โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘รมว.คลัง’ ปัดตกลดภาษีน้ำมันอุ้มคนรวย ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือนคนป่วย ต้องเร่งอัดยา

The Bangkok Insight

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

"รมว.คลัง" เมินลดภาษีน้ำมันอุ้มคนรวย ชี้ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า รับวันนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนคนป่วย ต้องเร่งอัดยา ยืนยันชงครม.ไฟเขียว "ไทยช่วยไทยพลัส" 19 พ.ค.นี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยมองว่ายังมีแนวทางที่ช่วยประชาชนได้ดีกว่าและไม่กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ เช่น การลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันว่า ในอดีตช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน รัฐบาลในขณะนั้นได้มีการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ทำให้สูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาท โดยการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ทุก 1 บาทต่อลิตร ทำให้รายได้หาย 2 พันล้านบาทต่อเดือน และน้ำมันเบนซิน ทำให้รายได้หาย 800 ล้านบาทต่อเดือน รายได้ที่สูญเสียไปดังกล่าวแทบไม่ได้อะไรเลย และสุดท้ายก็ต้องมีการออกกฎหมายกู้เงินอีกอยู่ดี

ลดภาษีน้ำมัน

ขณะเดียวกันการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted) แต่เป็นการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มที่ขับรถ เช่น คนขับรถเบ็นซ์ รถบีเอ็มดับเบิ้ลยู ที่ยังมีความสามารถ มีกันชนในการดูแลตัวเอง ดังนั้นไม่ดีกว่าหรือที่รัฐบาลจะมุ่งเป้าในการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง คนตัวเล็กที่ไม่มีกำลังรองรับอย่างเพียงพอในภาวะวิกฤตค่าครองชีพที่เกิดขึ้นในขณะนี้

"เข้าใจว่ามีคนตั้งคำถามเรื่องการออก พ.ร.ก. กู้เงินของรัฐบาลเยอะ ซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือไทยกำลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจทิพย์ มันเริ่มจากวิกฤตสงครามที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ และขณะนี้เรากำลังเข้าสู่วิกฤติค่าครองชีพ จากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน เม.ย. 2569 ที่ 2.9% จากก่อนหน้านี้ที่ติดลบ และเดือนหน้ามีโอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นไปอีก ถามชาวบ้านวันนี้บอกตรงกันหมดว่าค่าครองชีพสูงขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น คนตัวเล็กตัวน้อยมีแรงรองรับน้อย มีหนี้ครัวเรือนสูง นี่เป็นเหตุผลที่รัฐบาลต้องมาแก้วิกฤติเหล่านี้ และสุดท้ายหากเราไม่เร่งทำตั้งแต่ตอนนี้ มันอาจจะตามมาด้วยวิกฤติคนตกงาน ธุรกิจปิดตัว จนกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในที่สุด รัฐบาลต้องการตัดวงจรเหล่านี้ จึงออก พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้มา" นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนคนป่วย รัฐบาลต้องเร่งให้ยา แม้ว่ายาที่จะใช้ในวันนี้อาจจะมีผลระยะยาว แต่ไม่ได้บอกว่าจะตอนนี้จะยังไม่ต้องกินยา ให้รอไป 5-6 เดือน เหมือนให้เศรษฐกิจไทยรองบประมาณปี 2570 ไม่ได้ แม้ว่ายาที่รัฐบาลเตรียมไว้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเยียวยา และมาตรการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่าน ด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นวิตามินที่จะออกฤทธิ์นาน ก็ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องรอไปกินยาในวันที่อาการกำเริบ ตอนนี้คือความจำเป็นเร่งด่วนของเศรษฐกิจ ต้องกินยาวันนี้ ดังนั้นทั้งเรื่องการเยียวยาและการเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องสำคัญ ให้รอไปก่อนคงไม่ได้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

ส่วนกรณีที่มีฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับมาตรการเรื่องการเปลี่ยนผ่านนั้น ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่ต้องทำไป แต่อยากชี้ให้เห็นว่าหากประเทศไทยทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน วันนี้ประเทศไทยจะไม่เดือดร้อนเลย แต่ไทยยังเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งค่าไฟฟ้า 60% มาจากก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นหากราคาน้ำมันกลับมาสูงขึ้นอีก ก็จะกระทบเศรษฐกิจไทยแรงอีก เพราะวันนี้สงครามยังไม่จบ หากไม่เร่งทำตั้งแต่ตอนนี้ โดยรอให้คนตายก่อน คงไม่ได้ ยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านคือความจำเป็นอย่างแท้จริง เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

สำหรับความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 ได้มีการพิจารณารายละเอียดของโครงการฯ เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 19 พ.ค. นี้ โดยยืนยันว่ากำหนดการ (ไทม์ไลน์) ยังคงเป็นไปตามเดิม โดยจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 25 พ.ค. 2569 และให้เริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย. นี้ โดยวัตถุประสงค์ของโครงการจะเป็นการเยียวยา และบรรเทาภาระค่าครองชีพของกลุ่มเปราะบาง

"ผมยืนยันว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดย พ.ร.ก. ทุกอันที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ไม่ได้เป็นการตีเช็กเปล่า แต่การออก พ.ร.ก. ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ชัดเจน มันไม่เหมือนการกู้เงินธนาคารที่จะต้องมีโครงการไปเสนอ แต่ตาม พ.ร.ก. เราเขียนกลไกว่าต้องกู้ในวัตถุประสงค์เท่านั้น คือการเยียวยาและการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้หลังวิกฤตคนไทยและเศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแรงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีกลไกตรวจสอบและกลั่นกรองร่วมด้วย ซึ่งโครงการใช้เงินไม่ได้มีแค่โครงการนี้เท่านั้น ยังมีโครงการช่วยเหลือด้านคมนาคม ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังพิจารณาอยู่ เป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานไปสู่น้ำมันบี 20 ให้มากขึ้น" นายเอกนิติ ระบุ

ลดภาษีน้ำมัน

ขณะที่นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันสุ่มเสี่ยงและอันตรายมาก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าหากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังไม่ลดลงและขยับขึ้นไปเรื่อย ๆ ปี 2570 ทั้งโลกจะมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ดังนั้นมีความอันตรายชัดเจน และข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปีนี้แม้ตัวเลขจีดีพีจะไม่ติดลบ แต่รายได้ของแรงงานมีโอกาสติดลบ จากปกติรายได้แรงงานจะโต โดยก่อนโควิด-19 รายได้แรงงานโตราว 4.7-4.8% แต่ปี 2568 โตเพียง 1-2% เท่านั้น

"เศรษฐกิจไทยอ่อนแอมาระยะหนึ่งแล้ว และกำลังซื้อที่อ่อนแอลงทำให้มีความเปราะบางมากขึ้น จากกันชนที่น้อย หากรายได้ติดลบอีกกลุ่มเปราะบางก็จะยิ่งเดือดร้อน เพราะมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงอยู่ด้วย คนต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น เอสเอ็มอีอาจจะมีล้มบ้าง คนตกงาน เราจะพึ่งพาต่างประเทศอย่างเดียว ก็ต้องถามกลับมานักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาไหม ค่าเครื่องบินแบบนี้ ท่องเที่ยวก็ถูกกระทบเหมือนกัน ดังนั้นถ้าเราดูปัจจัยทั้งภายในและภายนอกแล้ว เศรษฐกิจเหมือนเจอแผ่นดินไหว และเรารู้ว่ามันจะมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาแน่ ๆ ถ้าเรานั่งดูเฉย ๆ คงไม่ได้ เราจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ นี่ไม่เหมือนวิกฤติฟ้าผ่าที่ผ่ามาตูมเดียวแล้วจบ" นายสันติธาร ระบุ

ที่มา : อินโฟเควสท์

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...