“เมียนมา” บังคับแรงงานส่งเงินกลับประเทศ ดัน “เงินโอน” ขึ้นเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศอันดับ 1
ข้อมูลกระทรวงการคลังเมียนมาเผย เงินโอนกลับประเทศจากแรงงานต่างแดนพุ่งแตะ 5.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 หลังรัฐบาลทหารออกกฎบังคับให้แรงงานต้องโอนรายได้อย่างน้อย 25% ผ่านระบบธนาคารทางการ
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.13 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ข้อมูลจากกระทรวงการคลังของเมียนมาที่ Bloomberg ได้รับ เปิดเผยว่าเงินโอนกลับประเทศจากแรงงานเมียนมาในต่างแดน กลายเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ หลังรัฐบาลทหารออกมาตรการกดดันให้แรงงานต้องส่งเงินกลับบ้านผ่านระบบธนาคารอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลระบุว่า เงินโอนกลับประเทศ (remittance) ของเมียนมาในปี 2568 พุ่งขึ้นแตะ 5,600 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 38% ของเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าทั้งหมด เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียง 670 ล้านดอลลาร์ในปี 2565 ซึ่งเป็นปีหลังการรัฐประหารของกองทัพ
การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐบาลทหารออกกฎในปี 2567 บังคับให้แรงงานเมียนมาในต่างประเทศต้องโอนเงินกลับประเทศอย่างน้อย 25% ของรายได้ ผ่านช่องทางธนาคารที่รัฐรับรอง หากไม่ปฏิบัติตาม อาจกระทบต่อการต่ออายุหนังสือเดินทางและสิทธิในการทำงานต่างประเทศ
นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการดังกล่าวช่วยสร้างสายธารเงินตราต่างประเทศให้กับระบบธนาคารที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลทหาร ในช่วงที่เมียนมาต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและสงครามกลางเมือง ซึ่งทำให้แหล่งเงินทุนอื่น ๆ ลดลงอย่างหนัก
Kaho Yu นักวิเคราะห์เอเชียของ Verisk Maplecroft กล่าวว่า “เงินโอนกลับประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังกลายเป็นเส้นเลือดสำคัญของระบบธนาคารเมียนมา ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด ในช่วงที่ทางการต้องพยายามรักษาสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศ”
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทหารภายใต้การนำของมิน อ่อง หล่าย พยายามประคองเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบหนักจากความขัดแย้งภายในประเทศและมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ
แม้ มิน อ่อง หล่าย จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาต้นปีนี้ หลังการเลือกตั้งที่หลายประเทศตะวันตกไม่ยอมรับ แต่เศรษฐกิจประเทศยังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยอัตราเงินเฟ้ออยู่ใกล้ 30% ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ลดลงเหลือเพียง 83 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา
สำหรับรัฐบาลทหารเมียนมา การควบคุมเงินตราต่างประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ดอลลาร์สหรัฐในการนำเข้าสินค้าจำเป็น เช่น เชื้อเพลิง ยา และอาหาร
นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า แม้การชำระเงินซื้ออาวุธจะดำเนินการผ่านธนาคารของรัฐ แต่เงินโอนจากแรงงานต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ธนาคารเอกชนในประเทศ สุดท้ายก็จะเข้าสู่ระบบการเงินที่รัฐควบคุมอย่างเข้มงวด ซึ่งทางการสามารถกำหนดวิธีการใช้และการแปลงสกุลเงินได้
รายงานยังระบุว่า กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งในเมียนมามีทั้งธุรกิจธนาคารและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพ โดยในปี 2562 คณะผู้ตรวจสอบของสหประชาชาติเรียกร้องให้มีการสอบสวนบริษัทบางแห่งจากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติกรณีชาวโรฮิงญา ซึ่งรัฐบาลเมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
ทางการเมียนมาอธิบายว่า กฎเกี่ยวกับการโอนเงินมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เงินไหลผ่านระบบธนาคารอย่างเป็นทางการ และลดการใช้ระบบโอนเงินนอกระบบ เช่น ฮุนดี ซึ่งผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม International Labour Organization เตือนว่ามาตรการดังกล่าวอาจยิ่งผลักดันแรงงานให้หันไปใช้ช่องทางนอกระบบมากขึ้น โดยก่อนการรัฐประหาร แรงงานเมียนมาราว 10% ทำงานอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในไทยและมาเลเซียรวมเกือบ 2 ล้านคน
แรงงานและกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า การบังคับใช้มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านเครือข่ายหน่วยงานจัดหางานและสถานทูต โดยแรงงานจำนวนมากถูกกำหนดให้ลงนามข้อตกลงว่าจะต้องโอนเงินกลับประเทศอย่างสม่ำเสมอ และบางกรณีครอบครัวในเมียนมาจะถูกติดต่อหากการโอนเงินหยุดลง
แรงงานเมียนมาบางคนในไทยระบุว่า พวกเขาถูกกดดันให้โอนเงินอย่างน้อยเดือนละ 2,500 บาท ซึ่งบางครั้งมากกว่า 25% ของรายได้ต่อเดือน
Joe Freeman นักวิจัยของ Amnesty International กล่าวว่า การผูกการต่ออายุหนังสือเดินทางเข้ากับการโอนเงิน อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิในการเดินทางและประกอบอาชีพ
แรงงานเมียนมาหลายคนสะท้อนว่าพวกเขาต้องเผชิญภาระทางเศรษฐกิจหนักขึ้นในต่างประเทศอยู่แล้ว แต่กลับไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องส่งเงินกลับบ้านตามข้อกำหนดของรัฐบาลทหาร
หนึ่งในแรงงานเมียนมาในไทยกล่าวว่า “เราต้องดิ้นรนเพื่อให้พอใช้จ่ายอยู่แล้ว โดยเฉพาะเวลาลาป่วยหรือไม่ได้ทำโอที มันคงดีกว่านี้มาก ถ้าเราได้มีสิทธิบริหารเงินที่หามาเองอย่างอิสระ”
อ้างอิง : bloomberg.com