ตากแดดสั้นแต่บ่อย-เสี่ยงมะเร็งผิวหนัง! แพทย์ย้ำอันตรายสูงกว่าทาครีมแล้วไปทะเล
เมื่อวันที่ 14 เมษายน พญ.นัทยา วรวุทธินนท์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า ช่วงหน้าร้อนนี้ ขอเตือนประชาชนอย่าชะล่าใจ แม้การออกแดดเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เช่น เดินไปซื้อของหน้าปากซอย หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ไม่กี่นาที ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผิวหนังในระดับเซลล์ได้ทันที โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมของประเทศไทยที่มีความเข้มของรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) สูง ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าระยะเวลาที่ปลอดภัยจากแสงแดดมีอยู่จริง แต่รังสียูวี โดยเฉพาะ UVA สามารถทะลุเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึกได้ทันทีหลังสัมผัส แม้ผิวจะยังไม่เกิดอาการแสบร้อนหรือแดงแบบผิวไหม้แดด (sunburn) แต่ภายในระดับเซลล์ได้เริ่มเกิดกระบวนการทำลายดีเอ็นเอ (DNA) และกระตุ้นการเกิดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการสำคัญของความเสื่อมของผิวแล้ว ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าออกแดดแค่ 5-10 นาทีไม่เป็นไร แต่ในความเป็นจริงไม่มีช่วงเวลาที่ปลอดภัย เพราะทันทีที่ผิวสัมผัสแสงแดด กระบวนการทำลายเซลล์เริ่มต้นแล้ว และถ้าเกิดขึ้นซ้ำๆ จะกลายเป็นการสะสมความเสียหาย
ทั้งนี้ พญ.นัทยากล่าวว่า การรับแสงแดดในลักษณะ “สั้นแต่บ่อย” หรือที่เรียกว่า cumulative exposure ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลมากกว่าการเผชิญแดดเป็นเวลานานแต่มีการป้องกัน เช่น การไปเที่ยวทะเลแล้วทาครีมกันแดด เนื่องจากความเสียหายจะค่อยๆ สะสมโดยไม่รู้ตัว ผลกระทบจากรังสียูวีแบ่งได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นอาจทำให้ผิวไหม้ แดง อักเสบ หรือเกิดสีผิวคล้ำผิดปกติ ขณะที่ระยะยาวจะเร่งให้เกิดภาวะ “ผิวแก่ก่อนวัย” จากการที่อนุมูลอิสระไปทำลายคอลลาเจนและอิลาสติน ส่งผลให้ผิวแห้ง หยาบกร้าน เกิดริ้วรอย รวมถึงความผิดปกติของเม็ดสี เช่น ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ความเสี่ยงต่อ “มะเร็งผิวหนัง” ซึ่งเกิดจากการที่รังสียูวีทำลายดีเอ็นเอของเซลล์ผิว และหากร่างกายซ่อมแซมผิดพลาด จะนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์ (mutation) และพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่ผิวได้รับแดดซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
พญ.นัทยากล่าวว่า มะเร็งผิวหนังมีหลายชนิด และไม่มีค่ามาตรฐานตายตัวว่าต้องรับแดดนานเท่าใดจึงจะเกิดโรค เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น สีผิว ปริมาณเม็ดสีเมลานิน พันธุกรรม รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตาม พบว่ามะเร็งผิวหนังบางชนิดมีความสัมพันธ์กับการสัมผัสแสงแดดสูงถึง 70-80% ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีผิวขาวหรือมีเมลานินน้อย ผู้ที่เคยมีประวัติผิวไหม้แดดตั้งแต่วัยเด็ก ผู้ที่มีไฝจำนวนมาก หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง รวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกัน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นร่วม เช่น การสัมผัสสารเคมีบางชนิดเป็นเวลานาน หรือความผิดปกติของไฝ เช่น สีเปลี่ยน ขอบไม่ชัด โตเร็ว มีอาการคันหรือเลือดออก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งผิวหนัง และควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
พญ.นัทยากล่าวย้ำว่า มะเร็งผิวหนังเป็นโรคที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า เช่นเม็ดสีผิวที่เปลี่ยนไป ลักษณะจุดไฝที่เปลี่ยนไป และหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสรักษาหายมีสูงมาก ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยแนะนำให้ใช้วิธีป้องกันหลายชั้น ได้แก่ การหลีกเลี่ยงแดดจัด การสวมเสื้อผ้าปกปิด ใช้ร่ม หรืออุปกรณ์ป้องกันทางกายภาพ รวมถึงการทาครีมกันแดดอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ การทากันแดดไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการป้องกันโรคในระยะยาว เพราะความเสียหายจากแสงแดดอาจไม่แสดงผลทันที แต่อาจสะสมและส่งผลในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตากแดดสั้นแต่บ่อย-เสี่ยงมะเร็งผิวหนัง! แพทย์ย้ำอันตรายสูงกว่าทาครีมแล้วไปทะเล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th