‘รมว.คลัง’ ปัดตกลดภาษีน้ำมันอุ้มคนรวย ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือนคนป่วย ต้องเร่งอัดยา
"รมว.คลัง" เมินลดภาษีน้ำมันอุ้มคนรวย ชี้ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า รับวันนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนคนป่วย ต้องเร่งอัดยา ยืนยันชงครม.ไฟเขียว "ไทยช่วยไทยพลัส" 19 พ.ค.นี้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยมองว่ายังมีแนวทางที่ช่วยประชาชนได้ดีกว่าและไม่กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ เช่น การลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันว่า ในอดีตช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน รัฐบาลในขณะนั้นได้มีการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ทำให้สูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาท โดยการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ทุก 1 บาทต่อลิตร ทำให้รายได้หาย 2 พันล้านบาทต่อเดือน และน้ำมันเบนซิน ทำให้รายได้หาย 800 ล้านบาทต่อเดือน รายได้ที่สูญเสียไปดังกล่าวแทบไม่ได้อะไรเลย และสุดท้ายก็ต้องมีการออกกฎหมายกู้เงินอีกอยู่ดี
ขณะเดียวกันการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted) แต่เป็นการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มที่ขับรถ เช่น คนขับรถเบ็นซ์ รถบีเอ็มดับเบิ้ลยู ที่ยังมีความสามารถ มีกันชนในการดูแลตัวเอง ดังนั้นไม่ดีกว่าหรือที่รัฐบาลจะมุ่งเป้าในการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง คนตัวเล็กที่ไม่มีกำลังรองรับอย่างเพียงพอในภาวะวิกฤตค่าครองชีพที่เกิดขึ้นในขณะนี้
"เข้าใจว่ามีคนตั้งคำถามเรื่องการออก พ.ร.ก. กู้เงินของรัฐบาลเยอะ ซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือไทยกำลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจทิพย์ มันเริ่มจากวิกฤตสงครามที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ และขณะนี้เรากำลังเข้าสู่วิกฤติค่าครองชีพ จากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน เม.ย. 2569 ที่ 2.9% จากก่อนหน้านี้ที่ติดลบ และเดือนหน้ามีโอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นไปอีก ถามชาวบ้านวันนี้บอกตรงกันหมดว่าค่าครองชีพสูงขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น คนตัวเล็กตัวน้อยมีแรงรองรับน้อย มีหนี้ครัวเรือนสูง นี่เป็นเหตุผลที่รัฐบาลต้องมาแก้วิกฤติเหล่านี้ และสุดท้ายหากเราไม่เร่งทำตั้งแต่ตอนนี้ มันอาจจะตามมาด้วยวิกฤติคนตกงาน ธุรกิจปิดตัว จนกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในที่สุด รัฐบาลต้องการตัดวงจรเหล่านี้ จึงออก พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้มา" นายเอกนิติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนคนป่วย รัฐบาลต้องเร่งให้ยา แม้ว่ายาที่จะใช้ในวันนี้อาจจะมีผลระยะยาว แต่ไม่ได้บอกว่าจะตอนนี้จะยังไม่ต้องกินยา ให้รอไป 5-6 เดือน เหมือนให้เศรษฐกิจไทยรองบประมาณปี 2570 ไม่ได้ แม้ว่ายาที่รัฐบาลเตรียมไว้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเยียวยา และมาตรการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่าน ด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นวิตามินที่จะออกฤทธิ์นาน ก็ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องรอไปกินยาในวันที่อาการกำเริบ ตอนนี้คือความจำเป็นเร่งด่วนของเศรษฐกิจ ต้องกินยาวันนี้ ดังนั้นทั้งเรื่องการเยียวยาและการเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องสำคัญ ให้รอไปก่อนคงไม่ได้
ส่วนกรณีที่มีฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับมาตรการเรื่องการเปลี่ยนผ่านนั้น ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่ต้องทำไป แต่อยากชี้ให้เห็นว่าหากประเทศไทยทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน วันนี้ประเทศไทยจะไม่เดือดร้อนเลย แต่ไทยยังเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งค่าไฟฟ้า 60% มาจากก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นหากราคาน้ำมันกลับมาสูงขึ้นอีก ก็จะกระทบเศรษฐกิจไทยแรงอีก เพราะวันนี้สงครามยังไม่จบ หากไม่เร่งทำตั้งแต่ตอนนี้ โดยรอให้คนตายก่อน คงไม่ได้ ยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านคือความจำเป็นอย่างแท้จริง เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
สำหรับความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 ได้มีการพิจารณารายละเอียดของโครงการฯ เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 19 พ.ค. นี้ โดยยืนยันว่ากำหนดการ (ไทม์ไลน์) ยังคงเป็นไปตามเดิม โดยจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 25 พ.ค. 2569 และให้เริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย. นี้ โดยวัตถุประสงค์ของโครงการจะเป็นการเยียวยา และบรรเทาภาระค่าครองชีพของกลุ่มเปราะบาง
"ผมยืนยันว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดย พ.ร.ก. ทุกอันที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ไม่ได้เป็นการตีเช็กเปล่า แต่การออก พ.ร.ก. ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ชัดเจน มันไม่เหมือนการกู้เงินธนาคารที่จะต้องมีโครงการไปเสนอ แต่ตาม พ.ร.ก. เราเขียนกลไกว่าต้องกู้ในวัตถุประสงค์เท่านั้น คือการเยียวยาและการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้หลังวิกฤตคนไทยและเศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแรงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีกลไกตรวจสอบและกลั่นกรองร่วมด้วย ซึ่งโครงการใช้เงินไม่ได้มีแค่โครงการนี้เท่านั้น ยังมีโครงการช่วยเหลือด้านคมนาคม ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังพิจารณาอยู่ เป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานไปสู่น้ำมันบี 20 ให้มากขึ้น" นายเอกนิติ ระบุ
ขณะที่นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันสุ่มเสี่ยงและอันตรายมาก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าหากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังไม่ลดลงและขยับขึ้นไปเรื่อย ๆ ปี 2570 ทั้งโลกจะมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ดังนั้นมีความอันตรายชัดเจน และข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปีนี้แม้ตัวเลขจีดีพีจะไม่ติดลบ แต่รายได้ของแรงงานมีโอกาสติดลบ จากปกติรายได้แรงงานจะโต โดยก่อนโควิด-19 รายได้แรงงานโตราว 4.7-4.8% แต่ปี 2568 โตเพียง 1-2% เท่านั้น
"เศรษฐกิจไทยอ่อนแอมาระยะหนึ่งแล้ว และกำลังซื้อที่อ่อนแอลงทำให้มีความเปราะบางมากขึ้น จากกันชนที่น้อย หากรายได้ติดลบอีกกลุ่มเปราะบางก็จะยิ่งเดือดร้อน เพราะมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงอยู่ด้วย คนต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น เอสเอ็มอีอาจจะมีล้มบ้าง คนตกงาน เราจะพึ่งพาต่างประเทศอย่างเดียว ก็ต้องถามกลับมานักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาไหม ค่าเครื่องบินแบบนี้ ท่องเที่ยวก็ถูกกระทบเหมือนกัน ดังนั้นถ้าเราดูปัจจัยทั้งภายในและภายนอกแล้ว เศรษฐกิจเหมือนเจอแผ่นดินไหว และเรารู้ว่ามันจะมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาแน่ ๆ ถ้าเรานั่งดูเฉย ๆ คงไม่ได้ เราจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ นี่ไม่เหมือนวิกฤติฟ้าผ่าที่ผ่ามาตูมเดียวแล้วจบ" นายสันติธาร ระบุ
ที่มา : อินโฟเควสท์
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘เอกนิติ’ สั่งทบทวน ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ หลัง ‘ปลัดคลัง’ บอกข้อจำกัดเยอะ!
- ‘เอกนิติ’ คอนเฟิร์ม! ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เข้าครม. 19 พ.ค. นี้แน่นอน!
- ‘เอกนิติ’ คอนเฟิร์ม! เปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 25 พ.ค. นี้
ติดตามเราได้ที่