“ไทย” ผงาดรับกระแสความมั่งคั่งไหลเข้า คาดจำนวนอภิมหาเศรษฐีพุ่ง 26% ภายในปี 2031
"ไทย" จ่อขึ้นแท่นศูนย์กลางความมั่งคั่งเอเชีย คาดอภิมหาเศรษฐีพุ่ง 26% ภายในปี 2031 Knight Frank เผยดัชนีความมั่งคั่งไทยขยายตัวแรง รับอานิสงส์กลุ่มทุนเคลื่อนย้ายสูงและตลาดอสังหาฯ ไพรม์โต 6.3% ชี้ปัจจัย "Ultra-mobility" ดึงดูดเศรษฐีโลกปักหมุดที่พำนัก เน้นคุณภาพชีวิต-การแพทย์ และความคุ้มค่าเชิงมูลค่า Family Office จ่อโยกฐานลงทุนอสังหาฯ และโลจิสติกส์ รับทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมโยงเศรษฐกิจ จีน-อินเดีย-อาเซียน
24 เมษายน 2569 - รายงาน The Wealth Report 2026 โดย Knight Frank ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการกระจายความมั่งคั่งทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่าจำนวนอภิมหาเศรษฐี (Ultra-High Net Worth Individuals: UHNWIs) ในประเทศไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% ในช่วงระหว่างปี 2026–2031 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคเอเชีย สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของไทยที่ยกระดับจากการเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยว สู่การเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนระดับสูง
ปัจจุบันจำนวนอภิมหาเศรษฐีทั่วโลกขยับขึ้นไปแตะระดับ 713,626 คน โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีผู้ก้าวข้ามขีดความมั่งคั่งระดับ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉลี่ยถึงวันละ 89 คน แม้สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มจะยังรักษาตำแหน่งศูนย์กลางหลัก แต่เอเชียคือภูมิภาคที่มีอัตราการเร่งตัวเร็วที่สุด และประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความโดดเด่นสูงสุดในกระแสนี้
4 ปัจจัยหนุนเศรษฐกิจไทยรับกระแสทุนเปลี่ยนทิศ
การเติบโตของกลุ่มผู้มั่งคั่งในไทยถูกขับเคลื่อนผ่านตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การขยายตัวของกลุ่มผู้ประกอบการและธุรกิจครอบครัว (Family Business) การฟื้นตัวของภาคบริการที่ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยว รวมถึงการไหลเข้าของกระแสเงินทุนจากภูมิภาคที่มุ่งเน้นสินทรัพย์ปลอดภัยและมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว
- พฤติกรรมความมั่งคั่งเคลื่อนย้ายสูง (Ultra-mobility) : กลุ่มมั่งคั่งทั่วโลกเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตสู่ระบบ "Dip in, Dip out" หรือการมีที่พำนักหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งไทยได้รับประโยชน์จากจุดแข็งด้านคุณภาพชีวิต (Quality of Life) บริการทางการแพทย์ระดับโลก (Wellness) และความปลอดภัย ทำให้กลายเป็นฐานที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมสูงจากเศรษฐีในแถบเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป
- ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับไพรม์ (Prime Residential) : ราคาที่อยู่อาศัยระดับบนในไทยขยายตัว 6.3% สะท้อนอุปสงค์ที่แข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะการขาดแคลนบ้านไฮเอนด์พร้อมอยู่ในระดับสากล ความต้องการมุ่งเป้าไปที่คอนโดมิเนียมซูเปอร์ไพรม์ในกรุงเทพฯ โครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ตและสมุย รวมถึงที่พักอาศัยแนวเวลเนส
- การเติบโตของ Family Office : สำนักงานบริหารความมั่งคั่งครอบครัวทั่วโลกเริ่มปรับบทบาทสู่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และกำลังมองหาโอกาสการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบ Value-add ธุรกิจโรงแรม และโลจิสติกส์ โดยไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่อย่างจีนและอินเดีย
- ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน (Transformation Economy) : ผู้บริโภคระดับลักชัวรีปรับลดความสำคัญของการครอบครองสินค้าฟุ่มเฟือย และหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์และการพัฒนาสุขภาวะ ไทยจึงได้เปรียบเชิงกลยุทธ์จากความพร้อมของรีสอร์ตเวลเนสระดับโลกและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
ทุนส่วนบุคคลกับความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ
Liam Bailey, Global Head of Research, Knight Frank ให้ความเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “เรากำลังเห็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงด้านการกระจายความมั่งคั่งครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ แม้จะเผชิญแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ทุนส่วนบุคคลยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่ง… ตลาดที่ผสานคุณภาพชีวิต การเคลื่อนย้าย และมูลค่าระยะยาว เช่นประเทศไทย กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน”
ด้านณัฏฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ Knight Frank Thailand ได้ตอกย้ำถึงความพร้อมของซัพพลายในประเทศว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่โดดเด่นในสายตากลุ่มมั่งคั่งทั่วโลก เราเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นในโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์ บ้านพักแนวเวลเนส และสินทรัพย์โรงแรมระดับอินเวสต์เมนต์ เมื่อเทรนด์ความมั่งคั่งเน้นสุขภาพและการเคลื่อนย้าย ไทยจึงยิ่งมีความได้เปรียบ”
บทสรุปจากรายงานชี้ให้เห็นว่า การเร่งตัวเชิงโครงสร้างของการสร้างความมั่งคั่งทั่วโลก และการที่ไทยมีองค์ประกอบครบถ้วนทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและไลฟ์สไตล์ระดับสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้ประเทศกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบนิเวศความมั่งคั่งระดับสากลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้