จับตาตลาด "ดาต้าเซ็นเตอร์" 2 ล้านล้าน รัฐจ่อคุมเข้มอัปเกรดไลเซ่นสกัดทุนเทา
การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ "ดาต้าเซ็นเตอร์" ในประเทศไทย กำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่า นอกจากจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลแล้ว ยังอาจกลายเป็น“ช่องโหว่” ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์–มิจฉาชีพ และทุนสีเทา ใช้เป็นฐานปฏิบัติการหรือไม่
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ระบุว่า อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไทยกำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยช่วงปี 2568-2574 คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 27.71% ต่อปี มูลค่าตลาดพุ่งจาก 4.7 แสนล้านบาท เป็นกว่า 2.02 ล้านล้านบาท การเติบโตระดับนี้ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้อง“ตั้งกติกาใหม่” เพื่อป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกจับตา คือความกังวลจากภาคการเงินและหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนสีเทา ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเช่าโครงสร้างพื้นฐานให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้เป็นจุดเชื่อมต่อสัญญาณสื่อสาร หรือแม้กระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟอกเงินผ่านธุรกิจดิจิทัล
แม้ยังไม่มีข้อยืนยันชัดเจนว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยถูกใช้เป็น “ฐานอาชญากรรม” โดยตรง แต่ลักษณะของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรับส่งข้อมูลจำนวนมหาศาล การเชื่อมต่อข้ามประเทศ และการให้บริการลูกค้าหลากหลายประเภท ทำให้ภาครัฐไม่สามารถละเลยความเสี่ยงดังกล่าวได้
การยกระดับใบอนุญาตเป็นแบบที่ 3 ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม จะทำให้ กสทช.สามารถกำกับดูแลเข้มงวดขึ้น ทั้งด้านมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน การตรวจสอบผู้ประกอบการ และที่สำคัญคือการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ “ลูกค้า” ของดาต้าเซ็นเตอร์ ว่าเป็นใคร มีความน่าเชื่อถือเพียงใด และมีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายหรือไม่
นอกจากนี้ มาตรการใหม่ยังครอบคลุมการ“จัดโซนนิ่ง” ดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อควบคุมการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญ โดยหลายประเทศเริ่มจำกัดการลงทุน เช่น United States ที่ชะลอโครงการใหม่บางส่วน และ Singapore ที่เข้มงวดการอนุญาตมากขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ล่าสุดมีการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท โดยมีผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาลงทุนจำนวนมาก อาทิ True Internet Data Center กลุ่มร่วมทุน Gulf–Singtel–AIS รวมถึงผู้ประกอบการจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และยุโรป
ขณะที่ในปี 2568 มีคำขอส่งเสริมการลงทุนถึง 36 โครงการ มูลค่ารวม 728,000 ล้านบาท สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็น“ฮับดาต้าเซ็นเตอร์” ของภูมิภาคอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้เอง กลายเป็นดาบสองคม เพราะหากไม่มีการกำกับดูแลที่เพียงพอ อาจเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้งในมิติของอาชญากรรมไซเบอร์ การหลอกลวงข้ามชาติ และการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย
กสทช. ยืนยันว่าการออกเกณฑ์ใหม่“ไม่ใช่การสกัดการลงทุน” แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ กับความมั่นคงของประเทศในระยะยาว โดยก่อนออกประกาศจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์คือแหล่งฟอกเงินหรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนในการกำกับดูแล” เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังกลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ และในขณะเดียวกันก็อาจเป็นช่องทางใหม่ของอาชญากรรมยุคดิจิทัล หากไร้กลไกควบคุมที่เข้มแข็งเพียงพอ