โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เศรษฐา’ เรียกร้องขยับเพดานหนี้สาธารณะเป็น 80% เปิดช่องกู้เพิ่ม 2 ล้านล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงาน-ดันเศรษฐกิจโต

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘เศรษฐา’ เรียกร้องขยับเพดานหนี้สาธารณะเป็น 80% เปิดช่องกู้เพิ่ม 2 ล้านล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงาน-ดันเศรษฐกิจโต

เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลปรับขยายเพดานหนี้สาธารณะของไทย เพื่อรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และเพื่อฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ตามรายงานของ Bloomberg

เศรษฐาให้สัมภาษณ์เมื่อวันพุธ (25 มี.ค.) ที่ผ่านมาว่า การขยับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จาก 70% เป็น 80% จะเปิดพื้นที่ทางการคลังเพิ่มอีกราว 2 ล้านล้านบาท (ประมาณ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์) โดยย้ำว่า หากเงินที่กู้มาถูกนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างสนามบิน, ทางหลวง หรือระบบป้องกันน้ำท่วม ไม่ใช่นโยบายประชานิยมแจกเงิน ก็จะเป็นเรื่องที่ทั้งประชาชนและบริษัทจัดอันดับเครดิตยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยังคงยืนยันไม่ขยับเพดานหนี้ หลังจากที่ Moody’s และ Fitch ปรับลดมุมมองเครดิตของไทยลงเป็น ‘เชิงลบ’ เมื่อปีก่อน โดยอ้างถึงฐานะการคลังที่อ่อนแอลง ทว่าแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นก็ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้เปิดพื้นที่กู้ยืมเพิ่มเติม

“สถาบันจัดอันดับเครดิตไม่ได้บริหารประเทศ เราต่างหากที่บริหารประเทศ” เศรษฐาวัย 64 ปี กล่าว หลังเพิ่งฟื้นตัวจากอาการป่วย “ตราบใดที่คุณมั่นใจว่าเงินที่กู้มาจะถูกใช้อย่างคุ้มค่า ก็ต้องกล้าตัดสินใจ”

เศรษฐกิจไทยยังไม่พ้นวิกฤต

ไทยระมัดระวังเรื่องการกู้ยืมมาโดยตลอดตั้งแต่เกิดวิกฤตค่าเงินบาทในปี 1997 ที่ต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF และเพิ่งขยับเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% เมื่อปี 2021 เพื่อรับมือกับการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิด แต่วิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางกำลังกดดันรัฐบาลทั่วโลก รวมถึงอินโดนีเซียที่ประกาศพร้อมทะลุเพดานขาดดุลงบประมาณหากจำเป็น

ด้าน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าต้องการรักษาวินัยทางการคลังและคงเพดานหนี้ไว้ ขณะที่ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องขยับเพดานหนี้ แม้จะมีแผนลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและกู้ยืมเพิ่มเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง

เศรษฐาซึ่งเคยนำประเทศในช่วงปี 2023-2024 ก่อนถูกศาลตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง ตั้งคำถามต่อมุมมองของรัฐมนตรีคลังที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทย “ออกจาก ICU แล้ว” โดยเฉพาะท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง

“เราอาจออกจากอาการโคม่าแล้ว แต่ยังไม่พ้นห้อง ICU” เศรษฐากล่าว พร้อมเสริมว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องการมาตรการกระตุ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศซึ่งเป็นจุดแข็งที่ต้องรักษาไว้

ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ของไทยเติบโต 2.5% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้เกือบเท่าตัว แต่ยังตามหลังอินโดนีเซีย, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ขณะที่เวียดนามเติบโตถึง 8.46% “ไม่มีเหตุผลที่เราควรวนเวียนอยู่แค่ 2-3%” เศรษฐากล่าว “เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก เรากำลังแข่งกับเวียดนาม”

โอกาสทองท่ามกลางเสถียรภาพทางการเมือง

เศรษฐาเสนอว่าควรนำเงินกู้ใหม่ราว 7 แสนล้านบาทไปลงทุนแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก ซึ่งกระทบชีวิตคนในครัวเรือนภาคเกษตรราว 25 ล้านคน โดยเสนอโครงการ ‘ไม่มีน้ำท่วม ไม่มีภัยแล้ง’ พร้อมลงทุนพัฒนาพลังงานสะอาดและระบบน้ำสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก

นอกจากนี้ เศรษฐายังมองว่าชัยชนะในการเลือกตั้งและอิทธิพลของอนุทินต่อสถาบันสำคัญ ทำให้อนุทินอยู่ใน ‘ตำแหน่งที่ดีที่สุด’ ในการผลักดันการปฏิรูปหลังหลายปีที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเศรษฐาเผยว่าตนยังพบปะรับประทานอาหารเย็นกับอนุทินเป็นระยะ

เศรษฐาเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของอนุทินเร่งรองรับการลงทุนมหาศาลด้านศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์จากบริษัทระดับโลก ทั้ง Microsoft, Amazon, Google, TikTok และ Alibaba

“นี่คือช่วงเวลาที่ไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองแข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี นี่คือโอกาสทอง” เศรษฐากล่าวทิ้งท้าย “เขาควรใช้โอกาสนี้ทำสิ่งที่กล้าหาญอย่างแท้จริง”

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...