่อตัวเขาเองคนเดียวเป็นสามีที่ดีขนาดนี้ยังไม่พอเหรอ คำถามที่เขาพูดว่า มันไม่พอจริง ๆ เหรอ หมายถึงว่าทุกวันนี้ที่มีไม่พอให้หม่ามี้วางทุกอย่างบนโลกนี้ได้แล้วเหรอ พอฟังคำนั้นคืนนั้นทั้งคืนคิดแบบคิดวน ๆ แล้วเขาปิดท้ายบทสนทนาด้วยคำว่า ปะปี๊อยากได้ภรรยาปะปี๊คืน จำได้ว่าหลังจากประโยคนั้นอูนก็วางได้แบบเก่งขึ้นมากจริง ๆ ไม่เชิงวางแต่ว่าถือน้อยลงด้วย แล้วพอจังหวะที่มีน้องก็ยิ่งเข้าไปใหญ่ ก็รู้สึกว่ามองในกระจกแล้วไม่ได้เห็นคนที่ไม่น่ารัก ไม่ได้เห็นสิ่งที่ต้องแก้ แต่เรากลับเห็นว่าวันนี้ประมาณนี้ ได้เรียนรู้อันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาใหม่ น่ารักมาก แล้วก็หัดพูดชมตัวเองออกเสียงสำคัญมาก ทำตามเขาเลย ที่ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องทำอะไรเยอะ สบาย เราก็อยากสบายแบบเขาบ้าง ทำไมแต่ก่อนอูนไม่เคยมองเลยว่าตื่นมาเราเป็นภรรยาที่น่ารักแล้ว เราเป็นเจ้านายที่โอเค เราเป็นเพื่อนที่น่ารักแล้ว เราไม่เคย take credit ตรงนี้ ก็เลยรู้สึกว่าเราเบาขึ้นแล้วก็มีความสุขขึ้นตามเขาเหมือนกัน

แพ็ค วุฒิกานต์ : ในมุมมองของแพ็ค น้องอูนไม่เคยไม่เก่ง แต่บางทีเขาไม่เชื่อตัวเองแล้วเขาไม่เคยชมตัวเอง เขามองว่าทำไมเราไม่เก่ง มุมมองของเขาที่เหมือนเขาอาจจะอยากดีกว่านี้ แต่สำหรับเรา ณ โมเมนต์นั้น มันเกินความเก่งไปแล้ว มันก็เลยความเก่งของเขาคนมันมีเยอะเหลือเกิน บางทีก็เลยอาจจะแบบเห็นพอเห็นเขาแล้วก็บางทีเหนื่อยแทน เพราะบางทีเขาอาจจะ ทำไมเขายังไม่รู้ว่าตัวเขาเก่ง ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเก่งมาก ก็เลยบางทีก็แบบแอบเหนื่อยเหมือนกัน เพราะว่ามันไม่รู้ว่าตัวเองทำดี ตัวเองทำถูก แล้วมันเหมือนแบบว่ายน้ำโดยไม่รู้ถิ่นรู้ทาง เขาบางทีบางโมเมนต์นั้น น้องอูนเขาเป็นอย่างนั้นอยู่

อูน ชนิสรา : จริง ๆ มันต้องให้อภัยตัวเองก่อนแล้วถึงจะยอมรับในด้านดีได้ อูนก็เรียนรู้ด้วยว่าเหมือนมองย้อนกลับไป อูนทำดีที่สุดในสติปัญญาของตัวเองช่วงนั้น ปัญญาของอูนมันมีแค่นั้น ในปีนั้น ๆ บางอย่างเราอาจจะไม่ชอบมันในตอนนี้ แต่มันไม่ได้หมายความว่าเรายังเรียนรู้อยู่แค่นั้น ยังมีปัญญา มีปัญญามากขึ้นตามการเรียนรู้ของเรา ก็เลยเหมือนพอเรายอมรับตรงนั้นได้ ฟังสิ่งที่เขาคอยซัพพอร์ต เขาตั้งใจมาก ๆ จริง ๆ ที่จะทำให้เรารู้เรื่องนี้ แล้วพอเราเริ่มยอมรับบ้าง ชีวิตเปลี่ยนเยอะ

ถ้าต้องแยกกัน 1 เดือน โดยติดต่อกันไม่ได้เลย อะไรคือความรู้สึกแรกที่คิดว่าจะหายไปทันที และคุณจะรับมือกับมันยังไง ?

อูน ชนิสรา : เคยมีช่วงห่างกันในความสัมพันธ์ด้วยและก็กลับมาคบกัน และก็อีกไม่นานก็แต่งงาน พอคำถามนี้อูนก็เลยรู้สึกว่า อูนไม่เห็น 1 เดือน รู้สึกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวก็ถึงวันที่ 31 แล้ว แค่นั้นเลย ก็อยู่บ้านไปใช้ชีวิตแบบเดิมทุกอย่าง เพราะว่าทุกวันนี้อูนแฮปปี้กับตัวเองมาก ๆ เลย ยิ่งอันนี้เราไม่ได้พูดถึงมีลูก ถ้ามีลูกคืออีกเรื่องหนึ่ง คือเราก็มีหน้าที่ใหม่ แต่ว่าถ้าไม่ได้พูดถึงฟังก์ชันของการที่ต้องมีลูก อูนว่าก็มีอะไรให้ทำทุกวันเหมือนเดิม แต่คงคิดถึงแย่เลย แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยววันที่ 31 ก็มา และก็อีกมุมหนึ่ง อูนมองว่าการห่างจากคนที่รัก มันเป็นเพราะว่าเราโหยหาอะไรบางอย่างจากเขา แต่ว่ามันจะมีจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าคือสิ่งที่เขาทำเอาไว้ มันเป็นสำรองไว้จนถึงอูนตายได้แล้ว พี่แพ็คทำไว้เยอะเกินไปมาก ๆ อูนคบพี่แพ็คนานกว่าครึ่งชีวิต เพราะฉะนั้นสมมุติว่าถ้าเกิดว่าต้องแยกกันจริง ๆ ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย มองว่าเราได้จากเขามาเยอะจนไม่มีสิทธิ์ร้องขออะไรเพิ่มจากความสัมพันธ์แล้ว อย่างที่บอกไปเมื่อกี้ว่าชีวิตเราเปลี่ยนยังไง อูนรักตัวเองได้มากขึ้นมาขนาดนี้ต้องมีเขาอยู่เพื่อให้อูนเป็นแบบนี้อีกเหรอก็ไม่ต้องแล้ว เพราะว่าเขาก็เทรนอูนมาตั้งนานแล้ว อูนคงไม่เรียกร้อง มันพอมาก ๆ เขาทำเยอะแล้ว ถามว่ามันจะเป็นความทุกข์ที่กัดกินใจเราไหม อูนว่ามันแค่คิดถึง แต่อูนมองไม่เห็นว่าเราทำอะไรได้ดีกว่านี้ในชีวิตนี้แล้ว

คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=jyKc-SKN2gA&t=1951s

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...