TACO บนหลังเสือเปอร์เซีย
วันที่ 23 มี.ค. ประธานาธิบดี Trump โพสต์ว่ากำลังมี ‘การสนทนากับอิหร่าน’ ท่ามกลางภาวะสงคราม
น้ำมันดิบที่พุ่งแรงกว่า 50% ในปีนี้ ปรับตัวลงทันที 10% ในชั่วโมงเดียว ดัชนี S&P500 พุ่งแรง แม้อิหร่านออกมาปฏิเสธทันทีว่าไม่มีการเจรจาทั้งสิ้น แต่ทุกคนในตลาดพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า TACO มาแล้ว
ผมติดตามความเคลื่อนไหวครั้งนี้แล้วนึกถึงสุภาษิตจีนที่เหมาเจ๋อตง เคยใช้อธิบายสหรัฐฯ ในสงครามเกาหลีว่า ‘ขี่หลังเสือแล้วลงยาก’ ปัญหาของ TACO ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ว่า Trump อยากถอยหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ทั้งเสือและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ปลอดภัยพอที่จะลงจริงหรือ
Trump Always Chicken Out หรือ TACO อาจฟังดูตลก แต่ Trump เรียกว่าเทคนิคการเจรจาที่เคยได้ผลเสมอ
นับตั้งแต่ต้นปี 2025 Trump ถอยนโยบายมาแล้วอย่างน้อย 10 ครั้ง ภาษีแคนาดา 50% ยกเลิกในวันเดียวกัน Liberation Day วันที่ 2 เม.ย. ปีก่อนที่ทำตลาดหุ้นร่วงทั่งโลก ถูกระงับใน 90 วัน ใครที่กล้าลงทุนเมื่อ Trump ออกนโยบายแข็งกร้าวได้กำไรมาโดยตลอด
กลไกของ TACO ทำงานเพราะ Trump มีแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อน ทุกครั้งที่ตลาดหุ้นร่วง Approval Rating ร่วงตาม ความเสี่ยงเลือกตั้ง Midterm เพิ่มขึ้น ไม่แปลกที่ Trump มักถอยก่อนที่ต้นทุนเหล่านี้จะสูงเกินไป
ประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นว่ากลไกนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ McKinley ขึ้นภาษีปี 1890 แล้วแพ้ Midterm ถล่มทลาย GOP สูญ 100 ที่นั่ง George Bush พูดว่า ‘Read My Lips: No New Taxes’ แต่ก็ยังขึ้นภาษีได้เมื่อเศรษฐกิจบังคับ ผู้นำอเมริกันทุกคนเปลี่ยนนโยบายได้เมื่อต้นทุนการเมืองสูง
แต่สงครามอิหร่าน ไม่ใช่ภาษี และนั่นคือความแตกต่างที่ทำให้ TACO ครั้งนี้ซับซ้อนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ประเด็นแรก อิหร่านไม่ใช่คู่เจรจาที่ตอบสนองต่อแรงกดดันของสหรัฐฯ
ทุกครั้งที่ Trump TACO สำเร็จ คู่เจรจาฝั่งตรงข้ามล้วนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือพวกเขาต้องการจบ แต่อิหร่านในปี 2026 ไม่ได้อยู่ในตรรกะเดียวกัน
ดัชนีความทุกข์ยากของอิหร่านอยู่ที่ระดับ 80-90% มาต่อเนื่องหลายปี รัฐบาลที่อยู่รอดในสภาพแบบนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทนทานต่อความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าที่ชาติตะวันตกจะจินตนาการได้
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าผู้นำอิหร่านคนใหม่จะเป็นใคร ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยความแข็งกร้าว ขณะที่ข้อเรียกร้องเช่น ค่าผ่านทางสำหรับช่องแคบ Hormuz หรือการถอนฐานทัพสหรัฐฯ ออกจากอ่าวเปอร์เซีย เป็นเงื่อนไขที่ Trump ยอมรับได้ยากทางการเมือง
สอง โครงสร้างพลังงานโลกที่แตกหักไปแล้วอย่างถาวร
น้ำมันอาจกลับมาได้ แต่โครงสร้างที่แตกไปแล้วไม่ได้กลับพร้อมกัน
ครั้งนี้ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ปริมาณน้ำมัน กาตาร์สูญเสียช่องทางการส่ง LNG และต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการฟื้นฟู แม้ช่องแคบเปิดพรุ่งนี้ ส่วนที่ไม่เสียหายก็ยังต้องใช้เวลา 3-4 เดือนกว่าจะโหลดเรือได้อีกครั้ง
Petrochemicals ห่วงโซ่ Methanol 40% ของโลกที่มาจาก Gulf ถูกล็อกไปแล้ว ปุ๋ย Urea 43% และ Ammonia 27% ของโลกหยุดส่งออก ราคา Ethylene ในยุโรปบวกไปแล้ว 42%, Propylene ในเกาหลีบวก 53% สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมกว่า 95% ของโลก
ผลระยะยาวที่แน่นอนที่สุดของสงครามครั้งนี้คือทุกบริษัทในโลกกำลังคำนวณต้นทุนสำรอง และกระจาย Supplier ออกจากอ่าวเปอร์เซียอยู่ในขณะนี้ กระบวนการนั้นไม่มีทางย้อนกลับแม้สงครามจะสงบแล้วก็ตาม
สาม ถ้าจีนเข้ามาในสมการสงคราม เกมจะเปลี่ยนไปอีกมิติ
จีนมีผลประโยชน์โดยตรงในสงครามครั้งนี้ เพราะอิหร่านคือหัวใจของ Belt and Road Initiative ถ้าสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่านสำเร็จ จีนอาจสูญเสีย Land Bridge เชื่อมเอเชียกลางสู่ตะวันออกกลางที่ลงทุนสร้างมาหลายทศวรรษ
CCTV เพิ่งเผยแพร่ Animation AI สั้น 5 นาที ชื่อ ‘The Art of Peace: Gold Flow Valley’ กลายเป็นไวรัลในจีนภายในไม่กี่วัน เนื้อเรื่องสมมติ ตัวละคร เหยี่ยวขาว รุกรานแมวเปอร์เซีย เพื่อยึดครองหุบเขาที่มีทรัพยากรมีค่า เส้นทางค้าขายถูกตัด ตอนจบเหล่าพ่อค้าทั่วโลกรวมตัวกัน สร้างเส้นทางใหม่ที่ไม่ต้องใช้เหรียญทองของเหยี่ยวอีกต่อไป
ไม่มีตัวละครจีนในเรื่องแม้แต่ตัวเดียว แต่ทุกคนรู้ว่าใครกำกับเรื่องนี้ นัยยะสำคัญไม่ใช่แค่การโฆษณาชวนเชื่อ แต่คือสัญญาณว่าจีนบอกคนจีนให้เตรียมพร้อมหาทางทำธุรกิจใหม่หากต้องเข้าร่วมสงครามอย่างไม่ตั้งใจ
ในช่วงที่เหลือของปี ผมมองเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ 3 แบบ
ดีที่สุด TACO สำเร็จ ช่องแคบเปิดภายในไตรมาสที่ 2 โอกาส 30%
ถ้า Trump หาสูตรที่ให้ทั้งสองฝ่ายประกาศชัยชนะได้พร้อมกัน ผ่านคนกลางอย่างปากีสถาน ตุรกี หรือโอมาน อิหร่านได้ข้อตกลงที่ดูเหมือนไม่ใช่การยอมแพ้ Trump ประกาศว่าภารกิจสำเร็จแล้ว
ตลาดจะตอบสนอง TACO รวดเร็ว น้ำมันดิบ Brent กลับมาแถว 75-80 ดอลลาร์ S&P 500 ดีดกลับไปแถว 6,800-7,000 จุด หุ้นเอเชียและยุโรปฟื้นตัวแรง
อย่างไรก็ดีเงินเฟ้ออาจทรงตัวสูงไป 1ปี บอนด์ยีลด์ระยะยาวถูกกดดันจากนโยบายการเงินที่ลดความผ่อนคลายลง และค่าใช้จ่ายสงครามที่สะสม
โอกาสมากที่สุด 40% สงครามยืดเยื้อถึงไตรมาสที่ 3 ตลาดซึมลงต่อเนื่อง
ถ้าช่องแคบ Hormuz ปิดเกิน 10 สัปดาห์ การขาดแคลนพลังงานกระทบกิจกรรมเศรษฐกิจจริงในเอเชีย ราคาน้ำมันดิบทรงตัวแถว 100-120 ดอลลาร์ เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งเกิน 3.5% Fed ถูกตรึงด้วยความไม่แน่นอนไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ S&P 500 ลงไปแถว 6,000-6,200 จุด
และกรณีเสี่ยง คือสหรัฐฯ ต้องใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดิน สงครามอาจไม่จบในปีนี้
เมื่อ TACO ไม่เพียงพอที่จะเปิดช่องแคบ และพลังงานโลกวิกฤติจริง น้ำมันพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์ สหรัฐฯ อาจถูกบังคับให้พิจารณาปฏิบัติการภาคพื้นดินเพื่อยึดพื้นที่อิหร่าน และกลับสู่เป้าหมายเปลี่ยนแปลงการปกครอง
โอกาสความสูญเสียทางทหารจะสูงขึ้นแต่เป็นกลยุทธ์วัดใจ เพราะถ้าจบสงครามได้เร็วการเมืองอาจดีขึ้นทันที เช่น Bush คนพ่อในปี 1991 ใช้เวลา 42 วัน มี Approval Rating พุ่งขึ้นไปแตะ 89% สูงสุดในประวัติศาสตร์ หรือ Ronald Reagan บุกกรานาดาปี 1983 ใช้เวลา 4 วัน คะแนนนิยมบวกขึ้นทันที
แต่ในกรณีนี้ความไม่แน่นอนจะพุ่งถึงขีดสุด เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจพุ่งเกิน 4.5% S&P 500 ต่ำกว่า 5,500 จุด เข้าสู่ Bear Market อย่างเต็มรูปแบบ ดอลลาร์อาจปรับตัวขึ้นในช่วงแรก จุดเปลี่ยนสำคัญจะอยู่ที่การหนุนหลังจากประเทศพันธมิตร NATO และคู่ค้าอื่นๆ ในระยะยาว
นักลงทุนไทยต้องออกแบบพอร์ตให้รับมือกับทุกความเป็นไปได้
ในมุมมองของผม กลยุทธ์การลงทุนในภาวะสงครามและ TACO ประกอบด้วย (1) ลดการถือสินทรัพย์ในสหรัฐฯ ลง ในภาวะที่ตลาดหุ้น Valuation แพง EPS อาจถูกปรับลง และยีลด์ระยะยาวมีโอกาสสูงขึ้น (2) ถือทองคำเพิ่มเป็น 10-15% จากมุมมองการเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เน้นทยอยสะสมเมื่อราคาลดลงจากแรงกดดันของบอนด์ยีลด์ และ (3) สำรองเงินสด 10-20% เพื่อซื้อตอนตลาดร่วงแรง ลุ้น TACO อีกรอบ เพราะอดีตบอกว่าทุกครั้งตลาดจะกลับตัวแรงและเร็ว คนที่ไม่มีเงินสดอาจพลาดโอกาส
ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีใครรู้ว่า TACO จะมาเมื่อไหร่ หรือจะสำเร็จหรือไม่ พอร์ตที่ดีที่สุดไม่ใช่พอร์ตที่เดาอนาคตถูก แต่คือพอร์ตที่ไม่พังในกรณีเสี่ยง และฟื้นตัวได้เร็วเมื่อสงครามสงบลงครับ
ภาพ: bella1105 / Shutterstock