โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“เมียนมา” บังคับแรงงานส่งเงินกลับประเทศ ดัน “เงินโอน” ขึ้นเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศอันดับ 1

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 พ.ค. เวลา 14.29 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. เวลา 07.29 น.

ข้อมูลกระทรวงการคลังเมียนมาเผย เงินโอนกลับประเทศจากแรงงานต่างแดนพุ่งแตะ 5.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 หลังรัฐบาลทหารออกกฎบังคับให้แรงงานต้องโอนรายได้อย่างน้อย 25% ผ่านระบบธนาคารทางการ

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.13 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ข้อมูลจากกระทรวงการคลังของเมียนมาที่ Bloomberg ได้รับ เปิดเผยว่าเงินโอนกลับประเทศจากแรงงานเมียนมาในต่างแดน กลายเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ หลังรัฐบาลทหารออกมาตรการกดดันให้แรงงานต้องส่งเงินกลับบ้านผ่านระบบธนาคารอย่างเป็นทางการ

ข้อมูลระบุว่า เงินโอนกลับประเทศ (remittance) ของเมียนมาในปี 2568 พุ่งขึ้นแตะ 5,600 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 38% ของเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าทั้งหมด เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียง 670 ล้านดอลลาร์ในปี 2565 ซึ่งเป็นปีหลังการรัฐประหารของกองทัพ

การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐบาลทหารออกกฎในปี 2567 บังคับให้แรงงานเมียนมาในต่างประเทศต้องโอนเงินกลับประเทศอย่างน้อย 25% ของรายได้ ผ่านช่องทางธนาคารที่รัฐรับรอง หากไม่ปฏิบัติตาม อาจกระทบต่อการต่ออายุหนังสือเดินทางและสิทธิในการทำงานต่างประเทศ

นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการดังกล่าวช่วยสร้างสายธารเงินตราต่างประเทศให้กับระบบธนาคารที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลทหาร ในช่วงที่เมียนมาต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและสงครามกลางเมือง ซึ่งทำให้แหล่งเงินทุนอื่น ๆ ลดลงอย่างหนัก

Kaho Yu นักวิเคราะห์เอเชียของ Verisk Maplecroft กล่าวว่า “เงินโอนกลับประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังกลายเป็นเส้นเลือดสำคัญของระบบธนาคารเมียนมา ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด ในช่วงที่ทางการต้องพยายามรักษาสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศ”

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทหารภายใต้การนำของมิน อ่อง หล่าย พยายามประคองเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบหนักจากความขัดแย้งภายในประเทศและมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ

แม้ มิน อ่อง หล่าย จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาต้นปีนี้ หลังการเลือกตั้งที่หลายประเทศตะวันตกไม่ยอมรับ แต่เศรษฐกิจประเทศยังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยอัตราเงินเฟ้ออยู่ใกล้ 30% ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ลดลงเหลือเพียง 83 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา

สำหรับรัฐบาลทหารเมียนมา การควบคุมเงินตราต่างประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ดอลลาร์สหรัฐในการนำเข้าสินค้าจำเป็น เช่น เชื้อเพลิง ยา และอาหาร

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า แม้การชำระเงินซื้ออาวุธจะดำเนินการผ่านธนาคารของรัฐ แต่เงินโอนจากแรงงานต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ธนาคารเอกชนในประเทศ สุดท้ายก็จะเข้าสู่ระบบการเงินที่รัฐควบคุมอย่างเข้มงวด ซึ่งทางการสามารถกำหนดวิธีการใช้และการแปลงสกุลเงินได้

รายงานยังระบุว่า กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งในเมียนมามีทั้งธุรกิจธนาคารและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพ โดยในปี 2562 คณะผู้ตรวจสอบของสหประชาชาติเรียกร้องให้มีการสอบสวนบริษัทบางแห่งจากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติกรณีชาวโรฮิงญา ซึ่งรัฐบาลเมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ทางการเมียนมาอธิบายว่า กฎเกี่ยวกับการโอนเงินมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เงินไหลผ่านระบบธนาคารอย่างเป็นทางการ และลดการใช้ระบบโอนเงินนอกระบบ เช่น ฮุนดี ซึ่งผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม International Labour Organization เตือนว่ามาตรการดังกล่าวอาจยิ่งผลักดันแรงงานให้หันไปใช้ช่องทางนอกระบบมากขึ้น โดยก่อนการรัฐประหาร แรงงานเมียนมาราว 10% ทำงานอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในไทยและมาเลเซียรวมเกือบ 2 ล้านคน

แรงงานและกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า การบังคับใช้มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านเครือข่ายหน่วยงานจัดหางานและสถานทูต โดยแรงงานจำนวนมากถูกกำหนดให้ลงนามข้อตกลงว่าจะต้องโอนเงินกลับประเทศอย่างสม่ำเสมอ และบางกรณีครอบครัวในเมียนมาจะถูกติดต่อหากการโอนเงินหยุดลง

แรงงานเมียนมาบางคนในไทยระบุว่า พวกเขาถูกกดดันให้โอนเงินอย่างน้อยเดือนละ 2,500 บาท ซึ่งบางครั้งมากกว่า 25% ของรายได้ต่อเดือน

Joe Freeman นักวิจัยของ Amnesty International กล่าวว่า การผูกการต่ออายุหนังสือเดินทางเข้ากับการโอนเงิน อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิในการเดินทางและประกอบอาชีพ

แรงงานเมียนมาหลายคนสะท้อนว่าพวกเขาต้องเผชิญภาระทางเศรษฐกิจหนักขึ้นในต่างประเทศอยู่แล้ว แต่กลับไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องส่งเงินกลับบ้านตามข้อกำหนดของรัฐบาลทหาร

หนึ่งในแรงงานเมียนมาในไทยกล่าวว่า “เราต้องดิ้นรนเพื่อให้พอใช้จ่ายอยู่แล้ว โดยเฉพาะเวลาลาป่วยหรือไม่ได้ทำโอที มันคงดีกว่านี้มาก ถ้าเราได้มีสิทธิบริหารเงินที่หามาเองอย่างอิสระ”

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...