โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

CertiK แฉ! เกาหลีเหนืออัปเกรดขโมยคริปโตสู่ระบบ "อุตสาหกรรม" กวาดเงิน 60% ความเสียหายทั่วโลก

ทันหุ้น

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

CertiK แฉ! เกาหลีเหนืออัปเกรดขโมยคริปโตสู่ระบบ “อุตสาหกรรม” กวาดเงิน 60% ความเสียหายทั่วโลก

บริษัทด้านความปลอดภัยบล็อกเชน CertiK เปิดเผยรายงาน Skynet ล่าสุดว่า กลุ่มแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับ เกาหลีเหนือ (DPRK) ขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลรวมกว่า 2.06 พันล้านดอลลาร์ (ราว 74,160 ล้านบาท) ในปี 2025 หรือคิดเป็น 60% ของมูลค่าความเสียหายจากการแฮกทั้งหมดในวงการคริปโตปีนั้น โดยรายได้เหล่านี้ถูกประเมินว่านำไปใช้สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของรัฐบาลเปียงยาง และจากปี 2016 จนถึงต้นปี 2026 ความเสียหายสะสมจาก DPRK แตะ 6.75 พันล้านดอลลาร์ (ราว 243,000 ล้านบาท) แล้ว

🔍 เกาหลีเหนือ “อุตสาหกรรมขโมยคริปโต” — จาก 12% ของเหตุการณ์ แต่คว้าไป 60% ของมูลค่า

รายงาน Skynet จาก CertiK (บริษัทตรวจสอบความปลอดภัยบล็อกเชนชั้นนำ) ซึ่งเผยแพร่ต่อ Cointelegraph เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า ในปี 2025 มีเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยในวงการคริปโตทั้งสิ้น 656 เหตุการณ์ คิดเป็นความเสียหายรวมกว่า 3.4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 122,400 ล้านบาท) แต่กลุ่มที่เชื่อมโยงกับ DPRK รับผิดชอบเพียง 79 เหตุการณ์ หรือราว 12% ของจำนวนทั้งหมด

ตัวเลขที่น่าสะดุดใจคือ 79 เหตุการณ์นั้นคิดเป็น 60% ของมูลค่าทั้งหมดที่สูญไป CertiK อธิบายว่านี่คือสัญญาณของการปรับกลยุทธ์สู่ “ความแม่นยำและขนาดใหญ่” (Precision and Scale) โดยเลิกโจมตีแบบสุ่มถี่ยิบ แต่หันมาเจาะเป้าหมายที่มีสินทรัพย์มหาศาลแทน

CertiK สรุปว่า เกาหลีเหนือได้ “อุตสาหกรรมกรรม” (Industrialized) การขโมยคริปโตให้กลายเป็นกลไกหารายได้ระดับรัฐไปแล้วอย่างเป็นทางการ

💥 Bybit — เหตุการณ์ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต

เหตุการณ์ที่ใหญ่ที่สุดในปี 2025 คือการแฮก Bybit (แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตชั้นนำ) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสูญเสียสินทรัพย์ไปกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ (ราว 54,000 ล้านบาท) CertiK ระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นฝีมือของกลุ่มที่รู้จักกันในชื่อ TraderTraitor ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Supply Chain Compromise (การโจมตีห่วงโซ่อุปทาน) โดยเจาะเข้าระบบของบุคคลที่สาม (Third-Party Signing Provider) ก่อน แล้วค่อยจี้เส้นทางเงินของ Bybit

ผลการวิเคราะห์ On-chain ของ CertiK พบว่า ภายในเวลาเพียง 1 เดือนหลังการแฮก กว่า 86% ของ Ether ที่ถูกขโมย ถูกแปลงเป็น Bitcoin โดยใช้เครื่องมือหลากหลาย ได้แก่ Mixing Services (บริการผสมธุรกรรมเพื่อลบรอย), Cross-Chain Bridges (สะพานข้ามเครือข่าย), DEX (Decentralized Exchange — ตลาดซื้อขายแบบกระจายศูนย์) และ OTC Broker (นายหน้าซื้อขายนอกตลาด)

🎭 วิวัฒนาการยุทธวิธี: จาก Phishing สู่ “แทรกซึมตัวต่อตัว”

CertiK บันทึกพัฒนาการของยุทธวิธีโจมตีของ DPRK ไว้ 3 ระยะ:

ระยะที่ 1 — Social Engineering: ยังคงเป็นวิธีหลัก ได้แก่ การส่งข้อเสนองานปลอม, แอบอ้างตัวเป็นนักลงทุน และสร้าง Code Repository ที่มีมัลแวร์ฝังอยู่

ระยะที่ 2 — Supply Chain Attack: เหตุการณ์แฮก Bybit และ Ronin Bridge ในปี 2022 เป็นตัวอย่าง โดย Ronin Bridge ถูกโจมตีผ่าน Spearphishing Campaign ที่ส่ง PDF ฝังมัลแวร์มาในรูปแบบนายหน้า LinkedIn ปลอม

ระยะที่ 3 — Physical Infiltration (แทรกซึมตัวต่อตัว): นี่คือพัฒนาการล่าสุดที่น่าจับตามอง โดยกรณีที่ CertiK ยกเป็นตัวอย่างคือเหตุการณ์ Drift Protocol บน Solana (แพลตฟอร์มซื้อขาย Derivatives แบบกระจายศูนย์) เมื่อเดือนเมษายน 2026 ซึ่งสูญเสียเงินไปกว่า 285 ล้านดอลลาร์ (ราว 10,260 ล้านบาท) หลังจากปฏิบัติการที่ใช้เวลา 6 เดือน รวมถึงการเข้าร่วมงาน Conference, การสร้างความสัมพันธ์ และการบิดเบือนกระบวนการ Governance

Jonathan Riss นักวิเคราะห์ Blockchain Intelligence ของ CertiK ระบุว่า ปฏิบัติการเหล่านี้ผสมผสานเทคนิคข่าวกรองแบบเดิมเข้ากับการเจาะระบบทางเทคนิค โดยเตือนว่า IT Worker และตัวกลางที่เชื่อมโยงกับ DPRK สามารถแทรกซึมเข้าสู่ตำแหน่งที่ได้รับความไว้วางใจในบริษัทคริปโตและ Fintech ของฝั่งตะวันตกภายใต้ตัวตนปลอมได้

🌐 ไม่ใช่แค่ปัญหาไซเบอร์ แต่คือภัยคุกคามระดับนานาชาติ

รายงานของ CertiK อ้างอิงการประเมินจากทั้งคณะผู้ตรวจสอบของสหประชาชาติและหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ยืนยันว่า รายได้จากการขโมยคริปโตเหล่านี้ถูกนำไปสนับสนุน โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกล ของเกาหลีเหนือโดยตรง ทำให้เรื่องนี้ก้าวข้ามจากปัญหาความปลอดภัยทางไซเบอร์ กลายเป็นประเด็น ความมั่นคงระหว่างประเทศ

อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/north-korea-industrialized-crypto-theft-certik

Ethereum Foundation ประกาศรองรับมาตรฐาน Clear Signing ปิดช่องโหว่ “Blind Signing” ต้นเหตุแฮก Bybit สูญ 1.4 พันล้านดอลลาร์

Ethereum Foundation (องค์กรไม่แสวงผลกำไรผู้ดูแลระบบนิเวศ Ethereum) ประกาศเปิดตัว Public Registry และรับรองมาตรฐานเปิด ERC-7730 เพื่อรองรับ Clear Signing อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายยุติการ Blind Signing ที่เคยเป็นช่องโหว่สำคัญในการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น กรณีแฮก Bybit มูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้ผู้ใช้ทุกคนเห็นคำอธิบายธุรกรรมแบบ “ภาษามนุษย์” ก่อนกดยืนยันทุกครั้ง

🔐 Blind Signing คืออะไร และทำไมถึงอันตราย?

ปัญหาที่ผู้ใช้คริปโตเผชิญมาตลอดหลายปีคือ เวลาอนุมัติธุรกรรมบน Blockchain ส่วนใหญ่ Wallet จะแสดงข้อมูลดิบในรูปแบบ Hexadecimal (รหัสตัวเลข-ตัวอักษรที่ไม่มีความหมายสำหรับคนทั่วไป) นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า Blind Signing — การ “เซ็นชื่อโดยไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร”

ช่องโหว่นี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของแฮกเกอร์ เพราะผู้ใช้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าธุรกรรมที่กำลังอนุมัตินั้นถูกต้องหรือเป็นอันตราย กรณีที่โด่งดังที่สุดคือการที่ Lazarus Group (กลุ่มแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ) ใช้เทคนิคหลอกให้ Bybit Blind Sign ธุรกรรมอันตราย ส่งผลให้สูญเงินกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

🌐 Clear Signing คืออะไร และ EF ประกาศอะไรบ้าง?

Clear Signing คือแนวทางที่ทำให้ Wallet แสดงคำอธิบายธุรกรรมในภาษาที่มนุษย์อ่านเข้าใจได้ แทนที่จะเป็นรหัสดิบ เช่น แทนที่จะเห็น 0x23b872dd0000… ผู้ใช้จะเห็นข้อความว่า คุณกำลังแลก 100 USDC เป็น 0.05 ETH บน Uniswap” หลักการนี้มีชื่อเรียกว่า WYSIWYS — What You See Is What You Sign (สิ่งที่คุณเห็นคือสิ่งที่คุณเซ็น)

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Ethereum Foundation ได้ประกาศมาตรการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่:

1. รับรองมาตรฐาน ERC-7730 (Ethereum Request for Comments หมายเลข 7730 — มาตรฐานเปิดสำหรับการอธิบายธุรกรรมในรูปแบบที่มนุษย์อ่านได้) ที่ Ledger (บริษัทผู้ผลิต Hardware Wallet ชั้นนำ) เป็นผู้เสนอครั้งแรกในปี 2024 ให้เป็นรูปแบบมาตรฐานกลางของระบบนิเวศ Ethereum

2. เปิด Public Registry ที่ clearsigning.org เป็นฐานข้อมูลสาธารณะที่นักพัฒนาสามารถส่ง Contract Descriptor (ไฟล์อธิบายว่า Smart Contract แต่ละตัวทำอะไร) เข้ามาให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอิสระตรวจสอบและรับรอง จากนั้น Wallet ต่างๆ จะดึงข้อมูลเหล่านี้ไปแสดงให้ผู้ใช้

3. โฮสต์ Tooling Libraries เพื่อช่วยให้นักพัฒนาและ Wallet สามารถรองรับ Clear Signing ได้ง่ายขึ้น รวมถึงไลบรารีสำหรับภาษา Rust และ TypeScript ที่ได้รับทุนจากโครงการ Trillion Dollar Security

จุดเด่นของโซลูชันนี้คือ Descriptor อยู่แบบ Off-chain (นอก Blockchain) จึงสามารถนำไปใช้กับ Smart Contract ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันได้ โดยไม่ต้องอัปเกรดสัญญาอัจฉริยะ

🤝 ใครร่วมสนับสนุนโครงการนี้บ้าง?

EF ระบุว่าโครงการ Clear Signing ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทและโครงการชั้นนำในวงการ ได้แก่ MetaMask, WalletConnect, Fireblocks, Trezor, Keycard, ZKnox, Sourcify, Cyfrin, Zama, Argot รวมถึงนักพัฒนาอิสระจากทั่วระบบนิเวศ

นอกจากนี้ Tomáš Sušánka CTO ของ Trezor ให้ความเห็นว่า มาตรฐานนี้แก้ปัญหาช่องโหว่พื้นฐานที่ทรมานผู้ใช้คริปโตมาหลายปี และเรียกร้องให้ Wallet ทุกรายนำมาใช้

📋 ภาพรวมความพยายามด้านความปลอดภัยของ EF

การประกาศครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผน Trillion Dollar Security (1TS) ที่ EF ริเริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว มีเป้าหมายทำให้ Ethereum รองรับผู้ใช้หลายพันล้านคนและสินทรัพย์มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ได้อย่างปลอดภัย โดยล่าสุด EF ยังได้จัดสรรเงินอุดหนุน 1 ล้านดอลลาร์ (ราว 34 ล้านบาท) เพื่อช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการ Audit Smart Contract และวิจัยโซลูชัน Post-Quantum (การเข้ารหัสที่รับมือกับคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต)

ในวันจันทร์ก่อนหน้า EF ยังประกาศปรับโครงสร้างทีม Protocol โดยมี Barnabé Monnot, Tim Beiko และ Alex Stokes ลาออกจากตำแหน่งผู้นำ และแต่งตั้ง Will Corcoran, Kev Wedderburn และ Fredrik ขึ้นมาเป็น Co-lead แทน

อ้างอิงต้นฉบับ: The Block

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/ethereum-foundation-clear-signing-erc-7730-blind

Bitcoin Dominance พุ่งแตะ 58.5%! ตลาดเข้าสู่ช่วงสะสมพลัง พร้อมสยบกระแส Altcoin Season ชั่วคราว

ค่า Bitcoin Dominance (สัดส่วนมูลค่าตลาด Bitcoin เทียบกับตลาดคริปโตรวม) ดีดกลับจากจุดต่ำสุดประมาณ 55% สู่ระดับ 58.5% สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินในตลาดคริปโตยังคงโน้มเอียงเข้าหา Bitcoin มากกว่าเหรียญอื่น ขณะเดียวกัน ราคา BTC เองก็ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ราว $63,000 (ประมาณ 2 ล้านบาท) มาแตะระดับ $80,000 (ประมาณ 2.5 ล้านบาท) แต่ก็เริ่มมีสัญญาณเบื้องต้นจาก Altcoin บางตัวที่เริ่มแสดงความแข็งแกร่ง

📊 Bitcoin Dominance คืออะไร และทำไมนักลงทุนถึงให้ความสำคัญ?

Bitcoin Dominance คือดัชนีที่วัดสัดส่วนของมูลค่าตลาด (Market Cap) ของ Bitcoin เทียบกับมูลค่าตลาดคริปโตรวมทั้งหมด นักวิเคราะห์มักใช้ตัวชี้วัดนี้เป็น “เข็มทิศ” สำหรับวิเคราะห์การไหลเวียนของเม็ดเงินภายในตลาด

โดยทั่วไป เมื่อ Dominance สูงขึ้น หมายความว่านักลงทุนให้ความไว้วางใจ Bitcoin มากกว่าเหรียญอื่น ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดยังไม่มีทิศทางชัดเจนหรืออยู่ในช่วงพักตัว แต่ถ้า Dominance เริ่มดิ่งลง นั่นมักเป็นสัญญาณว่าเม็ดเงินกำลังกระจายตัวออกไปสู่ Altcoin (เหรียญดิจิทัลอื่นที่ไม่ใช่ Bitcoin) นำมาซึ่งสิ่งที่นักเทรดเรียกกันว่า “Alt Season” (ช่วงที่ Altcoin ให้ผลตอบแทนสูงกว่า Bitcoin)

📈 เส้นทาง Dominance ตั้งแต่กลางปี 2025 ถึงปัจจุบัน

ย้อนกลับไปในช่วงกลางปี 2568 (2025) Bitcoin Dominance เคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดระหว่าง 62–63% ก่อนที่จะค่อยๆ ถูกแรงกดดันลงมาเรื่อยๆ จนแตะจุดต่ำสุดที่ระดับประมาณ 54% ในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งตรงกับช่วงที่กิจกรรมใน Altcoin คึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

จากนั้นตั้งแต่ต้นปี 2569 (2026) เป็นต้นมา Dominance เริ่มฟื้นตัวกลับขึ้นมา และล่าสุดปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 58.5% ซึ่งการฟื้นตัวครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการแข็งค่าของราคา BTC เองที่ไต่ขึ้นจากบริเวณ $63,000 (ประมาณ 2 ล้านบาท) ในเดือนกุมภาพันธ์ มาสู่ระดับประมาณ $80,000 (ประมาณ 2.5 ล้านบาท) ในปัจจุบัน

🔄 Consolidation Phase หรือใกล้จุดเปลี่ยน?

ระดับ 58.5% ที่ Dominance อยู่ในขณะนี้ส่งสัญญาณว่าตลาดคริปโตโดยรวมน่าจะอยู่ในช่วง Consolidation (การพักตัวของตลาด หลังจากเคลื่อนไหวอย่างหนักในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง) มากกว่าที่จะอยู่ในช่วง Rotation เต็มรูปแบบเข้าสู่ Altcoin

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณเบื้องต้นที่น่าจับตา โดยในกลุ่มเหรียญที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ได้แก่ TON (เหรียญประจำระบบนิเวศ Telegram), ZEC (Zcash — เหรียญที่เน้นความเป็นส่วนตัวในการทำธุรกรรม) และ DOGE (Dogecoin — มีมคอยน์ที่ได้รับความนิยมมายาวนาน) ซึ่งในอดีต รูปแบบลักษณะนี้มักจะปรากฏก่อนที่ Altcoin ทั้งตลาดจะเริ่มเคลื่อนตัวอย่างจริงจัง เมื่อ Dominance เริ่มหมุนกลับลง

🔑 คำถามสำคัญที่ตลาดกำลังตอบ

นักวิเคราะห์ชี้ว่าตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางต่อจากนี้มีอยู่ 2 ฉากทัศน์หลัก

ฉากทัศน์ที่ 1: หากราคา BTC เริ่มชะลอตัวหรือหยุดนิ่งอยู่กับที่ ขณะที่ Dominance เริ่มดิ่งลง สัญญาณดังกล่าวจะเป็นการยืนยันที่ชัดเจนว่าเม็ดเงินกำลังหมุนเข้าสู่ Altcoin ที่มี Beta สูงกว่า (สินทรัพย์ที่มีความผันผวนมากกว่า BTC และมักให้ผลตอบแทนสูงกว่าในช่วงขาขึ้น)

ฉากทัศน์ที่ 2: หากทั้งราคา BTC และ Dominance ยังคงขยับขึ้นพร้อมกัน นั่นบ่งชี้ว่าตลาดยังไม่พร้อมจะขยายตัวออกไปในวงกว้าง และ Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์หลักที่นักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อยเลือกถือครองในช่วงนี้

อ้างอิงต้นฉบับ:การวิเคราะห์ตลาดจากแหล่งข้อมูลคริปโตสถาบัน / theblock.co

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitcoin-dominance-rebounds-58-percent

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...