โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

STA พลิกทำกำไรไตรมาส 1/2569 645 ล้านบาท รับธุรกิจยางธรรมชาติและถุงมือยางทยอยฟื้นตัว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (“STA” หรือ “บริษัทฯ”) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พลิกทำกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทอยู่ที่ 645.4 ล้านบาท จากผลขาดทุนสุทธิ 325.7 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2568 จากการทยอยฟื้นตัวของทั้งธุรกิจยางธรรมชาติและธุรกิจถุงมือยาง ภายหลังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคายางธรรมชาติในตลาดโลก

สำหรับไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีรายได้รวมจากการขายและการให้บริการ 26,841.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 จากไตรมาสก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2,369.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 307.4 จากไตรมาสก่อน คิดเป็นอัตรากำไร EBITDA ที่ร้อยละ 8.8 สะท้อนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในทั้ง 2 ธุรกิจหลักของบริษัทฯ

12 พ.ค. 2569 -นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ผู้นำธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลกและผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ทั้งธุรกิจยางธรรมชาติและธุรกิจถุงมือยาง เริ่มทยอยฟื้นตัวในไตรมาส 1/2569

หลังจากในช่วงก่อนหน้าได้รับแรงกดดันจากความผันผวนของราคายางธรรมชาติในตลาดโลก รวมถึงผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา “ราคายางธรรมชาติในตลาดโลกเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมมากขึ้น หลังจากในช่วงก่อนหน้าตลาดได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและแรงเก็งกำไรบางส่วน

ขณะที่ภาพรวมอุปทานยางธรรมชาติจากหลายประเทศผู้ผลิตหลักยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเทศไทยและอินโดนีเซียที่ยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านผลผลิต ส่งผลให้อุตสาหกรรมเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น ทั้งนี้ ราคายาง TSR20 ณ ตลาด SICOM ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 215-220 เซนต์ต่อกิโลกรัม”

ธุรกิจยางธรรมชาติของบริษัทฯ เริ่มฟื้นตัวตามทิศทางราคายางในตลาดโลก โดยราคายางแท่ง TSR20 ณ ตลาด SICOM ในไตรมาส 1/2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 191.5 เซนต์ต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 จากไตรมาสก่อน ขณะที่ปริมาณขายยางธรรมชาติอยู่ที่ 341,786 ตัน และอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจยางธรรมชาติปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 8.7 จากร้อยละ 5.7 ในไตรมาสก่อน

ขณะเดียวกัน ธุรกิจถุงมือยางกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติภายหลังเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณขายฟื้นตัวมาอยู่ที่ 9,159 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 จากไตรมาสก่อน และอัตราการใช้กำลังการผลิตปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 84.2 จากร้อยละ 78.2 ในไตรมาสก่อน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเริ่มทยอยรับรู้รายได้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์อุทกภัยบางส่วนในไตรมาสนี้ ซึ่งช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานเพิ่มเติม

ในด้านฐานะทางการเงิน บริษัทฯ ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Debt to Equity) อยู่ที่ 0.63 เท่า และมีอัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) อยู่ที่ 1.93 เท่า สะท้อนความสามารถในการบริหารสภาพคล่องและภาระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในระยะถัดไป บริษัทฯ มองว่าราคายางมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าโลก ความผันผวนของสภาพอากาศ

รวมถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมี โดยเฉพาะแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของบิวตาไดอีน (Butadiene Rubber) และเป็นส่วนประกอบสำคัญของยางสังเคราะห์ประเภท NBR และ SBR

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...